 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
เรื่องจากปก / แม้ว-สนธิ
บิ๊กบราเธอร์แม้ว มหาชนโหวต 'ออก-ไม่ออก'!
สัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีหัวข้อสนทนาในสภากาแฟเรื่องไหนที่น่าสนใจ เท่ากับ 2 หัวข้อนี้ คือ
หัวข้อแรก - เรียลลิตี้โชว์พันธุ์ผสมระหว่างบิ๊กบราเธอร์กับอะคาเดมีแฟนเทเซีย หรือ 'อาจสามารถโมเดล' ที่มีผู้เข้าร่วมการแข่งขันเพียงคนเดียว
ได้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือ 'แม้ว V 23' (นายกรัฐมนตรีคนที่ 23)
หัวข้อที่สอง - เรียลลิตี้การเมืองนอกสภา ของ 'ขบวนการสนธิ' กับ 'ขบวนการสมาน' ซึ่งตกเป็นเป้าโจมตีของ 'บิ๊กบราเธอร์แม้ว' อย่างรุนแรง
0 0 0
ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 17 มกราคม 2549 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งกับคณะครม. โดยผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ จาก อ.อาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด มายังทำเนียบรัฐบาล ซึ่งตอนหนึ่งได้กล่าวถึงกลุ่มคนที่จ้องล้มรัฐบาลว่า
"..ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่จ้องจะล้มรัฐบาลอย่างเดียว พูดภาษาคนไม่รู้เรื่อง ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาไปพูดคุย ทั้งๆ ที่เป็นคนโกงบ้านโกงเมือง บ้านเมืองเราก็มีกฎหมาย ต่อไปเราจะมีเมตตาธรรมกับคนที่เดือดร้อน แต่คนที่ไม่เคารพกติกาสังคม ไม่ยึดถือระบอบประชาธิปไตย เราก็ต้องทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย
"มันเป็นเรื่องตลกที่คนโกงชาติ เมื่อหมดอายุความก็กลับเข้ามา แล้วก็จ้างประชาชนออกมาเคลื่อนไหว อีกคนก็โกงแบงฏ์ และอีกคนก็โกงผู้ถือหุ้น ทำหลักฐานเท็จ วิ่งเต้นจนหลุดคดี อยากได้งานของรัฐ พอไม่ได้ก็มาเย้วๆ จะล้มรัฐบาล ในระบอบประชาธิปไตยเราต้องการความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือบรรลุความต้องการของตัวเอง"
นอกจากนี้ นายกฯ ทักษิณ ยังประสงค์ที่จะให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปหาทางดำเนินการกับพวกที่โกงแบงก์ พวกที่โกงชาติ
"พวกนี้เป็นพวกที่เราต้องจัดการโดยเร็ว การทุจริตคอร์รัปชัน ทุกอย่างต้องปราบปราม การโกงหุ้นรายย่อย รวมถึงการฟอกเงินก็ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่"
ส่วนกรณีม็อบบุกทำเนียบฯ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 13 มกราคม นายกฯทักษิณ ก็สั่งการให้จัดการขั้นเด็ดขาด!
พ.ต.อ.มณเฑียร ประทีปะวาณิช รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ( รอง ผบก.น.1) ในฐานะกรรมการสอบสวนคลี่คลายคดีกลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ บุกพังประตูทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยภายหลังสอบปากคำ พ.ต.อ.พัชรินทร์ เพชรเรียง ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการตำรวจสันติบาล (ผกก.3 บก.ส.) ผู้ควบคุมเวรผลัดในคืนเกิดเหตุและเจ้าหน้าที่สันติบาลที่เข้าเวร 7 นายว่า
จากการสอบสวนตำรวจทั้ง 7 นายต่างให้การยืนยันและชี้ภาพถ่ายที่ตรงกันว่า แกนนำสองคนที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้คือ สมาน ศรีงาม และ น.ต.ถนิต พรหมสถิต เป็นคนกล่าวปราศรัยและพูดจายั่วยุให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลจริง โดยผู้ชุมนุมได้ใช้กำลังดันประตูจนโซ่หลุดออกจากกัน ถือว่าแกนนำทั้งสองคนมีความผิดค่อนข้างชัดเจน ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่มเติม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ด้วย ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดถึงจำคุก 7 ปี
0 0 0
กลับมาที่การขับเคลื่อนของขบวนการเมืองไทยรายสัปดาห์ หรือ 'ขบวนการสนธิ' เมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย
เริ่มจากทีมงานโฆษกไทยรักไทย จตุพร พรหมพันธุ์ อดีตผู้นำพรรคศรัทธาธรรม รามคำแหง ที่หันมาเดินตามเงา 'เสี่ยอ้วน' ภูมิธรรม เวชยชัย จนได้เป็นรองโฆษกพรรคไทยรักไทย
"การเป็นผู้นำม็อบของนายสนธิ ยังขาดความรับผิดชอบ เพราะปลุกระดมคนให้ชิงชังรัฐบาลจนคลั่ง และเชื่อในคำพูดของนายสนธิ แล้วกลับทิ้งประชาชนกลับไปนอน ปล่อยให้ผู้ชุมนุมพังประตูทำเนียบฯ"
ตามมาด้วย วิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยรักไทย อดีตองครักษ์พิทักษ์ 'เสี่ยสุริยะ' ที่ซัดเซพเนจรมาจาก 'วังน้ำยม' โดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งภายหลังมายืนเกาะรั้วบ้านจันทร์ส่องหล้า และทำงานรับใช้ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์
'วิวรรธนไชย' ทำตัวเป็น 'คุณพ่อรู้ดี' อธิบายแผนล้มรัฐบาลของ 'สนธิ' และพันธมิตรเป็นฉากๆ
"นายสนธิได้ขึ้นปราศรัยกับประชาชนหน้าทำเนียบฯ อย่างกักขฬะ โดยมีเจตนาไม่เคารพหลักการบ้านเมือง มุ่งหวังทำให้เกิดความสูญเสีย ต้องการให้ประชาชนที่มาชุมนุมถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำร้ายหรือฆ่า เพื่อเป็นไฟโหมไล่รัฐบาล เหมือนเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลาคมและพฤษภาทมิฬ"
ตรงกันข้ามกับท่าทีของ ธีรยุทธ บุญมี ผู้ผ่านเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งได้แถลงข่าวในวันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม 2549
"การอ้างพระราชอำนาจเพียงเรื่องเดียว ไม่เพียงพอที่จะล้มล้างรัฐบาลทักษิณได้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เร็วเกินไป แต่ถึงอย่างไรก็ขอให้กำลังใจคุณสนธิ และใครต่อใครที่เปิดโปงการคอร์รัปชันและการแสวงผลประโยชน์ของรัฐบาลชุดนี้ต่อไป"
ขณะที่ฝ่ายผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ กลับไม่สนใจเสียงวิจารณ์จากทีมงานการเมืองพรรคไทยรักไทย และประกาศเดินหน้าจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ต่อไป
เพียงแต่การขับเคลื่อนใน 'คืนศุกร์ 13' นั้น เกิดความผิดพลาดบางประการ และขาดการสื่อสารระหว่าง 'สนธิ' กับ 'ขบวนการประชาธิปไตยแห่งชาติ' ภายใต้การนำของ สมาน ศรีงาม (อ่านรายละเอียด 'ม็อบบุกทำเนียบฯ' หน้า 12-13)
'ขบวนการสมาน' นั้น มีจุดยืนคัดค้านการแปรรูป กฟผ. และต่อต้านอำนาจเผด็จการทุนใหม่ โดยมีการชุมนุมอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่หน้า กฟผ.บางกรวย จนถึงหน้าสวนลุมพินี
มีจุดร่วม และจุดต่างกับ 'ขบวนการสนธิ' ในหลายประเด็นการต่อสู้!
เครื่องมือในการต่อสู้ของขบวนการสมานอย่างหนึ่งคือ สถานีวิทยุกระจายเสียง คลื่นเอฟเอ็ม 92.25 หรือคลื่นคนรักประชาธิปไตย ที่อยู่บนตึก TPI ทาวเวอร์ เลขที่ 26/65 ชั้น 37 ถนนจันทร์ตัดใหม่ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กทม.
เดิมที คลื่นดังกล่าวบริหารงานโดย อัญชลี ไพรีรัก ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก 'เสี่ยทีพีไอ' ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ตอนหลัง 'อัญชลี' ถอนตัวออกไป ก็ได้ 'สมาน' เข้ามาดูแลคลื่นนี้
ในคืนศุกร์ 13 คลื่น 92.25 ได้เปิดเพลงปลุกใจ 'หนักแผ่นดิน' สลับกับการถ่ายทอดสดการเคลื่อนขบวนจากสวนลุมพินีไปยังทำเนียบฯ
ขณะที่คลื่นสภาท่าพระอาทิตย์ เอฟเอ็ม 97.75 ช่วงรายการเมโทรไลฟ์ เปิดเพลง 'มาร์ชประชาชนเดิน' พร้อมกับการรายงานสดจากหน้าทำเนียบฯ
0 0 0
16 มกราคม 2549 สนธิ ลิ้มทองกุล เดินทางไปร่วมจัดรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ภาคพิเศษ ร่วมกับองค์ครู 4 ภาค ประกาศเป็น 'องค์กรครูกู้ชาติ' ณ บึงพลาญชัย จ.ร้อยเอ็ด (อ่านคอลัมน์ 'คลื่นสังคม' เรื่อง 'ปรากฏการณ์ครู' หน้า 32)
20 มกราคม 2549 รายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ครั้งที่ 15 ยังดำเนินต่อไป ณ เวทีลีลาศ สวนลุมพินี
ท่ามกลางกระแสข่าวตำรวจเตรียมออกหมายเรียก 'แกนนำม็อบบุกทำเนียบฯ' 20 คน ประกอบด้วย
สนธิ ลิ้มทองกุล สโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร, พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ, คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว.กทม., กล้านรงค์ จันทิก อดีตเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.)
คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.), น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ ประธานเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน, เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน, การุณ ใสงาม ส.ว.บุรีรัมย์
ทองก้อน วงศ์สมุทร ลูกศิษย์คนสนิทหลวงตามหาบัว, อัมรินทร์ คอมันต์, ประพันธ์ คูณมี ทนายความ, สมาน ศรีงาม, น.ต.ถนิต พรหมสถิต กัปตันการบินไทย, โพธิ์พงศ์ บันลือวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, สราวุธ ทองเพ็ง ช่างภาพนิ่ง, จรูญ ชูฟัก และอนุสรณ์ สมอ่อน ผู้ควบคุมเครื่องขยายเสียง
0 0 0
เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว. กทม. ออกโรงยืนยันถึงการร่วมชุมนุมครั้งนี้ว่า กระทำภายใต้กฎหมายและไม่เกินกว่าที่ประชาชนคนหนึ่งจะแสดงออกได้ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการแสดงออกด้วยความเป็นห่วงต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นความเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล
"ผม และ ส.ว.จำนวนหนึ่ง เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผย ไม่เห็นต้องกลัวอะไร การตั้งข้อกล่าวหา ทำได้ แต่ต้องดูว่ามีน้ำหนักมากเพียงพอหรือไม่ ที่สำคัญ คนที่กล่าวหาไม่มีเครดิตเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนเชื่อถือได้ เพราะความเชื่อมั่นในตัวของนายกรัฐมนตรีได้หมดลงแล้ว ประชาชนรู้ดีว่าใครดี ใครชั่ว ซึ่งเชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมในบ้านเมืองนี้ยังเหลืออยู่"
พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ อดีต ส.ว.กทม. เป็นอีกคนหนึ่ง ซึ่งสื่อมวลชนบางสำนัก ถึงกับวิเคราะห์ว่า 'ประทิน' ได้รับไฟเขียวมาจาก 'ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง' จึงอาสามาเป็นแกนนำคนหนึ่งในคืนนั้น
"การแจ้งข้อกล่าวหาสามารถทำได้ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับหลักฐานและการสืบพยานในชั้นศาล ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดต่อราชอาณาจักรหรือความมั่นคงของประเทศชาติ เพราะผมเป็นราษฎรในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องลุกออกมาปกป้องสถาบัน ซึ่งรับไม่ได้กับพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี ผู้นำของประเทศที่ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง
"ในวันเกิดเหตุผมได้ขึ้นเวทีปราศรัยด้วย พร้อมที่จะต่อสู้เต็มที่ ไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว เพราะเป็นสิทธิของประชาชนคนหนึ่งที่สามารถทำได้"
พล.ต.อ.ประทิน ยังตั้งข้อสังเกตว่า การสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้ เป็นการสะท้อนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยว่า ได้ติดตามความเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นหรือไม่ หรือตัดเฉพาะบางส่วนมาตั้งข้อกล่าวหา
"ถ้าได้ติดตามตั้งแต่ต้นจะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ได้เป็นกระบวนการทำลายความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด"
นับจากวันนี้ไป การต่อสู้ระหว่าง 'ทักษิณ' กับขบวนการสนธิ จะเต็มไปด้วยความเข้มข้น และอาจมีการใช้อำนาจรัฐตามล้าง 'พวกโกงชาติ' ในทัศนะของนายกฯ ผู้ทรงอำนาจแห่งระบอบประชาธิปไตยรวมศูนย์
อนาคต 'ทักษิณ' จะออก-ไม่ออก ย่อมขึ้นอยู่กับเสียงของประชาชน มิใช่เสียงตะโกนของ 'สนธิ' คนเดียวแน่นอน!
|
|
|
|
|
|
|
|