 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
ในรอบสัปดาห์
คลังเลี่ยงกระจายงบฯ ให้ท้องถิ่น
น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสาเหตุที่รัฐบาลไม่สามารถโอนเงินงบประมาณให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้ ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น พ.ศ.2542 โดยต้องโอนเงินให้ได้สัดส่วน 35% ของวงเงินงบประมาณภายในปี 2549 แต่รัฐบาลสามารถโอนเงินงบประมาณให้ อปท.ได้เพียง 24% และในปีงบประมาณ 2550 โอนได้ 26% น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
เนื่องจากติดปัญหาการปฏิรูประบบราชการ การโอนหน่วยงานด้านการศึกษา อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นให้ศึกษาว่า การที่รัฐบาลจะนำเงินอุดหนุน เช่น ค่าใช้จ่ายรายหัวของนักเรียน และค่าใช้จ่ายรายหัวกรณีการรักษา ซึ่งได้จัดสรรให้แก่กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว การจะโอนเงินดังกล่าวไปให้ อปท. ทำหน้าที่จ่ายเงินนี้แทน ทำได้หรือไม่ แม้ว่าจะยังไม่สามารถโอนสถาบันและภารกิจไปให้ อปท.ได้ในขณะนี้ เพื่อให้สัดส่วนการกระจายงบประมาณสูงขึ้น และเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด โดยให้นำกลับมาเสนอ ครม. อีกครั้งภายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า หากทำได้ก็ไม่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายกระจายอำนาจท้องถิ่น เพื่อยืดเวลาการโอนเงินออกไป
'อุกฤษ' เป็นประธาน กอยส.
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อนุมัติเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่ออำนวยความยุติธรรมและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอยส.) โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวมี อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน และพล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อารีย์ วงศ์อารยะ เป็นรองประธานคนที่ 1-3 ตามลำดับ โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าว มีหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายการดำเนินกระบวนการยุติธรรมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในการเสนอต่อนายกฯ
นอกจากนั้น ยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม หรือ กสย. โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวมี กระมล ทองธรรมชาติ เป็นประธาน มี พล.ต.ท.จำรัส จันทรขจร เป็นรองประธาน และมีปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการและเลขานุการ
สำหรับคณะกรรมการ ประกอบด้วย รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ เชาวน์ อรรถมานะ พินิต อารยะศิริ สมคิด เลิศไพฑูรย์ พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ฯลฯ โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวมีหน้าที่คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคและอำนวยความยุติธรรม โดยเสนอต่อนายกรัฐมนตรี
ส.ว.แจ้งความกล่าวโทษ 'คตง.'
เมื่อวันที่ 17 มกราคม พล.ต.อินทรัตน์ ยอดบางเตย หรือ เสธ.ยอด ส.ว.เชียงใหม่ ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง วุฒิสภา พร้อมคณะจำนวน 5 คน ประกอบด้วย บุญเลิศ ไพรินทร์ ส.ว.ฉะเชิงเทรา วิชัย ครองยุติ ส.ว.อุบลราชธานี พ.อ.สมคิด ศรีสังคม ส.ว.อุดรธานี ได้เดินทางมายื่นหนังสือกล่าวโทษคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ข้อหาทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และมาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพต่อพระมหากษัตริย์
เนื่องจากปัญหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ยืดเยื้อมา 2 ปี แม้ประธานวุฒิสภาจะทำหนังสือแสดงความเห็นว่า ควรให้คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา กลับมาดำรงตำแหน่ง แต่ คตง.ก็ยังเพิกเฉยและทำผิดซ้ำซาก ไม่คำนึงถึงรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญา ซึ่งเมื่อตำรวจสอบสวนแล้วสาวถึงใคร ทางตนและคณะก็จะดำเนินการต่อ
ทั้งนี้ หนังสือกล่าวโทษได้ระบุผู้ถูกกล่าวโทษแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มแรก คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ชุดที่ ปัญญา ตันติวรงค์ เป็นประธาน พร้อมพวกรวม 7 คน ส่วนชุดที่ 2 เป็นคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ชุดที่นรชัย ศรีพิมล เป็นประธาน พร้อมพวกรวม 10 คน ซึ่ง คตง.ทั้งสองชุด อ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและลงมติให้สรรหาผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ระบุเพียงว่า การสรรหามิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และคำวินิจฉัยก็ไม่มีฐานกฎหมายเพิกถอนพระบรมราชโองการแต่งตั้งคุณหญิงจารุวรรณได้ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และกระทำผิดต่อพระมหากษัตริย์
โดยมี ส.ว.เข้าร่วมลงชื่อ 23 คน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.วิวัฒน์ชัย ถนัดหนังสือ รองเลขานุการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้รับเรื่อง
สปส.เตรียม 60 ล. แก้ทำฟันฟรี
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่สำนักงานประกันสังคม คณะกรรมการพิจารณาปัญหาการให้บริการทันตกรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งตั้งขึ้นใหม่ ได้มีการประชุมเป็นครั้งแรก โดยมี ไพโรจน์ สุขสัมฤทธิ์ เลขาธิการ สปส. เป็นประธาน ที่ประชุมเห็นชอบในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงระบบการให้บริการทันตกรรม ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกันตนจำนวนมากรอคิวรับบริการทำฟันจากโรงพยาบาล โดยให้มีการเบิกจ่ายค่าทำฟันได้ปีละ 2 ครั้งๆ ละ 200 บาท ตามระบบเดิม ขณะเดียวกันผู้ประกันตนยังสามารถเข้าไปจองคิวทำฟันในโรงพยาบาลที่เลือกไว้ได้อีกด้วย
นอกจากนี้คณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบให้มีการศึกษาการทำฟันทั้งระบบ โดยเฉพาะการให้ สปส.ทำสัญญาโดยตรงกับคลินิกทำฟันโดยตรง โดยไม่ผ่านโรงพยาบาลคู่สัญญากับ สปส.
ในส่วนของ สปส. ได้มีการเตรียมวงเงินจำนวน 60 ล้านบาทเพื่อสำรองจ่ายให้กับผู้ประกันตนที่ทำฟันด้วยระบบเก่า อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาก เนื่องจากการกลับสู่ระบบเดิม แต่ได้มีการเหมาจ่ายค่าทำฟันหัวละ 65 บาทให้กับโรงพยาบาลคู่สัญญาไปแล้ว จะทำให้โรงพยาบาลเหล่านั้น ได้กำไรทันที เพราะผู้ประกันตนบางส่วนเลือกใช้การทำฟันระบบเดิม ซึ่งเมื่อมีผู้ประกันตนมาทำฟันกับโรงพยาบาลที่เลือกไว้น้อยเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้โรงพยาบาลมีกำไรมากเท่านั้น
|
|
|
|
|
|
|
|