เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ในรอบสัปดาห์ O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
รายงานพิเศษ (4) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O
O
O

สุนันท์ ศรีจันทรา O
บทความพิเศษ O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

เรืองรอง รุ่งรัศมี O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ในโลกไขลาน O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 

ในประเทศ / กทม.

ตลบหลัง 'ประชาธิปัตย์' พิษฮั้วประมูล 2 หมื่นล้าน กทม.

ไม่ว่าผลการสอบสวนข้อเท็จจริงของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ), คณะกรรมการชุดที่ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งขึ้นมา และแม้แต่คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง เทวัญ ลิปตพัลลภ ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย เป็นประธาน ที่กำลังถูกเกาะติดจากสองหน่วยงานข้างต้น จะสรุปออกมาอย่างไร

กรณีผู้เข้าร่วมโครงการประมูลงานก่อสร้างของสำนักงานโยธา กทม. 16 โครงการ มูลค่า 20,000 ล้านบาท ร้องเรียนการประมูลมีความไม่โปร่งใส ส่อมีการ 'ฮั้ว' เกิดขึ้น

ประเด็นไม่เพียงเท่านั้น แม้ว่าจะมีการยืนยันเป็นมั่นเหมาะของดีเอสไอ ว่างานนี้มีหลักฐานสามารถเอาผิดผู้บริหารระดับสูงของ กทม. ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบได้ก็ตาม

และแม้มีข้อพิรุธที่มาประจวบเหมาะ กรณี สามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าฯ กทม. ที่รับผิดชอบงานโยธา ซื้อรถเก๋งป้ายแดงยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7 โดยระบุว่าเอาเงินสด 5 ล้านบาทเศษจากการขายหุ้นไปซื้อก็ตาม

ซึ่งทั้งหมดทั้งปวงยังต้องพิสูจน์กันด้วยพยานหลักฐานอันแน่นหนา จึงจะสามารถบอกได้ว่า มีการฮั้วประมูล และทุจริตคอร์รัปชันจริงหรือไม่ และเอาผิดกับใครได้บ้าง

แต่เหนืออื่นใด ประเด็นที่แหลมคมยิ่งกว่า กลับกลายเป็นว่างานนี้พรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลบหลังพรรคประชาธิปัตย์ อย่างเจ็บแสบที่สุด

เจ็บแสบ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า พรรคประชาธิปัตย์ กำกับดูแลการบริหาร กทม. ผ่าน 'หล่อเล็ก' อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องรับผิดชอบต่อความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความผิดจะสาวถึงหรือไม่ก็ตาม

เจ็บแสบ เพราะในท่ามกลางที่พรรคประชาธิปัตย์ กำลังเดินหน้าตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาล ถึงขั้น 'จองกฐิน' อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีประเด็นทุจริตในสมัยที่จะถึง เอาไว้แล้วล่วงหน้าตั้งแต่ปลายปี 2548

เจ็บแสบ ไม่เพียงเพราะการตรวจสอบปัญหาทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาล เป็น 'จุดแข็ง' ของพรรคประชาธิปัตย์

หากแต่การก่อตั้ง 'คอร์รัปชันวอทซ์' หรือ corruptionwatch เมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา โดยการสนับสนุนของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด, มูลนิธิปราบคนโกง, เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) และกองทุนสื่อประชาสังคมต้านคอร์รัปชัน

ของคณะกรรมการ corruptionwatch ที่ประกอบด้วย คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการฯ สตง., น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี, รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ รองประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, รศ.ดร.ต่อตระกูล ยมนาค กรรมการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, กล้านรงค์ จันทิก อดีตเลขาธิการ ป.ป.ช., รศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ, ส.ส.ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทย, ส.ส.อลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, วีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายต่อต้านการคอร์รัปชัน และอีกหลายคนที่อาสามาทำงานเพื่อชาติ

ก็เท่ากับว่า ถูก 'ดิสเครดิต' ตามไปด้วย อย่างน้อย 'อลงกรณ์' ก็จะถูกคำถามถึงการตรวจสอบการทุจริตของพรรคประชาธิปัตย์ รบกวนอยู่ตลอดเวลา

อย่างการจัดรายการทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 ของสององครักษ์พิทักษ์ 'รัฐบาลทักษิณ' สมัคร สุนทรเวช และดุสิต ศิริวรรณ ก็พูดถึงประเด็นนี้

แล้วก็ไม่แปลกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะชิงรับเป็นเจ้าภาพ 'ปราบโกง' ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.เลย เมื่อวันที่ 10 มกราคมที่ผ่านมา

ก่อนที่ 'อภิรักษ์' จะออกมาแถลงข่าวชะลอโครงการก่อสร้างทั้ง 16 โครงการ และสั่งตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง หลังมีผู้ร้องเรียนการประมูลไม่โปร่งใส เมื่อวันที่ 11 มกราคม

จากนั้น วันที่ 12 มกราคม พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ออกมาเปิดเผย เหมือนเป็นการ 'ตบหน้า' ผู้บริหาร กทม. ว่า

กรณี 'อภิรักษ์' สั่งชะลอการประมูล 16 โครงการ หลังพบความไม่โปร่งใสนั้น ดีเอสไอได้สืบสวน และสอบสวนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากผู้เข้าร่วมประมูล และได้รวบรวมข้อมูลเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน โดยก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ทำหนังสือแจ้งไปยังผู้ว่าฯ กทม. ให้ระงับการประมูลดังกล่าว เนื่องจากตรวจสอบพบความผิดตามกฎหมายฮั้วประมูลงาน ซึ่งเป็นมูลค่าความเสียหายเกินกว่า 100 ล้านบาท จึงถือเป็นคดีพิเศษ ตาม พ.ร.บ.สอบสวนคดีพิเศษ

ยิ่งถ้าฟังจาก วิสูตร สำเร็จวาณิชย์ สมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) เขตลาดกระบัง ที่ว่า ตนขอตั้งข้อสังเกตกรณี 'อภิรักษ์' ออกมาระบุว่าเพิ่งมาทราบความจริงในต้นเดือนมกราคม 2549 ทั้งที่ ส.ก.พรรคไทยรักไทย รับเรื่องร้องเรียนการประมูลเมื่อเดือนตุลาคม 2548 และตนได้ตั้งกระทู้ด้วยวาจาเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2548 ซึ่งอภิรักษ์ได้ให้ 'สามารถ' ชี้แจงแทน โดยยืนยันว่าการประมูลเป็นไปอย่างโปร่งใส แต่เป็นเรื่องทางเทคนิคที่จะต้องลงไปในรายละเอียด แต่ไม่ได้กีดกันผู้รับเหมารายอื่น

นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือมายัง กทม.เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2548 อีกทั้งก่อนหน้านั้น ประเสริฐ พงษ์สุวรรณสิริ ประธานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนฯ ได้ทำหนังสือท้วงติงเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2548 โดยเอกสารทั้งสองฉบับยืนยันว่า ให้ กทม.ระงับโครงการ

แต่ กทม.กลับทำหนังสือชี้แจงไปยังกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2548 ยืนยันว่าการประมูลมีความโปร่งใส จนกระทั่ง ดีเอสไอ ทำหนังสือถึงผู้ว่าฯ กทม.ในวันที่ 9 มกราคม 2549 ให้ยับยั้งการประมูล ดังนั้น ผู้ว่าฯ กทม.จะปฏิเสธและทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ไม่ได้

เมื่อเรื่องราวกลายเป็นว่า 'ดีเอสไอ' ต่างหากที่ทำหนังสือจี้ให้ผู้ว่าฯ กทม. ระงับโครงการ และขณะที่ กทม. ก็ได้รับหนังสือร้องเรียน และหนังสือให้ระงับโครงการมาก่อน แต่กลับไม่ตั้งกรรมการสอบสวน นิ่งเฉย ทำราวกับจงใจปกปิดซ่อนเร้นความผิดปกติไม่โปรงใสเอาไว้ ไม่ว่าจะจงใจหรือไม่ก็ตาม

นี่ย่อมทำให้ 'อภิรักษ์' ในฐานะผู้รับผิดชอบสำคัญ ทั้งในฐานะผู้บริหาร กทม. และในฐานะ 'แกนนำ' พรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่ง กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ทั้งยังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทุกองคาพยพประชาธิปัตย์ 'พูดไม่ได้ ไอไม่ดัง' เหมือนเมื่อก่อน แถมถูกพลพรรคไทยรักไทยไล่บี้ให้ตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอดเวลาอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

ไม่เพียงเท่านั้น ยังอาจส่งผลอย่างไม่มีทางหลีกพ้นถึงคะแนนเสียงการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้วย

ถึงขั้นนี้แล้ว ประเด็นที่แรกทีเดียวออกมาคุยข่ม 'ทักษิณ' ว่าให้ดู 'อภิรักษ์' เป็นตัวอย่างความโปร่งใส พอได้รับหนังสือให้ระงับโครงการจากดีเอสไอ ก็สั่งชะลอโครงการ และตั้งคณะกรรมการสอบทันที คงตีปี๊บไม่ขึ้นแล้ว

อย่าว่าแต่ตีปี๊บไม่ขึ้นเลย แม้แต่เอาตัวให้รอดก็ยังยาก เพราะทางหนีทีไล่ก็ถูกปิดเอาไว้หมดแล้ว

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com