เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O

เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
บุคคลโลก O

เรื่องสั้น O
สิงห์สนามหลวง O
พี่เลี้ยงนอกเวที O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ชีวิตแบบอ๋อย..อ๋อย O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 

ชีวิตแบบอ๋อย..อ๋อย / กฤษณะ ไชยรัตน์

2549..ปีแห่งการรวมพลัง สร้างสังคมไทยให้หายจากความพิการ

กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักยิ่ง หวังว่าทุกท่านคงสุขสบายดี มีความเจริญรุ่งเรือง เผลอแผล็บเดียว 2 ปีผ่านไปไวจัง ที่จริงแล้วผมไม่ได้หายไปไหนหรอก ก็วนเวียนว่ายแหวกอยู่ในแวดวงคนทำสื่อนี่แหละ

แต่เหตุที่หยุดเขียนคอลัมน์ไปนาน ก็เพราะรู้สึกว่า ตัวเองเขียนไม่ค่อยเก่ง กว่าจะเขียนเสร็จแต่ละเรื่อง โอโห..ทำไมมันใช้เวลายาวนานมากยังงี้ (วะ) เช่น เริ่มเขียนตอน 6 โมงเย็น กว่าจะเสร็จก็โน่น 2-3 ทุ่ม บางวันซัดไปถึง 5 ทุ่มก็มี เคยลองถามเฮียโส อิอิ พี่ใหญ่ของผม ว่าใช้เวลาเขียนแต่ละเรื่องนานแค่ไหน เฮียโส อิอิ บอกน้องอ๋อยว่า.. บางทีก็ 40 นาที แต่ส่วนใหญ่แค่ครึ่งชั่วโมงก็เขียนเสร็จ เช่น วิจารณ์รัฐบาล เผลอๆ แค่ 20 นาที เพราะเฮียโส อิอิ แกมีข้อมูลมากนิ..อิอิอิ

พอหยุดเขียนไปได้ปีกว่า วันหนึ่งก็มีโทรศัพท์มาจากนักธุรกิจใหญ่ที่ผมรู้จักคุ้นเคยดีในฐานะพี่ชายที่แสนดี ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ปรึกษาใหญ่ให้ผมเสมอในหลายๆ เรื่อง

คือ ท่านจอมยุทธ์ติ้นฟง 'วิกรม กรมดิษฐ์' แห่งนิคมอุตสาหกรรมมูลค่าหลายหมื่นล้าน นาม 'อมตะนคร' ซึ่งตอนนี้ CEO ใหญ่กำลังสนุกสนานเพลิดเพลินกับการเขียน ถ่ายทอดความรู้ ความคิด และประสบการณ์ ซึ่งเฮียแกก็ขยันเขียนไปลงหลายที่หลายสื่อ

คุณวิกรมบอกผมว่า...การเขียน คือการลับคมความคิด นั่นคือ การจัดระเบียบความคิดให้เป็นระบบ และเป็นการสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อีกทางหนึ่ง และอีกหลายๆ เหตุผลที่คนเราควรต้องเขียนหนังสือ

พูดๆ ไป คุณวิกรมก็คิดชื่อคอลัมน์ใหม่ให้ผมเสร็จสรรพชื่อ 'ชีวิตแบบอ๋อย...อ๋อย' เป็นไง!

ผมก็ว่า..อ้า เข้าท่าดี เพราะชื่อเล่นผมก็ชื่อ 'อ๋อย' และตอนนี้อ๋อยยังต้องใช้ชีวิตอยู่บนรถเข็นวีลแชร์ เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนเมื่อ 8 ปีก่อน ชีวิตตอนนี้แม้จะต้องพึ่งพาวีลแชร์เป็นเสมือนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ไปไหนมาไหน ไม่ว่าจะใกล้รึจะไกล ก็ต้องเอามันไปด้วย บ่อยครั้งที่ไปงานเสวนา หรืออภิปราย ยังต้องคอยบอกคณะผู้จัดงานเสมอว่า...ไม่ต้องจัดเก้าอี้เอาไว้ให้นะ เพราะมีไปเอง...ฮ่าๆ

สรุปว่า...แม้ต้องใช้ชีวิตบนรถวีลแชร์ เป็น 'มนุษย์ล้อ' มาแล้ว 8 ปี แต่ผมก็ยังชอบเดินทาง ชอบลุยๆ ลุยไปทั่วทุกหนทุกแห่งที่ใจอยากใจฝัน จะปีนเขา ปีนบันได ว่ายน้ำ ลงทะเล ผจญภัยบุกป่าฝ่าดงดอย ถ้ามีเวลา และทีมงานพร้อมกันเมื่อไหร่? ก็ไปกันได้เมื่อนั้น

ชีวิตแบบนี้ ผมก็ว่ามันเป็นชีวิตแบบอ๋อย..อ๋อยดีเหมือนกัน

แต่อีกด้านหนึ่ง ก็เป็นเหมือนละครชีวิต คิดแล้วเศร้า เพราะการใช้ชีวิตบนรถเข็นเช่นนี้ ใครไม่เคยใช้ ไม่เคยลอง อาจจะยังไม่รู้ซึ้งว่ามันลำบาก มันทุกข์ยากขนาดไหน เพราะบ้านเราเมืองเราตอนนี้ ยังอยู่ในขั้นล้าหลัง ป่าเถื่อน และด้อยพัฒนาในเรื่องเหล่านี้ คือ เรื่องการจัดทำ 'สิ่งอำนวยความสะดวก' สำหรับผู้พิการ อันได้แก่ ทางลาด-ทางเรียบ ขึ้นลงฟุตบาททางเท้า เบลบล็อก-ทางเดินสำหรับคนตาบอด ลิฟต์ขึ้นลงตึกอาคารสถานที่สำคัญต่างๆ ห้องน้ำคนพิการ และที่จอดรถสำหรับคนพิการ เป็นต้น

สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เหล่านี้ ไม่ใช่มีไว้เฉพาะให้คนพิการใช้เท่านั้น แต่ยังมีไว้สำหรับให้บริการสังคม และประชาชนคนอื่นๆ ด้วย เช่น คนบาดเจ็บที่ต้องนั่งรถวีลแชร์ รวมไปถึงคนท้อง และคนแก่ชรา ที่ต้องเป็นมนุษย์ล้อ ซึ่งนับวันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากมายมหาศาล

และอย่าลืมเด็ดขาดว่า...คนทุกคนมีโอกาสพิการได้ภายในพริบตา จากอุบัติเหตุ จากความประมาทในการใช้รถใช้ถนนที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมากมายในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมง ดูอย่างช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาหมาดๆ นี่สิ แค่ช่วง 7 วันอันตราย ก็มีคนสังเวยชีวิตไปแล้วรวม 434 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 5,000 ราย ในจำนวนนี้อาจมีคนพิการเพิ่มขึ้นอีกไม่รู้เท่าไหร่

ที่ผมต้องเน้นยํ้าเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการก็ด้วยเหตุนี้ เพราะแม้นแต่ตัวผมเอง เมื่อก่อนก็ปกติสุขดี เดินได้ ไม่ต้องใช้วีลแชร์ ไม่เคยคิดไม่เคยนึกเลยว่าวันหนึ่งจะมาเจอกับตัวเรา พอมันเกิดขึ้นก็ได้แต่ร้องเพลง...ทำไมถึงต้องเป็นเรา เพลงอาจจะเก่าไปหน่อย แต่มันก็บอกเล่าถึงความรู้สึกได้ดี

พอมาเป็นคนพิการ แรกๆ ก็ยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่กับความพิการ เพราะตอนนั้นอาจจะยังอยู่ในช่วงปรับตัวและทำใจ และก็ยังนึกว่ายังไปไหนมาไหนได้ ไม่ลำบากนัก เพราะมีคนคอยช่วยเหลือตลอดเวลา ทั้งช่วยแบก ช่วยยก ช่วยเข็น ช่วยดูแล แต่ชีวิตจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป และคงไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้ตลอดไป เพราะใครเขาจะมาคอยช่วยเหลือเราตลอด

ดังนั้น การช่วยที่ดีที่สุด คือ การช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด ตามความสามารถ ตามศักยภาพที่เรามี

ผมจึงอยากร้องตะโกนดังๆ ให้ทุกคนในสังคม โดยเฉพาะท่านนายกฯ ทักษิณ (ที่ต้องหาคนเก่งๆ คนดีๆ เข้ามาทำงานด้านสังคม และแก้ไขความพิการให้ได้โดยเร็วที่สุด) ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ (ที่ต้องช่วยขับเคลื่อนผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงชั้นนำ และเป็นสวรรค์อีกแห่งในโลกนี้สำหรับชาวมนุษย์ล้อ และคนพิการ) และทุกท่านที่มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบในเรื่องนี้ได้รับรู้ว่า..

การช่วยเหลือคนพิการที่ดีที่สุด คือต้องช่วยให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด และการจะช่วยให้เขาทำเช่นนั้นได้ อย่างแรกสุด คือต้องให้พวกเขา คนพิการทั้ง 6 ล้านคนในเมืองไทย สามารถออกมาจากบ้าน หรือจากสถานสงเคราะห์ฯ หรือจากมุมมืด จากหุบเหวแห่งความสิ้นหวังหดหู่ให้ได้ซะก่อน

นั่นคือ การจัดทำสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นเร่งด่วนในการดำรงชีวิตของคนพิการ อย่างที่บอกไปแล้ว เมื่อคนพิการกล้าออกมาจากมุมมืด หลุดพ้นจากหุบเหวมรณะ ด้วยมีสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นตัวเชื่อม เขาก็สามารถไปเรียนหนังสือ ไปพัฒนาวิชาความรู้ตามที่ตัวเองถนัด หรือสนใจ พอมีความรู้มีการศึกษา ก็ไปทำงานได้ มีรายได้ ไม่ต้องตกเป็นภาระของครอบครัว หรือของสังคมอีกต่อไป จากที่เคยเป็นภาระ ก็จะกลายมาเป็นพลังที่สำคัญของครอบครัวและสังคม

แต่ที่น่าเศร้าใจคือว่า..ผู้มีอำนาจในรัฐบาล ยังไม่ใส่ใจในเรื่องนี้อย่างที่ควรจะเป็น สังคมเรายังพิกลพิการในเรื่องความคิดความเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ ทำให้การปฏิบัติจึงพิกลพิการเกือบจะสิ้นเชิง มีตัวอย่างให้เห็นหลายแห่ง ล่าสุดที่เพิ่งเป็นข่าวไปคือที่สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น

ใครยังนึกไม่ออกว่าบ้านเมืองเรายังล้าหลังด้อยพัฒนาในเรื่องเหล่านี้ขนาดไหน ขอให้ลองไปดูตามเมืองต่างๆ โดยเฉพาะสนามบินในประเทศที่เจริญแล้ว หรือแม้แต่สิงค์โปร์ ตลอดจนฮ่องกง-เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เขาก็ไม่ยอมล้าหลัง ไม่ละเลย ไม่มองข้ามสิ่งเหล่านี้ เขามีการออกแบบ และก่อสร้างที่เป็นธรรม และเท่าเทียม มีสิ่งอำนวยความสะดวกพร้อมสรรพสำหรับคนพิการ

แต่ถึงยังไง ผมก็ยังมีความหวัง และฝันอยู่เสมอว่า...สักวันหนึ่ง เมืองไทยของเรา จะต้องเป็นเมืองชั้นนำอันทันสมัย และเป็นเมืองแห่งความเสมอภาค สันติภาพ เป็นเมืองต้นแบบทางด้านสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อความไม่พิการอีกแห่งในโลกนี้

ผมหวังว่า ปี 2549 จะเป็นปีแห่งการรวมพลังสร้างสรรค์สังคมไทยให้หายจากความพิการ เพราะที่จริงแล้วความพิการไม่มี มีแต่สภาพแวดล้อมที่พิการ

ฉะนั้น ถ้าจะแก้ไขความพิการ ต้องเริ่มแก้ที่สภาพแวดล้อมที่ยังพิการ... นายใหญ่และนายหญิง เห็นด้วยมั้ยครับ

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com