เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ในรอบสัปดาห์ O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
รายงานพิเศษ (4) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O
O
O

สุนันท์ ศรีจันทรา O
บทความพิเศษ O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O

เรืองรอง รุ่งรัศมี O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ในโลกไขลาน O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2549 

จากผู้อ่าน

วันนี้..กฟผ. พรุ่งนี้..ประเทศไทย

สัปดาห์นี้พอดีมีความเห็นของแฟนประจำ บอกว่าไปร่วมงานต่อต้านคอร์รัปชันสากลที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ เมื่อต้นเดือนธันวาคมศกที่ผ่านมา ติดใจคำบรรยายสาธารณะของผู้อภิปรายคนหนึ่ง กลับถึงบ้านเข้าดูเวบไซต์กระดานบอร์ดต่างๆ มีการโพสต์ความเห็นของ ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ที่ปัจจุบันมีตำแหน่งแห่งหนเป็นกรรมการผู้อำนวยการ สถาบันสหสวรรษ รวมทั้งยังเป็นผู้เขียนหนังสือ 'คู่มือทรราช' 'ซื้อรัฐวิสาหกิจ แถมประเทศไทย' และ ฯลฯ จึงฝากต่อมาให้ผมอ่าน ผมเลยจะขอผ่านอ่านต่อผู้อ่านท่านอื่น? ตามนี้นะครับ

หากจะพูดกันชัดๆ ตรงๆ ไม่ต้องเสียเวลา และไม่มากมารยาท เรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในวันนี้ก็คือ เรื่องของคอร์รัปชันนั่นเอง เป็นอภิมหาคอร์รัปชันเลยทีเดียว คอร์รัปชันประเภทนี้มีลักษณะพิเศษก็คือ ไม่ใช่แบบชักหัวคิวกันง่ายๆ อย่างที่เราเห็นกันดาษดื่น แต่เป็นคอร์รัปชันที่มีแง่มุมในเชิงศิลปกรรมสูง นอกเหนือจากมีความโหด มันส์ ฮาแล้ว มันยังมีแง่มุมความสวยงามประกอบอยู่มากมาย มันไม่เพียงแต่โหดกว่า อำมหิตกว่า หรือมันส์กว่าในอดีต แต่มันแนบเนียน นุ่มนวล สุขุมและลุ่มลึก จนกลายไปเป็นศิลปะแขนงหนึ่ง ที่เรียกกันว่า 'วิจิตรโจรกรรม' แล้วก็บังเอิญที่เราได้ผู้ที่มาประกอบวิจิตรโจรกรรมมีความสามารถสูง ในระดับที่ผมคิดว่าน่าจะได้รับการยกย่องสรรเสริญให้เป็น 'ศิลปินแห่งชาติ' ในสาขาวิจิตรโจรกรรมนี้เลยทีเดียว

นอกจากจะมีมูลค่ามหาศาลแล้ว วิธีการยังแนบเนียน ยอกย้อน และไม่ได้ทำกันทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็ไม่ใช่เรื่องที่เด็กๆ จะสามารถทำได้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระดับสูง มีขนาดใหญ่ มีความซับซ้อนและถูกกฎหมายทั้งสิ้น...ที่คอร์รัปชันแบบนี้เป็นกิจกรรมที่ถูกกฎหมาย ก็เพราะคนที่ทำการคอร์รัปชันนั้นเป็นคนเขียนกฎหมายเอง ถ้ายังไม่พอใจกฎหมายก็สามารถที่จะแก้กฎหมายได้ และในระหว่างดำเนินการคอร์รัปชัน ก็มีที่ปรึกษากฎหมายที่ยอดเยี่ยมระดับเนติบริกรมาให้คำแนะนำ เพราะฉะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกต้องตามกฎหมายทุกตัวอักษร เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขออนุญาตยกตัวอย่างตรงๆ ง่ายๆ ที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง และพวกเราก็คงมีส่วนรับรู้รับเห็นอยู่พอสมควรแล้ว นั่นคือ การแปรรูป กฟผ. แต่ผมก็จะขอยกบางแง่มุมมาแสดงเพียงแค่ 3-4 ประเด็นเท่านั้น

ประการแรก หากถามรัฐบาลว่าคุณเอา กฟผ. ไปขายในตลาดได้ยังไง เพราะ กฟผ. มีทั้งสายส่ง มีทั้งเขื่อน มีทั้งเหมืองถ่านหิน รัฐบาลก็บอกว่าไม่เป็นไรหรอก แท้จริงแล้วเราขาย กฟผ. แต่เราไม่ได้ขายเขื่อนไปด้วย เขื่อนนั้นเราโอนไปไว้กับกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง รัฐบาลยังเป็นเจ้าของเหมือนเดิม แล้วก็ให้ กฟผ. ซึ่งวันนี้ไม่ใช่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตอีกต่อไป แต่เป็น บมจ.กฟผ. เข้ามาเช่า วิธีการเช่าก็ไม่ยากเย็นอะไร เขื่อนทั้งหมด 21 แห่ง ตีมูลค่าไว้ประมาณ 23,000 ล้านบาท มีพื้นที่ประมาณ 38,000 ไร่ รัฐบาลก็ตีราคาค่าเช่าให้กับ บมจ.กฟผ. 30 ปี เป็นเงินทั้งสิ้น 9,443 ล้านบาท ถ้าเอา 30 หาร ก็คงตกประมาณปีละ 300 ล้านบาท

เขื่อนทั้ง 21 แห่งนี้ สามารถนำมาปั่นไฟฟ้าได้โดยไม่มีต้นทุน เพราะว่าใช้พลังน้ำทั้งหมด วันนี้พลังไฟฟ้าทั้งหมดที่ กฟผ. ขายให้ผู้บริโภคทั่วประเทศ ตกประมาณ 130,000 ล้านหน่วย โดย 12% เป็นการผลิตจากกำลังน้ำ ถ้าเอาตัวเลขกลมๆ ว่าผลิตจากน้ำสัก 10% ก็ประมาณ 13,000 ล้านหน่วย แล้วคูณด้วยราคาไฟฟ้าประมาณ 2.50 บาทต่อหน่วย มูลค่าทั้งหมดก็ออกมาประมาณ 32,500 ล้านบาท เอาเศษนิดๆ ประมาณ 300 ล้านบาท มาจ่ายเป็นค่าเช่าเขื่อน อีก 30,000 ล้านบาทเก็บเข้ากระเป๋าไป ทำอย่างนี้ทั้งหมด 30 ปี เป็นเงิน 900,000 ล้านบาท แต่ไม่ใช่แค่ 30 ปี เพราะรัฐบาลเปิดโอกาสให้ บมจ.กฟผ. สามารถต่อสัญญาได้อีก 30 ปี รวมเป็น 60 ปี ถ้าเอา 60 คูณก็จะเป็น 1.8 ล้านล้านบาท นี่แหละครับ 'รวยแล้ว ไม่โกง' คนรวยย่อมไม่โกงทีละเล็ก ทีละน้อย เพราะถือคติว่า 'เล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ เอา'

สำหรับจำนวนเงิน 1.8 ล้านล้านบาทนี้ เพื่อที่จะให้ท่านทราบว่ามันมากมายขนาดไหน วันนี้งบประมาณแผ่นดินปี 2549 ทั้งปี เท่ากับ 1.36 ล้านล้านบาท คอร์รัปชันนี้ขนาดใหญ่กว่างบประมาณ 1 ปีไปอีกเกือบ 50% วันนี้ เราไม่ได้พูดถึงการโกงเพียงแค่เก็บหัวคิว 5% 10% 15% อีกต่อไปแล้ว วันนี้ คือการโกงใหญ่กว่ามูลค่าของงบประมาณแผ่นดินทั้งปีเลยทีเดียว

ตัวเลขข้างต้นเป็นการคิดแบบอนุโลม เพราะเราคิดค่าไฟฟ้ากันที่ 2.50 บาทต่อหน่วย ถ้าเราพูดกัน 30 ปีจากนี้ ค่าไฟฟ้าคงจะไม่ใช่ 10 สลึงต่อหน่วยแน่นอน คงจะเป็น 10 บาทต่อหน่วยเสียมากกว่า แล้วถ้าเราพูดกัน 60 ปีจากนี้ เราคงจะโชคดีมากถ้าค่าไฟฟ้ายังไม่ถึง 40-50 บาทต่อหน่วย แต่ว่า บมจ.กฟผ. จ่ายให้กับรัฐบาล จ่ายให้กับประชาชนแค่ 2 สตางค์ต่อหน่วย แม้เขาจะบอกว่าท้ายสุดกรรมสิทธิ์ของเขื่อนก็ไม่ได้อยู่กับ บมจ.กฟผ. ผมไม่อยากให้เราถูกตบตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเป็นเจ้าของที่แท้จริงไม่ใช่เพียงมีชื่อที่แสดงอยู่ในเอกสารสิทธิ ผู้ที่เป็นเจ้าของที่แท้จริง คือผู้ที่เป็นคนใช้ เป็นคนตัดสินใจในการใช้ เป็นคนวางแผนการใช้ และเป็นคนได้ประโยชน์จากการใช้...

ประการที่สอง บมจ.กฟผ. วันนี้มีส่วนของผู้ถือหุ้น (equity) ประมาณ 170,000 ล้านบาท เอามาจัดเป็นหุ้น 6,000 ล้านหุ้น แล้วก็เพิ่มหุ้นใหม่อีก 2,000 ล้านหุ้น โดยเอา 2,000 ล้านหุ้นนี้มาจัดจำหน่ายให้กับพนักงาน กฟผ. เพื่อลดแรงเสียดทานจำนวน 510 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 25.5% และกันไว้สำหรับผู้ลงทุนที่ไม่ประสงค์ออกนามอีก 12.5% คิดเป็น 245 ล้านหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 62% หรือ 1,245 ล้านหุ้น เอามาแบ่งขายให้กับประชาชนจำนวน 31% หรือ 622.5 ล้านหุ้น ขายให้กับสถาบัน 12.5% หรือเท่ากับ 249 ล้านหุ้น และขายให้กับผู้ลงทุนต่างชาติ 18.5% หรือเท่ากับ 373.5 ล้านหุ้น

พนักงาน บมจ.กฟผ. รับไปแล้ว 510 ล้านหุ้นที่ราคาพาร์ ใช้เงินซื้อ 10 บาทต่อหุ้น แต่ราคาที่จะขายสู่ท้องตลาด คือ 25-28 บาทต่อหุ้น คิดคร่าวๆ ที่ราคากลาง 26.50 บาทก็แล้วกัน เพราะฉะนั้น พนักงาน กฟผ. จะได้กำไรทันที (capital gain) หุ้นละ 16.50 บาท ถ้าเอามาคูณกับ 510 ล้านหุ้น คิดเป็นเงิน 8,400 ล้านบาท ฟังดูก็น่ากลัว แต่แท้จริงเป็นเพียงเศษเนื้อที่เขาโยนมา เพื่อให้แน่ใจว่าสุนัขจะไม่เห่าเวลาโจรขึ้นบ้าน ขออภัยเพื่อนพนักงาน กฟผ. ด้วยนะครับ แต่ผมเชื่อว่าเขามองอย่างนั้นจริงๆ

ของจริงก็คือ ส่วนของหุ้นที่ผู้ซื้อไม่ประสงค์จะออกนาม หรือที่เรียกว่า 'นอมินี' (nominee) ในส่วนที่ขายในประเทศไทย ได้กันไว้ให้นักลงทุนต่างชาติทั้งหมด 373.5 ล้านหุ้น กับอีกส่วนที่ขายให้ผู้ไม่ประสงค์ออกนามจริงๆ อีก 245 ล้านหุ้น เมื่อบวกกันแล้วจะเป็น 618.5 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 31% ของหุ้นทั้งหมด ฟังแล้วคล้ายๆ กับการขายหุ้น ปตท. ซึ่ง 30% ของหุ้นทั้งหมดขายไปให้กับกองทุนนอมินีในสิงคโปร์ 2 กองแต่ชื่อเดียวกัน คราวนี้ต่างไปเล็กน้อยคือ 31% แทนที่เราจะเป็น 30% ผมเชื่อว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับการขายหุ้นของ กฟผ. จะทำให้สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับ ปตท. กลายเป็นเรื่องเด็กๆ ไปเลย...

ประการที่สาม ผลประโยชน์อีกอันก็คือ ในระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง กฟผ. ไม่ว่าจะเป็น 230 KV, 500 KV หรือ 115 KV สายส่งนี้สอดไส้ตรงแกนกลางด้วยใยแก้วนำแสง หรือที่เรียกว่าไฟเบอร์ออฟติค (fiber optics) หรือออฟติเคิลไฟเบอร์ (optical fiber) ซึ่งสามารถส่งสัญญาณได้มหาศาล ถามว่ามากเท่าไหร่ เขาบอกว่าประมาณ 155 Mbps ถ้านึกไม่ออก ให้ดูการถ่ายทอดสดบอลโลกเข้ามา ใช้ประมาณ 1 Mbps ถ้าเป็นระบบ DVD คุณภาพดีหน่อยก็ประมาณ 2-3 Mbps เพราะฉะนั้น อันนี้สามารถที่จะใช้ทำช่องทีวีได้เป็นร้อยช่อง ถ้าเติมเงินอีกนิดหน่อย สามารถขยายช่องสัญญาณอันนี้ได้อีก 32 หรือ 64 เท่า พูดง่ายๆ ก็คือ สามารถที่จะสร้าง UBC ขึ้นมาได้อีก 10 บริษัท หรือ 20 บริษัท หรือ 50 บริษัทได้ในชั่วพริบตา...

แต่นั่นก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์ เพราะใยแก้วนำแสงสามารถใช้เชื่อมต่อกับสัญญาณโทรศัพท์ได้ ใครก็ตามที่มีอุปกรณ์ปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน หรือโทรศัพท์มือถือ สามารถมาเชื่อมต่อได้ ฉะนั้น เวลาจะโทรศัพท์จากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ก็แค่โทรไปถึงสถานี 'substation' ในกรุงเทพฯ แล้วสัญญาณก็จะวิ่งไปที่ 'substation' ที่เชียงใหม่ คนที่มีโทรศัพท์มือถือที่เชียงใหม่ก็สามารถจะรับได้ทันที โครงข่ายอันนี้จะเป็นโครงข่ายที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่แพ้องค์การโทรศัพท์ หรือ ทศท.คอร์ปอเรชั่น และการสื่อสารฯ

ทว่า เรื่องก็ยังไม่จบ เพราะสายส่งของ กฟผ. เป็นแค่สายหลัก หรือ 'trunk line' หรือ 'backbone' เท่านั้น จึงยังไม่ถึงบ้านท่าน แต่ถ้าเราผนวกกับสาย ซึ่งเป็นสายทองแดงของการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไป ก็จะถึงทุกบ้านช่อง รวม 15 ล้านครัวเรือน ต่อไปสายทองแดงของท่านจะไม่เพียงนำกระแสไฟฟ้าเท่านั้น ยังสามารถที่จะนำสัญญาณโทรศัพท์ สัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้ามาด้วย อันนี้เราเรียกว่า BPL (Broadband over Power Line) หรือ Power Line Communication พูดง่ายๆ ปลั๊กไฟที่บ้านท่าน อีกหน่อยก็คือ แจ๊คโทรศัพท์ แจ๊คเสียบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อีกหน่อยก็สามารถที่จะเสียบเคเบิลทีวีช่องใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นมาแข่งกับ UBC ใครก็ตามที่เป็นเจ้าของโครงข่าย กฟผ. บวก กฟน. บวก กฟภ. นี้ก็คือคนที่จะเป็นเจ้าของโครงข่ายโทรคมนาคมที่สมบูรณ์ที่สุดของประเทศ

สิ่งที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวในการแปรรูป กฟผ. ก็คือการแยกบริษัทลูก ชื่อ EGAT Telecom ซึ่งเป็นเจ้าของระบบ fiber optics ทั้งหมด แต่ EGAT Telecom มีปัญหาที่บริหารไม่เป็น อยากหา partner ทางธุรกิจ ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะเป็นใคร ฝากท่านช่วยคิดให้ผมด้วยนะครับ ใครก็ตามที่โชคดีได้เป็น partner ทางธุรกิจของ EGAT Telecom จะเป็นคนที่มีเครือข่ายโทรคมนาคมที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย...

ในท้ายที่สุดแล้ว ขณะนี้เศรษฐกิจไทยถูกบริหารโดยคนเพียงคนเดียว ที่จะเป็นคนตัดสินใจระหว่างผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยทั้งชาติ หรือผลประโยชน์ของธุรกิจของตนเองและครอบครัว คำถามก็คือว่า เราจะยอมจำนนเอาชะตากรรมของคนไทยทั้งประเทศไปเป็น 'ลูกไก่ในกำมือ' ของเศรษฐีนักการเมืองบางคนอย่างนั้นหรือ?

ปล.เรียบเรียงและแก้ไขเพิ่มเติมจากคำบรรยายสาธารณะ ในการประชุมสมัชชาประชาชนต้านคอร์รัปชัน เมื่อวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม 2548 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ โดย ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์

แฟนประจำ

เนื่องจากพื้นที่จำกัด ผมจึงขออนุญาตตัดข้อความบางส่วนออกไปบ้าง แต่ก็หวังว่าท่านผู้อ่านส่วนใหญ่จะได้ทราบเบื้องลึกจากเรื่องอื้อฉาวที่กำลังเป็นประเด็นร้อนๆ อยู่ในตอนนี้พอสมควร

พบกันใหม่ สัปดาห์หน้า-ครับ.

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com