 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
ประกอบปก / กัปตัน
เจาะใจกัปตันนักสู้ น.ต.ถนิต พรหมสถิต ผู้ประกาศชัยในทำเนียบฯ?
จู่ๆ น.ต.ถนิต พรหมสถิต อายุ 55 ปี หนึ่งในแกนนำผู้ชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็เดินทางมาที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เพื่อแสดงความจำนงเข้ามอบตัว เมื่อบ่ายวันที่ 18 มกราคม 2549 หลังทราบข่าวจากสื่อมวลชนว่า พนักงานสอบสวนของกองบัญชาการตำรวจนครบาล จะออกหมายเรียก และหมายจับในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116
จึงตัดสินใจมาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่หนีไปไหน!
แต่ทางตำรวจก็ยังไม่รับดำเนินคดีใดๆ เพราะยังไม่มีการออกทั้งหมายเรียกและหมายจับ!
น.ต.ถนิต หรือ 'กัปตันถนิต' เป็นใคร? และมีความเกี่ยวพันอย่างไรใน 'ขบวนการสนธิ' ถึงได้นำมวลชนไปปักธงที่ทำเนียบรัฐบาล
และน่าติดตามต่อไปอีกว่า ในค่ำคืน 'ศุกร์ 13' เป็น 'แผนการ' หรือ 'กลลวง' ของใครกันแน่ ท่ามกลางความเฉียบขาดของรัฐบาล ที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่ก่อการให้ถึงที่สุด ไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อหวังจะ 'เชือดไก่ให้ลิง' โดยได้หมายหัว 'น.ต.ถนิต' ไว้เรียบร้อยแล้ว ทั้งที่ยังไม่รู้ว่ากัปตันคนดังกล่าวมีบทบาทสำคัญอย่างไร
'เนชั่นสุดสัปดาห์' ได้มีโอกาสจับเข่าคุย จึงได้รู้ว่า 'เขาก็ไม่ธรรมดา'!
0 0 0
'น.ต.ถนิต' วัย 55 ปี ชื่อเดิมว่า 'เถลิง' เปลี่ยนชื่อเมื่อช่วงวัย 30 ปี โดยพระราชญาณกวี เจ้าคณะจังหวัดชุมพร สมัยนั้น เป็นผู้ผูกดวงตั้งชื่อใหม่ตามคำร้องขอ ซึ่ง 'กัปตันถนิต' อธิบายว่า พระราชญาณกวีนั้น หากนับญาติทางธรรมแล้ว ท่านเป็นผู้น้องของท่านพุทธทาส เป็นผู้พี่ท่านปัญญาฯ ซึ่งเป็นที่ศรัทธาและเลื่อมใสไม่แพ้กัน
พื้นเพจริง ๆ ของกัปตัน เป็นคน อ.หลังสวน จ.ชุมพร เป็นลูกข้าราชการชั้นผู้น้อย พ่อทำงานส่วนกรมสรรพมิตร ซึ่งปัจจุบันท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่เดินเหินไม่สะดวกนัก เพราะมีอายุมากแล้ว ขณะนั้นท่านโดนย้ายไปเรื่อยๆ อยู่เกือบแทบทุกอำเภอในจังหวัดแห่งนั้น
ด้วยความที่เป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องทั้งหมดถึง 14 คน ทำให้ 'เถลิง' ลูกคนที่ 4 ต้องสู้ชีวิตไม่น้อย แต่ด้วยความเป็นเด็กใฝ่ดี ตั้งใจเรียน และเรียนดีอีกด้วย หลังจากจบ ม.5 โรงเรียนศรียาภัย ช่วงนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนระหว่างระบบมัธยมกับระบบ มศ. ซึ่งยังใช้วนไปวนมา แล้วจึงได้ขึ้นมากรุงเทพฯ ปี 2510 มาสอบเข้าได้หลายที่ เช่น สอบเข้ากรมปศุสัตว์ก็ได้ และสอบเทียบมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็ได้ ก็เลือกเรียนที่เกษตรศาสตร์ คณะเกษตร KU 28
พอเข้ามาปี 1 ก็เป็นผู้แทนคณะเกษตร แล้วหันเหเล่นกีฬา มาเรียนว่ายน้ำ โปโลน้ำ และฝึกซ้อมจนได้เป็นทีมชาติ ไปแข่งขันครั้งแรกที่ประเทศพม่า
หลังจากนั้น ชีวิตก็หันเหมาเป็น 'พวกโซตัส' ตัวยงเลยก็ว่าได้ สุดท้ายก็มีจุดหักเหสำคัญอีกครั้งหนึ่ง
"ความที่เป็นคนเห็นความไม่เป็นธรรมไม่ถูกต้อง เราไม่ยอม หลังจากมีการใช้ระบบโซตัสกัน จึงได้มีความขัดแย้งกันกับเพื่อน เรื่องพาน้องไปทำกิจกรรมแล้วมีปัญหากลับไม่รับผิดชอบ ไม่ถูกกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่ถือหางฝั่งโน้น ทำให้ตนเองไม่จบภายใน 4 ปี ต้องเรียนเพิ่มอีกปี 1...
"แต่ก่อนผมชื่อเถลิง เพื่อนๆ เขาจะเรียนไอ้เหลิงๆ กัน พูดง่ายๆ ใครอยู่รุ่นเกษตรฯ 28 ไม่รู้จักเราไม่ใช่เกษตรฯ รุ่น 28"
ขณะตอนที่จะเข้ามาเป็นทหารตอนนั้น พี่สาวเป็นพยาบาลทหารอากาศ แนะนำไปฝึกการบินที่ทหารอากาศ จึงได้ไปสมัครสอบ ด้วยความเป็นคนเรียนดีและเป็นนักกีฬาด้วย จึงสอบผ่านตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไปสมัครเป็นนักบินของกองทัพอากาศ จึงเรียนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
"ผมเรียนนักบิน น.56 ก็รุ่นเดียวกับท่านนายกฯ นี่แหละ (หัวเราะ) นะครับ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ ที่เดินข้างนายกฯ ก็เพื่อนๆ ที่รู้จักกันหลายคน"
เมื่อจบโรงเรียนการบินกองทัพอากาศ หลักสูตรเครื่องบินไอพ่น T37 แล้ว มาอยู่ที่กองทัพอากาศ 4 อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ และหลักสูตรพร้อมรบ ด้วยเครื่องบิน A 37 เป็นนักบินรบโดยตรง ด้วยยุทธวิธีทั้งทิ้งระเบิดและยิงปืน แล้วได้ย้ายไปที่เชียงใหม่ เป็นนักบินประจำฝูงที่นั่น ต่อมาการบินไทยเปิดรับสมัครในส่วนกองการนักบินที่ 3 (2523-2524) จึงได้มาสอบ และเปลี่ยนวิถีจาก 'นักรบ' มาเป็น 'นักบินพลเรือน'
ความเป็นนักสู้เพื่อความเป็นธรรมของลูกทัพฟ้าคนนี้ ก็สู้มาตั้งแต่ตอนอยู่ที่การบินไทย เพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม คือเรื่องนักบินต่างด้าว ช่วง พ.ศ.2538 เขาจ้างนักบินต่างด้าวเป็นร้อยคน ด้วยราคาแพง และก็ไม่ได้มีคุณภาพเท่าไหร่ แล้วก็มากีดกันคนไทยด้วยกันไม่ให้ขึ้นเป็นกัปตัน จึงต่อสู้หาความเป็นธรรมตั้งแต่ตอนนั้น
"แล้วเราก็เจอกระแส ทางบริษัทก็ให้เราเป็นหัวหน้าในการต่อสู้ เขาก็กลั่นแกล้งทุกวิถีทาง ผมพูดถึงปี 38 พูดจนถึงปลายปี ผมก็ไปบวช 5 ธันวามหาราช (2538) เป็นงานของบริษัทจัดขึ้น ในระหว่างที่เราบวชนี่แหละ เขาก็สั่งลงโทษเรา บอกว่าเรามีความผิด ว่าเป็นอย่างนั้นๆ ก็ว่าไป..."
ส่วนบทบาทการทางการเมือง เริ่มขึ้นเมื่อเกิดปัญหาเรื่องวิทยุชุมชน โดยกัปตันบอกว่าความจริงก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องอะไรมากมายนัก แต่บังเอิญว่ามีการพาดพิงว่าวิทยุชุมชนทำให้เครื่องบินตก ทางวุฒิสภา น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ และการุณ ใสงาม ได้ติดต่อประสานมาว่า ให้ไปอธิบายเรื่องนี้ว่ามันเท็จจริงแค่ไหน
"ผมก็เอาความจริงไปพูดในรัฐสภา ทั้งวุฒิสภา ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร ในหลายคณะเลย เข้าไปคุยบ้าง อะไรบ้าง สุดท้ายก็ผมสรุปว่าไม่จริง มันเป็นการกล่าวอ้างของรัฐบาล เป็นการกล่าวหากัน สุดท้ายถ้าพูดอย่างนั้น ก็ว่ามีมวลชนเยอะ ผมไม่ทราบว่ามีเท่าไหร่..
"พวกวิทยุชุมชน ก็เลยบอกว่า ผมนี่เป็นแสงเทียนปลายอุโมงค์ ตามภาษาเขาว่า ก็โอเค ที่ผมได้เห็น ตอนสุดท้าย ผมก็ได้รางวัล 'เจริญ วัดอักษร' เป็นรางวัลที่ให้สำหรับคนที่ทำคุณประโยชน์แก่สังคม แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร"
จุดนี้เอง ทำให้กัปตันได้รู้จักกับ สมาน ศรีงาม เลขาธิการทั่วไปขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ ซึ่งภายหลังสมานได้ก้าวเข้าไปบริหารวิทยุคลื่นร้อน 'คลื่นชุมชนคนรักประชาธิปไตย 92.25' อย่างเต็มตัว และมีปัญหาเรื่องคลื่นวิทยุไปรบกวนการบินตามรัฐบาลอ้าง
จึงทำให้สมานได้สัมผัสกับกัปตันการบินไทย และความสัมพันธ์ของเขาเริ่มแน่นแฟ้นขึ้น กอปรกับทางกัปตันเองก็อยากเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเพื่อมวลชนให้มากกว่านี้
ความสัมพันธ์ระหว่างกัปตันถนิตกับสมาน ดำเนินไปท่ามกลางการต่อสู้คัดค้านการนำการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เข้าตลาดหุ้น ซึ่งตอนนั้นมีการชุมนุมที่หน้า กฟผ.บางกรวย
ยกแรกของการเป็นผู้นำม็อบของกัปตันถนิต คือการปิดประตูทางเข้า กฟผ.บางกรวย จนเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสลายฝูงชน
ก่อนที่จะมาเกิดยกที่สองในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2549!
นอกจากความเป็นนักปลุกระดมมวลชนแล้ว เขายังชอบ 'เล่นพระ' เป็นชีวิตจิตใจ ไม่ว่าจะได้ยินว่าพระเกจิอาจารย์ทางไหนดังๆ จะเดินทางไปนมัสการเสมอ
"ผมกับน้องๆ ที่วงการพระเครื่องเนี่ย เขาว่าพี่ผู้พัน เรียกกัปตัน แล้วแต่จะเรียกน่ะ เขาบอก ผมมีอาจารย์อยู่ทางใต้ 2 องค์ เก่งมาก ไปเที่ยวกันมั้ย ไปทำกฐินกันมั้ย ก็เลยไปทำกฐินไปทางใต้ ที่ปัตตานีนั่นแหละ ก็ไปเจอพระอาจารย์ 2 รูป ก็ไปรับฟังจากปากท่านโดยตรง ว่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นต่างในประเทศนี้ มาจากบุคคลเพียงคนเดียว...
"ผมถามพระเกจิหลายท่าน ที่ไปมานี่น่ะ ท่านบอกว่า จับคนๆ เดียว ไล่คนๆ เดียว เนื้อหามาจากคนๆ เดียว ก็คือนายกฯ เท่านั้นเอง"
สงสัยกัปตันนักสู้คงจะถูกโฉลกกับคนชื่อ 'ทักษิณ' ไปอีกนานทีเดียว!!
(ล้อมกรอบ)
พาดหัว
คำให้การกัปตันถนิต
เรื่อง 'สนธิ' กับ 'ขบวนการสมาน'
เนื้อความ
จากปากคำของกัปตันถนิต ทำให้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของมวลชนสวนลุมพินีในวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2549 ก่อนที่จะมีการเคลื่อนพลบุกไปทำเนียบรัฐบาล
"ข้างในสวนลุมพินี วันที่ 13 มันมีมวลชนทะเลาะกัน เขารู้กันอยู่แล้ว มีการสร้างมวลชนขึ้นมาทะเลาะกัน เพราะก่อนจะมีรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ก็มีการตั้งเครื่องกระจายเสียงอีกชุดหนึ่ง มันมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 13 แล้วแหละ ใช่ไหม เพราะวันที่ 12 เราก็ไปทำมวลชนอยู่หน้ากงสุลสถานทูตอเมริกัน เรื่อง FTA เสร็จแล้วก็มาจนเช้า พอเช้ามันก็มีมวลชนมาแล้ว มารถบัส รถตู้ มาเยอะแยะแล้ว ซึ่งมวลชนเหล่านี้ถ้ามารถตู้ รถบัสแล้ว ไม่ใช่มวลชนกรุงเทพฯ แน่นอน อาจเป็นทั้งม็อบต่อต้านหรือสนับสนุนสนธิก็แล้ว แต่เขามาตั้งแต่เช้าแล้ว มีรถเขาไปแล้ว มีเครื่องเสียงที่เตรียมการกัน ซึ่งทางทีมงานส่วนหนึ่งผมไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเขา เขาจะทำอะไรก็เรื่องของเขาไป ส่วนผมนั่งอยู่ข้างหน้าสวนลุม..."
น.ต.ถนิต หมายถึง มีกลุ่มมวลชนในนาม 'เครือข่ายสุราพื้นบ้าน' ที่ถูก สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ เปิดโปงว่าเป็นกลุ่มจัดตั้งของนักการเมืองภาคเหนือ ที่ต้องการมาสร้างความปั่นป่วนให้กับผู้ฟังรายการเมืองไทยรายสัปดาห์
ขณะที่กลุ่มขบวนการประชาธิปไตย ภายใต้การนำของ สมาน ศรีงาม และกัปตันถนิตปักหลักประท้วงรัฐบาลอยู่หน้าสวนลุมพินีมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และพวกเขาเคยนำขบวนบุกบ้านจันทร์ส่องหล้ามาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปลายปี 2548
"ทางกลุ่มอาจารย์สมาน วางแผนจะไปบ้านจันทร์ส่องหล้าในคืนนั้น... แต่ที่นี้ข้างใน(รายการเมืองไทยรายสัปดาห์) เขาบอก เขาจะไปเหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ฟังว่าเขาว่าอย่างไร แต่ผมฟังอย่างเดียวว่า มีคนบอกเหมือนกันว่า ทางโน้นจะไปเหมือนกัน แต่เขาจะไปทำเนียบรัฐบาลน่ะ จะไปทำเนียบรัฐบาลก็ไปทางเดียวกัน เราจะไปแยกกันทำไม เนื้อหาเดียวกัน ก็ไปด้วยกัน...
"พอไปถึงทำเนียบฯ มันมีมวลชนมารออยู่แล้วนะ คือผมมาหลังไง ข้างหน้ามันยาวประมาณ 2 กิโลเมตรได้ แล้วก็มีรถของการประปานครหลวงจอดอยู่ โดดเด่นอยู่เลย เราเลยไปตั้งมวลชนอยู่ตรงนั้น และตั้งเวทีบนนั้นเลย ก็มีการพูดจาปราศรัยกันตลอด พอม็อบคุณสนธิมาถึง ก็เป็นมวลชนเดียวกันนั่นแหละ..."
นั่นหมายถึงรถการประปานครหลวงของกลุ่มสหภาพแรงงานที่เป็นพันธมิตร 'สนธิ' ซึ่งเข้าใจว่าจะใช้เป็นเวทีสำหรับปราศรัยของกลุ่ม 'สนธิ' กับแกนนำคนอื่นๆ
บังเอิญว่ากลุ่มสมาน ศรีงาม มาถึงก่อน จึงถือโอกาสขึ้นไปใช้เวทีนั้นก่อนที่ทัพใหญ่ ซึ่งคุมขบวนมาโดยประพันธ์ คูนมี จะตามมาสมทบ
สำหรับการบุกเข้าไปทำเนียบฯ ของกลุ่มมวลชนนั้น กัปตันถนิตกล่าวว่า
"ในความรู้สึกของผมนั้น ไม่เหมือนคนอื่น ผมไม่ได้กลัวอะไรกับใครเขา ผมถือว่ามานี่ มา 3-4 ครั้งแล้ว ทำเนียบฯ ไม่เคยเปิดประตูรับเลย ผมว่า เออ วันนี้ถ้ามาถึงนี่แล้ว ถ้าได้เข้าไปสักหน่อยถือเป็นชัยชนะ เรามาถึงที่นี่ บุกมาถึงที่ เราเข้าเหยียบดินเขาได้ ถือว่าเราชนะ...
"ผมก็เลยไปคุยกับทางตำรวจที่คุมประตูอยู่ การคุยก็มีคนคุยเยอะ ต่างคนก็ต่างคุยนั่นแหละ ไม่มีใครเขาสนใจหรอก เราก็ว่าถ้าจะมีการเข้าทำเนียบฯ ทางประตูนี่ ไม่ให้เกิดความเสียหาย จะทำอย่างไรกัน ก็ช่วยกันคุย ช่วยกันว่า ช่วยกันพูดนั่นแหละ
"เรารู้อยู่ว่า ถ้าเราไปพังเขา เราเดือดร้อน ไม่ใช่เราไม่รู้เรื่อง.. ไปคุยกับตำรวจดู ไม่มีปัญหาอะไร พอคุยแล้วมาถามมวลชนว่าโอเค จะเอาอะไรกันมั้ย จะบุกมั้ย..อ้าวบุก บุกก็บุก พอบุกปั๊บ..
"ทุกคนที่อยู่หน้าประตู งง..ประตูเปิดรับ ทุกคนจะเข้าหรือไม่เข้าดีวะ แต่ที่ต้องเข้าเพราะมวลชนด้านหลังมันฮือกันเข้ามา มันเลยผ่านเข้าไป ประตูมันไม่มีใครดัน ประตูเปิดรอรับอยู่แล้วเรียบร้อยทุกอย่างไม่มีอะไรเลย เราเข้าไปปกติ ไม่มีอะไรเลย..."
ประเด็นความสัมพันธ์ระหว่าง 'สนธิ' กับพวกเขานั้น กัปตันพูดชัดเจนว่า
"สิ่งที่มันเกิดแล้ว ก็มาวิพากษ์วิจารณ์เหมือนหวยออกแล้ว ใช่มั้ย ทางคุณสนธิไม่ได้มีการวางแผนอะไรกัน และผมก็ไม่ได้ไปคุยอะไรกับเขานะ แต่เราคิดว่าถ้าเราเข้าไปอยู่ ถือเป็นชัยชนะ เพราะเรามาแต่ละครั้ง ก็อยู่ที่หน้าประตูเขา"
|
|
|
|
|
|
|
|