เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O

เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
บุคคลโลก O

เรื่องสั้น O
สิงห์สนามหลวง O
พี่เลี้ยงนอกเวที O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ชีวิตแบบอ๋อย..อ๋อย O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 

กีฬา

ใครว่า อองรี ไม่มี สปิริต

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า...คนเราเมื่อพบบ้านของหัวใจแล้ว ไม่ว่าที่ไหนก็ดูจะไกลเกินไป ถ้าไม่ได้อยู่ด้วยกัน ประโยคดังกล่าว อาจใช้ได้ดีกับ เธียร์รี อองรี หัวหอก อาร์เซนอล ชั่วโมงนี้

เพราะสำหรับ ดาวยิง ทีมชาติฝรั่งเศส ผู้นี้ ความรักและความอบอุ่น ในความเป็น 'เดอะ กันเนอร์ส' จำเป็นต่อจิตใจไม่น้อยไปกว่าอาหารที่มีคุณค่าที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่นกัน

แม้ 'ติตี้' จะเหลือสัญญาค้าแข้งกับ 'ปืนโต' เพียง 18 เดือน และสามารถย้ายสังกัดได้แบบไม่มีค่าตัวทันทีที่จบฤดูกาลแข่งขันล่าสุด ด้วย กฎบอสแมน และเขาจะเรียกร้องเงินค่าเหนื่อยสูงถึง 110,000-120,000 ปอนด์ (ประมาณ 8.25-9 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ ทว่า เขาก็แสดงความจริงใจ และภักดีต่ออาร์เซนอล ด้วยการขออายุงานถึง 7 ปี

เราอาจมองได้ว่า อองรี เห็นแก่ตัว เพราะด้วยข้อเรียกร้องดังกล่าว เขาจะได้ค่าเหนื่อยจำนวนนั้นไปถึง 7 ปี หรืออายุ 36 ปี ที่นับเป็นอายุเฉลี่ยของการแขวนสตั๊ดสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ แต่นั่นก็หมายความว่า เขายินยอมที่จะใช้ชีวิตในย่าน ลอนดอนเหนือ ไปตลอด และก็หมดสิทธิเป็น 'นาย' ของการตัดสินใจที่จะไปค้าแข้งกับทีมไหนก็ได้ในโลก เหมือนเช่นขณะนี้ แต่กลับเป็น ปืนโต ที่สามารถขายเขาได้ในราคามหาศาล หากคิดจะทำกำไรกับติตี้

อาร์แซน เวนเกอร์ ผู้จัดการทีม น่าจะเข้าใจการตัดสินใจของลูกทีมวัย 28 ปีผู้นี้ ดีกว่าทุกคน เพราะเขาพยายามต่อรองให้อองรี ได้ค่าเหนื่อยเพิ่มเป็น 140,000 ปอนด์ (ประมาณ 10.5 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ แต่ลดอายุงานที่เรียกร้อง เหลือเพียง 4 ปี เท่ากับว่าติตี้ จะหมดอายุงานเมื่อเขาอายุ 33 ปี ที่ก็นับว่ามากแล้วสำหรับนักฟุตบอลอาชีพ โดยเฉพาะกับตำแหน่ง กองหน้า

ข้อเรียกร้องใหม่ของเวนเกอร์ เห็นได้ชัดเจนว่า พยายามใช้ความอะลุ้มอล่วยรักษาผลประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย ติตี้ได้เงินค่าเหนื่อยเพิ่ม แต่เดอะ กันเนอร์ส ก็ไม่ต้องกังวลใจว่า พวกเขาต้องแบกรับภาระค่าเหนื่อยอองรี ไปจนถึงอายุ 36 ปี ซึ่งขณะนั้นประโยชน์ของติตี้ อาจมีความจำเป็นต่ออาร์เซนอล น้อยกว่าโมงยามนี้

แต่ท้ายที่สุด คณะกรรมการบริหาร เดอะ กันเนอร์ส ก็ตัดสินใจให้ค่าเหนื่อยจำนวน 125,000 ปอนด์ (ประมาณ 9.3 ล้านบาท) ต่อสัปดาห์ กับอายุงาน 5 ปี ที่นับว่าเป็นทางเลือกที่ชูให้เห็นถึงคุณค่าของอองรี กับอาร์เซนอล มากเพียงใด พวกเขาตอบแทนความซื่อสัตย์ของติตี้ ด้วยการให้ค่าเหนื่อยมากกว่าที่เรียกร้อง ขณะเดียวกัน อายุงานในสัญญาค้าแข้งฉบับใหม่ เป็นเวลา 5 ปี ก็นับว่าน่าพอใจ เพราะหากไม่มีการย้ายทีมเกิดขึ้น อองรี จะมีอายุ 34 ปีพอดี

ดังนั้น หากวัดจากสถานการณ์ของปืนโต ล่าสุด ต้องบอกว่า อองรี เป็นฝ่ายแสดงความซื่อสัตย์ออกมาก่อน เพราะแม้เขาจะมีสิทธิเป็นนายของการตัดสินใจต่อการเลือกบ้านใหม่ของเขา เขากลับเลือกที่จะอยู่กับอาร์เซนอล เช่นเดิม แถมเป็นการทำสัญญาแบบระยะยาวอีกด้วย

เพราะชาว เดอะ กันเนอร์ส ทราบดีว่า พวกเขาสูญเสียความเป็นผู้นำวงการลูกหนัง เมืองผู้ดี ไปให้กับ เชลซี คู่แข่งร่วมเมืองแล้ว แถมตำแหน่งแชมป์ สโมสรยุโรป ถ้วยยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก พวกเขาก็ยังไม่เคยได้สัมผัส แม้แต่ในช่วงที่พวกเขาสร้างยุคทองด้วยการทำสถิติไร้พ่าย 49 นัด ต่อเนื่อง 3 ฤดูกาลแข่งขันใน พรีเมียร์ชิพ อีกทั้งยังเสีย ปาทริค วิเอรา กองกลางกัปตันทีม ไปให้กับ ยูเวนตุส แชมป์ กัลโช ซีรีส์ เอ อิตาลี อีกด้วย ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลอื่นที่ติตี้ เลือกอยู่กับอาร์เซนอล ต่อไป นอกจากความซื่อสัตย์และความรักในชาวเดอะ กันเนอร์ส

ยุคทองไร้พ่าย 49 นัด ของปืนโต ผ่านพ้นและตายกลายเป็นตำนานไปแล้ว ส่วนวันพรุ่งนี้กับ แอชตันเบอร์รี โกรฟ สนามเกมเหย้าแห่งใหม่ยังมาไม่ถึง และไม่รู้ว่าจะดีหรือร้ายเพียงใด ทว่า อองรี ยืนยันว่าเขาจะไม่ทอดทิ้งชาวเดอะ กันเนอร์ส และจะร่วมฟันฝ่าค่ำคืนอันเหน็บหนาวไปด้วยกัน

หาก ติตี้ จะไม่เคยได้รางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลก จาก สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า และ 'บัลลงดอร์' นักฟุตบอลยอดเยี่ยมยุโรป ของ ฟรองซ์ ฟุตบอล นิตยสารลูกหนังที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดฉบับหนึ่งในโลก ทั้งที่เคยมีชื่อร่วมลุ้น 2 รางวัลดังกล่าว ในรอบสุดท้ายถึง 3 ปีติดต่อกัน ด้วยคำครหาว่า เขาไร้สปิริตกับเพื่อนร่วมอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความดีใจหลังยิงประตูคู่ต่อสู้ หรือเป็นนักฉวยโอกาสบน ทุ่งหญ้าแห่งความฝัน

ทว่า เขาคือ 'สปิริต' ของชาวเดอะ กันเนอร์ส อย่างแท้จริง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำให้ แสดงให้เห็นว่าสัญลักษณ์ตราสโมสรฟุตบอลอาร์เซนอล กลางอกเสื้อ มันสำคัญและยิ่งใหญ่กว่า ชื่อ อองรี ที่ปักอยู่ด้านหลังมากมาย

(ล้อมกรอบ - 1 / บายไลน์ - บับเบิ้ล bubble_raksuwan@hotmail.com)

ประเด็น

เกาเหลาลูกหนัง...ใครพัง?

เนื้อเรื่อง

วงการฟุตบอลไทย เดินทางผ่านข้ามวันเวลาทะลุเข้าสู่ปีมากว่าครึ่งเดือนแล้ว แต่ทิศทางของลูกหนังไทยในปี 2549 ยังไม่เห็นแว่วว่าจะเดินเส้นกราฟขึ้นหรือลง

เหตุเพราะกรณี เกาเหลาลูกหนัง ระหว่างมุมแดง สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย กับมุมน้ำเงิน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่คาราคาซังมาข้ามปี เลยไม่รู้ว่าฟุตบอลไทยจะเอาไงดี

แม้ปากของท่านๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจะเอ่ยอ้างต่อประชาชีว่า "ไม่ได้ทะเลาะกัน แต่อยากจะช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลไทย"

ทว่า แฟนบอลส่วนใหญ่คงไม่รู้สึกดีใจจนน้ำตาไหลที่ได้เห็นผู้คนมุ่งหวังจะทำความดีเพื่อวงการฟุตบอลไทย เพราะใครๆ ต่างก็เห็นลิ้นไก่และรู้ทันว่านี่คือ เกมการเมือง

การไม่กินเส้นของผู้ใหญ่ทั้งสองฝั่ง ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลาย ตั้งแต่ระดับสภากาแฟจนถึงสภาผู้แทนราษฎร และแน่นอนว่าย่อมมีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

คงยากที่จะฟันธงในตอนนี้ว่าการชิงดีชิงเด่นจัดแข่งขัน 'ไทยแลนด์ พรีเมียร์ลีก' ของสมาคมฟุตบอล กับ 'โปรลีก' ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ใครจะเข้าป้ายเป็น ลีกอาชีพ อย่างที่วาดฝัน เพราะลีกทั้งสองยังไม่ได้ประชันโฉมให้พินิจพิจารณา

แต่จากทุกเหตุการณ์ที่ผ่านมา ก็พอจะคาดการณ์ได้บ้างว่า มันอาจจะไม่สวยหรูอย่างที่คิด

จริงแล้วๆ คนที่อยู่ในวงการฟุตบอล ต่างรู้กันว่า ไทยลีก และโปรลีก มีดีกันละอย่าง

ไทยลีก มีจุดขายที่ผู้เล่น คือ ยอดนักเตะของเมืองไทย ฝีเท้ารับประกันคุณภาพมีดีกรีเพียบ แต่จุดด้อยคือกระจุกอยู่แค่ กทม. ไปไกลที่สุดแค่ สุพรรณบุรี กับชลบุรี จึงถูกเรียกว่า กทม.ลีก แบบช่วยไม่ได้

ส่วน โปรลีก จุดขายอยู่ที่ ท้องถิ่นนิยม เพราะเป็นทีมจังหวัดทั่วประเทศ คนในแต่ละจังหวัดย่อมรู้สึกผูกพันกับทีมเสมือนในลีกต่างชาติ แต่ว่าจุดด้อยคือมาตรฐานของนักเตะยังเทียบไม่ได้กับไทยลีก

ท่านผู้รู้ที่คลุกคลีกกับวงการฟุตบอลมาตั้งแต่ระดับรากหญ้า และไม่ใช่พวกใส่สูทอยู่ในห้องแอร์เคยระดมความคิดพูดคุยกันมานานข้ามปีถึงการ 'รวมลีก' เพื่อผนวกลีกทั้งสองเข้าด้วยกัน

แต่เป็นเพราะการเมืองที่ผลัดเปลี่ยน รมต.กีฬา เหมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี ทำให้การรวมลีกที่คุยกันมานานแรมปีต้องล่มสลายไม่เป็นท่า

ที่ร้ายกว่านั้นคือ เมื่อผู้ใหญ่ทะเลาะกันจนคิดจัดลีกขึ้นมาแข่งกัน มันเลยทำให้ไทยลีก และโปรลีก กลายเป็น เส้นขนาน กันไปแล้ว เพราะจะไม่มีการรวมลีกอีกต่อไป

การรวมลีกอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่เป็นสมการตายตัว ว่าจะทำให้ฟุตบอลไทยพัฒนาขึ้นอย่างที่หวัง แต่กับการแยกกันจัด แยกกันเล่น ก็ไม่น่าจะทำให้ฟุตบอลไทยพัฒนาขึ้นแน่ๆ

ไทยลีกฤดูกาลนี้ จะรุ่งหรือจะร่วง ก็ยังยากที่จะตอบ เพราะรูปแบบการแข่งขันยังไม่เปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย แม้ว่าอาจจะมีการเหย้า-เยือน แต่ยังคงกระจุกอยู่แค่เมืองกรุง เลยคาดว่าคงไม่มีอะไรใหม่นัก

ขณะที่โปรลีกที่ใครต่อใครต่างเชื่อมั่นว่าจะเป็นลีกอาชีพได้ เพราะแนวทางที่ถูกต้องกระจายไปต่างจังหวัด แต่ถ้าดูภาพความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่ามีสิ่งที่น่าห่วงอยู่เยอะ เพราะหลายอย่างยังไม่ค่อยลงตัว ทั้งความพร้อมของบุคลากร และความพร้อมในการเป็นมืออาชีพของแต่ละทีม

แม้จะมีการทุ่มตั้งเงินรางวัลและเงินบำรุงทีมไว้สูงลิบ แต่มันคงไม่ต่างอะไรจาก 'น้ำซึมทราย' ที่ถมไปเท่าไรก็หมด เพราะไม่เคยมีการคิดวางแนวทางให้แต่ละทีมเพื่อ เลี้ยงตัวเอง และเป็นทีมอาชีพ

รวมลีกพูดคุยกันมานานแรมปี ยังไม่สามารถดำเนินการจัดแข่งขันได้ แต่ 'โปรลีก' โฉมใหม่มีเวลาเตรียมการแค่ไม่กี่เดือน แต่กลับดันทุรังจัดขึ้นมาได้เพราะความชิงดีชิงเด่นกัน ทั้งที่หากรวมมือกันอะไรๆ คงดีกว่านี้ เพราะมีการวางแนวทางการรวมลีกในอนาคตไว้เบ็ดเสร็จหมดแล้ว

แต่ในเมื่อผู้ใหญ่กินเกาเหลากันไม่เลิกแบบนี้ ถามว่าใครจะพัง....ถ้าไม่ใช่วงการฟุตบอลไทย

(ล้อมกรอบ - 2 / บายไลน์ - เกมส์ สุวิชชา)

ประเด็น

กระทรวงกีฬาและท่องเที่ยว

เนื้อเรื่อง

เปิดหัวออกมาอย่านึกว่าผมเขียนผิดนะครับ ตั้งใจครับ ย้ำว่าตั้งใจ ผมอยากเห็นกระทรวงนี้เป็น กระทรวงกีฬาและท่องเที่ยว ไม่ใช่ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา เหมือนที่ผ่านมา

เพราะว่า เราได้รู้สำนึกแล้วว่า การรวมแบบนี้ ที่ผ่านมาถือว่าเปล่าประโยชน์

แล้วการเป็นกระทรวงกีฬาและท่องเที่ยวล่ะ มันแตกต่างกันตรงไหน

ก็แค่สลับชื่อกัน ใครอยู่หน้า ใครจะอยู่หลัง เหมือนกับการสลับยางรถยนต์ แค่นั้นหรือ?

ผมว่าไม่น่าจะใช่ และน่าจะเกิดประโยชน์กว่าที่เป็น ดีกว่าเห็น และยังสัมผัสได้

มันจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ผมว่าหลายคนก็น่าจะเริ่มสนใจแล้วว่า กระทรวงกีฬาและท่องเที่ยว มันจะดีจริงหรือ?

เรามาเริ่มวิจารณ์กันก็ได้ ยกตัวอย่างที่ผ่านๆ มา รัฐมนตรีที่ชื่นชอบกีฬา แต่ต้องมาทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวด้วย และดูเหมือนจะต้องกลายเป็นคนหยิบโหย่งไปโดยปริยาย งานท่องเที่ยวมันล้นมือ มากกว่ากีฬาหลายเท่าตัว

เพราะคำว่าท่องเที่ยวต้องมาก่อน เนื่องจากเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดรายได้

ผิดกับงานกีฬา เป็นงานที่ก่อให้เกิดรายจ่าย

จ่ายกันตั้งแต่ต้นยันจบ แค่เริ่มตั้งสมาคมกีฬาก็ขอเงิน ตั้งคณะกรรมการก็ใช้เงิน คัดตัวนักกีฬาก็ใช้เงิน เก็บตัวนักกีฬาก็ขอเงิน แข่งขันก็ต้องยิ่งใช้เงิน แข่งจบทำชื่อเสียง ก็ต้องใช้เงินอัดฉีด นักกีฬาตกงาน ก็ต้องหางานให้

เป็นไงล่ะ จ่ายตั้งแต่ต้นจนจบมั้ย?

ทีนี้เราลองมาสับเปลี่ยนกันดูบ้าง เอากีฬามาเป็นหลัก เอาท่องเที่ยวเป็นรอง แต่มีข้อแม้ว่าเงินต้องใช้กระเป๋าเดียวกัน กีฬามีไว้ถลุง ท่องเที่ยวมีไว้เป็นนายทุน เจ๋งมั้ยล่ะ (หลายคนคงเริ่มด่า)

ครับอย่าเพิ่งพิโรธ ลองฟังเหตุผลดู ก็ในเมื่อสองกระทรวงนี้ยังแยกกันไม่ออก และไม่มีทีท่าว่าจะแยกจากกัน ก็ทำวิกฤติให้เป็นโอกาสแทน

ธรรมชาติของการท่องเที่ยว มีแต่รับกับรับ เพราะทั่วประเทศไทย มีสถานที่ท่องเที่ยวตลอดทั้งปี ขึ้นอยู่กับว่าเราจะจัดแคมเปญอะไร เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ไปถึงจุดนั้นได้

เราจะหวังพึ่งเพียงนักท่องเที่ยวไทยแค่นั้น จะเพียงพอหรือ?

คำตอบสุดท้ายคือ ไม่ใช่ เราต้องพึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย

แล้วเราจะมีวิธีการดึงดูดเช่นไร?

ลำพังจะโปรโมทงานท่องเที่ยวอย่างเดียว หากไม่ตรงฤดูกาลท่องเที่ยวของต่างชาติ ก็ยากที่จะไปร้องแรกแหกกระเชอให้เขามาเที่ยวได้

แต่ถ้าเป็นแผนจัดกีฬาเชิงท่องเที่ยวล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น!!

ฮั่นแน่ เริ่มเห็นภาพแล้วใช่มั้ย ตัวอย่างคือ การพยายามหาทัวร์นาเม้นท์กีฬาจะดึงเอานักกีฬาประเภททีม หรือกีฬาที่ต้องใช้คนเยอะๆ มาจัดในเมืองไทยให้มากรายการที่สุดเท่าที่จะทำได้

ยิ่งได้ประเภทที่ต้องยกโขยงกันมายิ่งดี ไอ้กีฬาประเภท มาคนเดียวโดดๆ ก็แข่งได้ ก็อย่าพยายามไปจัดมัน จะเป็นกีฬาคนพิการยิ่งดี เพราะนักกีฬาหนึ่งคน ผู้ติดตามอีกเพียบ

ยิ่งเราจัดแบบกีฬาท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เหมือนจักรยานทางไกล การแข่งขันปีนหน้าผา (จริงๆ) เรือพายนานาชาติ เจ็ตสกีระดับโลก กอล์ฟรายการแปลกๆ ใหม่ กีฬาอะไรก็ได้ที่ต้องให้คนมาร่วมงานเยอะๆ

เรื่องผลประโยชน์ของการท่องเที่ยว ก็จะตามมาเป็นระลอก

คือเราต้องเอากีฬามาล่อให้คนมาเที่ยว และอย่าหัดเป็นคนขี้เหนียว

เมื่อเขาติดอกติดใจ ก็ควักกระเป๋าจ่ายเอง แถมดีไม่ดี ปีหน้ากลับมาใหม่อีก อาจจะมาเองในฐานะนักท่องเที่ยว ชวนเพื่อนฝูงมานอกรอบด้วยซ้ำ

เห็นมั้ยล่ะครับ การเอากีฬานำหน้ามันดีอย่างนี้ เราสามารถหลอกล่อนักท่องเที่ยวให้มาเมืองไทยได้ทั้งปีทั้งชาติ ไม่จำเป็นจะต้องผูกขาดอยู่แค่ หน้าไฮซีซั่น อีกต่อไป

ในเมื่อกีฬาบ้านเรา จัดแล้วไม่ได้ตังค์ ก็ขอเอามาเป็นตัวล่อ เพื่อให้นักกีฬาในคราบนักท่องเที่ยว ตกเป็นเหยื่อความงามของประเทศไทยดูมั่ง

แล้วทีนี้ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ อาจจะเปลี่ยนใจเห็นดีเห็นงามกับความฝันลมๆ แล้งๆ ที่อยากเห็น กระทรวงกีฬาและท่องเที่ยว อย่างผมบ้างก็เป็นได้

ใช้เงินกระเป๋าเดียวกัน มือขวาจ่าย มือซ้ายรับ ประเดี๋ยวก็ดีเอง ประชาชนคนค้าขายก็แฮปปี้ไปด้วยครับ!!!

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com