เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ในรอบสัปดาห์ O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
รายงานพิเศษ (4) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O
O
O

สุนันท์ ศรีจันทรา O
บทความพิเศษ O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

เรืองรอง รุ่งรัศมี O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ในโลกไขลาน O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 

รายงานพิเศษ / อ.ณรงค์

แก้ปัญหาความยากจน ต้องเน้นที่ 'นโยบายค่าจ้าง'

นับเป็นเรื่องดีที่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีดำริจะแก้ไขปัญหา 'ความยากจน'

ปัญหาคือว่านิยามของความยากจนคืออะไร ใครคือคนจน และคนที่ถูกจัดเข้าอยู่ในกลุ่มคนจนและมีความยากจนนั้น เป็นสิ่งเดียวกันกับที่รัฐบาลเข้าใจหรือไม่

คนจนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีความจนจากสาเหตุเดียวกันหรือไม่ และโมเดลของ 'หมอแม้ว' จะแก้ปัญหาได้ทุกโรคจริงหรือ

เบื้องต้นคงต้องไปสำรวจดูก่อนว่าเวลาเราพูดถึง 'ความยากจน' นั้น ครอบคลุมถึงเรื่องใดบ้าง

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานหลักสูตรเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าชุดโครงการวิจัยเรื่อง 'การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในสังคมไทย' ซึ่งแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2546 และปัจจุบันกำลังทำโครงการเผยแพร่ความรู้เรื่องดังกล่าวแก่ชาวบ้าน

รศ.ดร.ณรงค์ กล่าวถึงลักษณะของความยากจนว่ามี 4 ด้าน คือ จนทรัพย์สิน (ไม่มีรายได้) จนสิทธิจนโอกาส จนอำนาจ และจนศักดิ์ศรี ถ้ารวมทั้ง 4 ประการนี้ หมายความว่า จนในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม

ตัวอย่างของคนจนในด้านอื่น เช่น คนเป็นเอดส์ อาจมีรายได้เดือนละ 3,000 บาท แต่ต้องจ่ายค่ายาเดือนละ 2,000 บาท อย่างนี้ก็ถือว่าจน หรือบางคนทำอาชีพบริการ เมื่ออายุมากขึ้น คนพวกนี้ไปไหนไม่ได้ ก็ทำข้าวแกงขาย ปรากฏว่าคนก็ไม่ซื้อกินเพราะติดว่าเคยทำอาชีพบริการมาก่อน อย่างนี้เรียกว่า 'จนศักดิ์ศรี' เป็นความจนอีกมิติหนึ่งซึ่งรัฐบาลไม่รู้ เวลารัฐบาลมองความยากจน ก็จะมองทางเศรษฐกิจอย่างเดียว

การที่รัฐบาลไป อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด คงเน้นด้านเศรษฐกิจเป็นหลักเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ถ้าจับเรื่องเศรษฐกิจต้องพิจารณาจาก 'เส้นความยากจน' ซึ่งมีแปรผันไปตามเศรษฐกิจของแต่ละสังคม

ธนาคารโลก กล่าวว่า การใช้เส้นความยากจน สำหรับประเทศที่กันดารมาก และไม่มีการพัฒนาเลย เส้นความยากจนอยู่ที่รายได้ 1 ดอลลาร์ต่อวัน คิดเป็นเงินไทยคือ 40 บาทต่อวัน นั่นหมายความว่า ชาวบ้านอาศัยอยู่กับธรรมชาติ มีป่า มีน้ำ ไม่ต้องซื้อหา แต่ในประเทศที่เป็นทุนนิยมมากขึ้น ทุกอย่างต้องใช้เงินเส้นความยากจนอยู่ที่รายได้ 2 ดอลลาร์ต่อวัน (80 บาทต่อวัน) หรือมีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 2,400 บาท

"ฉะนั้น เส้นความยากจนของประเทศกำลังพัฒนาควรอยู่ที่ 2,000-2,400 บาทต่อเดือน แต่เราใช้แค่ 1,200 บาท เหมือนกับประเทศแอฟริกาที่คนยังอยู่กับธรรมชาติ แต่สังคมไทยไม่ใช่ ทุกอย่างต้องซื้อหมด เส้นความยากจนจึงควรเป็น 2,000-3,000 บาท ถ้าคิดเกณฑ์ดังกล่าว คนจนมากกว่านี้เยอะเลย..

"ถ้าดูรายได้เฉลี่ยของคนที่อาจสามารถ ประมาณ 3,000 บาทต่อคน ต่อเดือน (รายได้ต่ำกว่านั้นก็พอมีอยู่) แต่การลงไปสร้างโมเดลตรงนั้น ผมมีคำถามหลายอย่าง รัฐบาลสนใจครอบครัวอีสานมากน้อยแค่ไหน ที่อยากบอกคือว่า 1) ชาวบ้านร้อยละ 90 ไม่ได้พึ่งรายได้จากในนา แต่พึ่งจากนอกไร่นา คุณจะไปแก้ปัญหาในไร่นา แก้ตรงไหน ถูกที่หรือเปล่า ด้วยต้องไม่ลืมว่าชาวอีสานส่วนใหญ่มีนาไม่เกิน 20 ไร่ ทำอย่างไรก็ไม่มีทางแก้จนได้ เพราะเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก และการทำนาในปัจจุบันไม่มีคนหนุ่มสาว มีแต่คนแก่ ทำนาโดยการจ้างไถ จ้างหว่าน และจ้างรถเกี่ยว"

ดังนั้น ต้นทุนจึงเพิ่มเร็วกว่าราคา พอน้ำมันแพง ค่าไถก็แพง ค่าเกี่ยวก็แพง ชาวบ้านไม่สามารถพึ่งรายได้จากไร่นาได้เลย รายได้ที่ชาวบ้านนำมาใช้หรือเงินสด มาจากนอกไร่นา เช่น ลูกไปรับจ้างอยู่นอกหมู่บ้านแล้วส่งเงินกลับมา หรือตัวชาวนาเองไปรับจ้าง เพราะปีหนึ่งๆ เขาอยู่ในไร่นาแค่ 15 วัน จึงมองไม่เห็นทางในการแก้ปัญหาไร่นา เพื่อให้ชาวบ้านพอกินพอใช้ จากการศึกษาวิจัยเราพบว่า คนที่ถือครองที่ดินไม่เกิน 20 ไร่ เลี้ยงตัวเองไม่ได้ ต้องครองที่ดินสัก 40 ไร่จึงพอเลี้ยงตัวเองได้

รศ.ดร.ณรงค์ มีข้อเสนอแนะว่า ถ้าจะแก้ปัญหาไร่นาตรงนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ 'ลดต้นทุนการผลิต' เช่น แทนที่จะเป็น 1 หมู่บ้าน 1 ล้านบาท ก็เป็น '1 หมู่บ้าน 1 รถไถ'

โดยยกตัวอย่างว่า ถ้าชาวบ้านเสียค่าจ้างไถในอัตราไร่ละ 400 บาท ถ้ามีรถไถอย่างนี้อาจลดลงเหลือไร่ละ 200 บาท เท่ากับว่าต้นทุนหายไปครึ่งหนึ่ง หรืออีกทางหนึ่งคือ ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการผลิตให้เป็นแบบพอเพียง เน้นการผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ ไม่ใช่เพื่อขาย เพราะไม่มีทางที่ผลิตไปขายแล้วจะได้กำไร เมื่อผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ ก็ต้องเอาเงินนอกภาคเกษตรมาใช้

หน้าที่ของรัฐบาลคือ ทำให้ชาวบ้านรู้ว่าจะไปทำงานที่ไหนได้บ้าง หรือมีงานนอกภาคเกษตรอะไรให้ทำ แล้วพยายามทำให้ค่าจ้างยุติธรรม เพราะตอนนี้ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่ได้พึ่งรายได้จากไร่นา แต่พึ่งค่าจ้างจากนอกภาคการเกษตร ดังนั้น วิธีการที่กล่าวมาข้างต้น น่าจะเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาความยากจนได้ดีกว่า

ส่วนที่ว่าการทำเกษตรแบบพอเพียง ดูจะขัดแย้งกับแนวคิดที่รัฐบาลไปส่งเสริมให้หารายได้จากการทำสินค้าโอท็อปหรือเปล่า รศ.ดร.ณรงค์ ตอบว่า

"เราจะยึดตามแนวทางพระราชดำรัส หรือทุนนิยม ถ้ายึดแนวทางทุนนิยม ก็ต้องมองหาแชมเปี้ยนโปรดักท์ไปเรื่อย มีผู้ค้าพันรายหมื่นราย แข่งกันได้แชมเปี้ยนโปรดักท์มา 1 ราย ซึ่งไม่ใช่วิถีชุมชนๆ เป็นการเกื้อกูลกัน ฉะนั้น ในชาวนารายเล็กรายน้อย ถ้าส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงอย่างจริงจังจะแก้ปัญหาได้มากกว่า และรายจ่ายเงินสด อย่าไปพึ่งรายได้จากไร่นา เพราะไม่มีทางพอ... เท่าที่ดูรายได้จากค่าจ้างเป็นรายได้หลัก ลูกไปทำงานส่งเงินกลับมา หรือคนในไร่นาทำงานรับจ้างทั่วไป นั่นเป็นที่มาของรายได้มากกว่า"

"สำหรับผมแล้ว นโยบายแก้จน ต้องเน้นไปที่นโยบายค่าจ้าง คู่กับนโยบายการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity Policy) เพราะเรากำลังเป็นประเทศทุนนิยมๆ คนส่วนใหญ่เป็นลูกจ้าง ปัจจุบันเกษตรกรเป็นคนส่วนน้อย และเขาก็พึ่งลูกจ้างที่เป็นลูกๆ...ถ้าพัฒนาไปเรื่อยๆ ชาวนาจะลดลง เมื่อเหลือ 10-20% ตลาดปรับตัว สินค้าจะแพงขึ้นเอง ตัวอย่างเช่น เราจะยกระดับราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะข้าว ซึ่งตลาดหลักเป็นตลาดภายในประเทศ ไม่ใช่ภายนอก เราอยากขายข้าวแพงก็ต้องทำให้คนกินข้าวมีรายได้ดี ถ้าคุณขายข้าวแพง คนกินข้าวรายได้ต่ำ ก็ขายไม่ได้หรอก"

ปัญหาคือ เวลามองชนบท เรามองไม่สัมพันธ์กับเมือง ไม่สัมพันธ์กับความเป็นจริงของสังคมว่า ขณะนี้คนส่วนใหญ่คือลูกจ้าง และลูกจ้างเป็นคนที่กินข้าวมากกว่าใครๆ ถ้าต้องการให้ข้าวมีราคาแพง ก็ต้องทำให้ลูกจ้างมีรายได้ดี

0 0 0

ปัจจุบันมีชาวนา 11 ล้านคน อีก 3 ล้านคนอยู่ในภาคเกษตร ไม่ได้เป็นชาวนา แต่เป็นลูกจ้าง เช่น ลูกจ้างตัดอ้อย ลูกจ้างกรีดยาง ลูกจ้างประมง ส่วนลูกจ้างนอกภาคเกษตรมี 14 ล้านคน เมื่อบวกลูกจ้างในภาคเกษตรอีก 3 ล้านคน เท่ากับว่ามีลูกจ้างทั้งหมด 17 ล้านคน

ส่วนที่ว่ารายได้ของลูกจ้างควรเพิ่มขึ้นสักกี่เปอร์เซ็นต์ จึงจะสมเหตุผล และส่งผลต่อเนื่องให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาเพิ่มขึ้น รศ.ดร.ณรงค์ ตอบเพียงว่า ถ้านายกฯ บอกว่าข้าราชการชั้นผู้น้อยจะอยู่ได้ต้องมีรายได้เดือนละ 7,000 บาท ค่าจ้างขั้นต่ำของลูกจ้างควรอยู่ที่วันละ 200 บาท เดือนหนึ่งไม่ถึง 6,000 บาท

การจะแก้ปัญหาความยากจนต้องดูที่คน ดูว่าเขาเป็นใคร และมีรายได้หลักมาจากไหน

กรณีที่ 'หมอแม้ว' ลงไปสัมผัสกับพื้นที่ยากจนด้วยตัวเอง จะแก้ปัญหาได้มากน้อยแค่ไหน รศ.ดร.ณรงค์ ตอบว่า สิ่งที่ควรทำคือ ทำความเข้าใจกับสาเหตุความยากจนให้ชัดเจน แม้ว่าขณะนี้เรามีการจดทะเบียนคนจน แต่นั่นเป็นการจดตามอาการเช่นว่า ไม่มีที่ดิน เป็นหนี้สิน แต่ไม่เคยมองถึงสาเหตุ

"ถามว่าทำไมคนถึงเป็นหนี้ ทำไมไม่มีที่ดิน มันต้องมีเหตุ ถ้าไม่ดูที่สาเหตุมันแก้ไม่ได้หรอก ท่านนายกฯ ลงตรงนั้นแล้วควรฉวยโอกาสศึกษาสาเหตุ แล้วแก้ที่สาเหตุโดยตรง" และว่า

เวลาเราศึกษาความยากจน สิ่งหนึ่งที่ต้องพิจารณาคือ ทำให้คนเข้าถึงปัจจัยการผลิต ทำให้คนเข้าถึงน้ำ-ป่า เพราะบางทีแม้ว่าชาวบ้านไม่มีเงิน ก็ยังพออยู่ได้ เนื่องจากสามารถเข้าถึงทรัพยากรดังกล่าว เราจะเห็นว่าการเข้าถึงก็สัมพันธ์กับการแย่งชิงทรัพยากร ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความยากจน เช่น คนเคยอยู่กับลำน้ำ หาปลาหาปูกิน ทางการเอาลำน้ำไปทำเขื่อน ขับไล่คนออกไป เป็นการตัดขาดจากทรัพยากร เขาก็จนได้เหมือนกัน

สาเหตุแห่งความยากจน ยังมีอีกหลายประการ เช่น ท่าทีต่อชีวิต (หมายถึง ลักษณะนิสัยของคนนั้น) โครงสร้างทางสังคม ขาดสวัสดิการ ขาดปัจจัยการผลิต (หมายถึง เข้าไม่ถึงน้ำ ไม่ถึงป่า เป็นต้น แต่ต้องดูว่าการขาดมาจากอะไร เช่น ถูกโกง ถูกไล่ที่ มีเหตุเยอะแยะ ดังนั้น มาตรการแก้จนไม่สามารถใช้เพียงมาตรการเดียวได้ แต่ต้องแยกแยะเป็นกลุ่มๆ ไป

หมายความว่า นอกจากโมเดลหลักตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังต้องมีรูปแบบเฉพาะลงไปอีกสำหรับกลุ่มเป้าหมายนั้นๆ

การศึกษาความยากจน มองได้ 2 มิติ คือ 1) มิติพื้นที่ 2) มิติของกลุ่มเป้าหมาย

กรณี อ.อาจสามารถ ที่ภาครัฐบอกว่าเป็นอำเภอยากจน แต่ในอำเภอนี้ก็มีคนร่ำรวยอยู่ ฉะนั้น ต้องแยกแยะลงไปว่าในตำบลหรืออำเภอหนึ่งๆ นั้น มีคนกี่ประเภท คนประเภทไหนบ้างจัดว่าเป็นคนจน และเข้าให้ถึงคนกลุ่มนั้น ไม่ใช่ยึดตามพื้นที่ว่าจังหวัดนี้ยากจนแล้วทุ่มเงินเข้าไป พอทุ่มเงินเข้าไปคนมือยาวก็ได้ คนมือสั้นก็ไม่ได้

กล่าวโดยสรุป แนวทางการแก้ปัญหาความยากจนมี ดังนี้ หนึ่ง - มองให้ทะลุว่าความยากจนมีกี่มิติ สอง - ความยากจนในแต่ละมิตินั้น มีสาเหตุจากอะไร และไปพิจารณาแก้ไขที่สาเหตุ

อย่าให้ทรัพยากรด้านต่างๆ ที่รัฐบาลทุ่มเทลงไป บังเกิดผลได้แค่เป็น 'เรียลลิตี้โชว์' รายการหนึ่ง

เพราะเสียดายน้ำพริกที่ละลายลงในแม่น้ำยิ่งนัก!

(ล้อมกรอบ)

ประเด็น

ข้อมูลดิบจาก อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด

เนื้อเรื่อง

สมเกียรติ รัตนเมธาธร นายอำเภออาจสามารถ แถลงว่า อ.อาจสามารถ มีพื้นที่ 284,026 ไร่ 10 ตำบล 138 หมู่บ้าน 10 อบต. 1 เทศบาลตำบล 15,986 ครัวเรือน

ประชากร 75,463 คน รายได้เฉลี่ยต่อคน 29,629 บาท อาชีพหลักคือ ภาคการเกษตร อาทิ การทำนา เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม อาชีพเสริม จักสาน ทอผ้า ตีมีด และรับจ้าง

การแก้ไขปัญหาสังคมและความยากจนเชิงบูรณาการของอำเภออาจสามารถ มีผู้จดทะเบียนฯจำนวน 17,640 ราย 8 ปัญหา จากการตรวจสอบรายละเอียดและกลั่นกรอง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ไม่เข้าหลักเกณฑ์และยุติเรื่อง 15,807 ราย กลุ่มผู้เดือดร้อนจริง จำนวน 1,833 ราย ให้การช่วยเหลือเสร็จสมบูรณ์ จำนวน 1,085 ราย รอการช่วยเหลือ 748 ราย จาก 3 ปัญหา ดังต่อไปนี้

1.ปัญหาที่ดินทำกิน (สย.1) จำนวน 570 ราย ไม่มีที่ดินทำกิน 347 ราย ที่ดินทำกินไม่เพียงพอ 78 ราย ครอบครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ 145 ราย รวม 570 ราย แบ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนของการออกเอกสารสิทธิทำกิน (สทก.) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคำใหญ่-คำขวาง สามารถออกเป็นเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก.) จำนวน 455 ราย เนื้อที่ 2,405-286 ไร่ ผู้ได้รับเอกสารสิทธิ สย.1 จำนวน 5 ราย

2.ปัญหาหนี้สินภาคประชาชน (สย.6) จำนวน 111 ราย อยู่ในความรับผิดชอบของ ธ.ก.ส.จำนวน 98 ราย มูลหนี้จำนวน 5,197,986 ราย ธนาคารออมสิน 1 ราย มูลหนี้ 50,000 บาท สหกรณ์ออมทรัพย์ 12 ราย มูลหนี้ 893,000 บาท อยู่ระหว่างการเจรจาและปรับโครงสร้างหนี้

3.ปัญหาที่อยู่อาศัย จำนวน 67 ราย ต้องการสร้างบ้าน 60 ราย ซื้อที่ดินและสร้างบ้าน 4 ราย ประสานงานการก่อสร้างบ้าน Knock Down แบบให้เปล่า แต่ปัญหาคือ ประชาชนต้องการเงินกู้เพื่อสร้างบ้าน อยู่ระหว่างการประสานงานกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ให้การช่วยเหลือด้านเงินกู้

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com