 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
สิงห์สนามหลวงสนทนา / สิงห์สนามหลวง
ทฤษฎีใหม่ และ 'ใบหน้าเบ้อเริ่ม'
บรรณกร กลั่นขจร : แม่ฮ่องสอน
<<ถ>> ยิ่งกว่าสิงห์เจ้าป่าอ้าแขนกอด
ยิ่งกว่ายอดภูเขาเท่าท้องฟ้า
ยิ่งกว่าใหญ่ใจทะเลพสุธา
ยิ่งเมตตากว่าก่อนอาทรเรา
สิงห์สนามหลวงน้ำหมึกผลึกภาษา
ชานชาลาช่ำชองของนักเขียน
ป่าใบลานธารธรรมมาสน์ปราชญ์เล่มเกวียน
สุชาติเทียนส่องใจไฟใจราชันย์
ผมและครอบครัวสาละวิน แม่ฮ่องสอน ขอกราบสวัสดีปีใหม่ 2549 มาในโอกาสยี่เป็ง48 ขอให้คุณงามความดีที่สะสมมาจงส่งผลให้พี่และครอบครัวพบแต่ความสุขในชีวิต
<<ต>> วันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันเกิดของกวีและนักเขียนเล็กๆ คนหนึ่งที่ผมจำได้เสมอ เพราะเขาชื่อ บรรณกร กลั่นขจร พรใดที่คุณมอบให้มา จงคืนกลับไปหา 'ครอบครัวสาละวิน'เป็นทบทวี ขอเมตตาจงค้ำจุน
ศอนอบอ : พิมาย นครราชสีมา
<<ถ>> ชอบอ่านการตอบจดหมายของลุงมากครับ ทำให้ได้รับความรู้และความเพลิดเพลิน ทั้งจากผู้ถามและจากลุงเอง อ่านมาพอสมควรเลยอยากถามลุงบ้าง คือถ้าตอนนี้ ผมมีลูกสาวอายุ 10 เดือนคนหนึ่ง และอยากให้เธอเป็นนักเขียนในวันข้างหน้า ผมควรเริ่มต้นอย่างไรดีครับ
<<ต>> ผมไม่เชื่อวิธีแบบหมอดูไม่ว่าประเภทไหนทั้งนั้น แต่ก็เชื่อว่าสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศที่ปรากฏขึ้นโดยรอบ อาจจะ หรือ น่าจะ มีส่วนก่อเกิดการปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมในทางอ้อม เช่นถ้าคุณอยากให้ลูกชอบหนังสือ คุณก็น่าจะเป็นผู้ที่มีแนวโน้มไปทางรักหนังสือ ชอบหนังสือ และนำเอาหนังสือที่มีค่าเข้าบ้าน หมั่นกระตุ้นจินตนาการให้บุคคลใกล้ชิดรู้สึกอยาก 'กระโจน'เข้าไปค้นหาหนังสือประเภทต่างๆ มาอ่านตามวัยและประสบการณ์ แม้ภายหน้า ลูกสาวของคุณจะไม่ได้เป็นนักเขียน แต่เธอก็จะกลายเป็นนักอ่านที่ดี และมีทัศนคติในทางบวกเกี่ยวกับคำว่า 'หนังสือ' หรือ 'วรรณกรรม' ใครจะรู้อนาคต บางทีวันหนึ่งข้างหน้าลูกสาวของคุณอาจนึกอยากเขียนหนังสือขึ้นมาก็ได้ วิถีแห่งการเป็น 'นักเขียน' นั้นเป็นเรื่องของ 'พรแสวง' มากกว่า 'พรสวรรค์' การสร้างบรรยากาศให้ลูกเป็น 'นักอ่านหนังสือ' อาจเป็นบทเรียนแรกของการเริ่มต้นก็ได้
<<ถ>> คำนำหน้าชื่อทั้งหมดที่แฟนคอลัมน์จากทุกมุมโลกเรียกลุงสิงห์ฯ นั้น มีทั้งเป็น ลุง น้า อา พี่ ฯลฯ ไม่ทราบลุงสิงห์ฯชอบคำนำไหนมากที่สุดครับ
<<ต>> คำไหนก็ได้แล้วแต่ผู้ใช้ต้องการ ผมชอบทั้งนั้น เพราะคำเรียกนำหน้าชื่อในภาษาไทยที่ผู้ใช้เลือกมักมีนัยยะบ่งบอกเพศ วัย ประสบการณ์ และ 'ความนับถือตัวเอง'ของทั้งผู้เรียกและผู้ถูกเรียกกำกับไว้ในแต่ละพื้นที่
<<ถ>> ลุงอ่านบทกวีไร้ฉันทลักษณ์แล้วนึกชมเชยบทกวีของใครบ้างครับ สำหรับผมนึกถึงชื่อของ พิทักษ์ ใจบุญ คำ พอวา ปาน ปาโมกข์ ฯลฯ
<<ต>> ใครก็ได้ที่คุณชื่นชม สำหรับผมไม่ควรเจาะจงระบุชื่อ เพราะอาจมีบางคนที่ผมชื่นชม แต่ยังนึกชื่อไม่ออกในขณะที่ตอบก็ได้ เอาเป็นว่ามีมากกว่า 1 คน และไม่เคยมีเป็นคำคล้องจองอย่างที่ติดปากเรียกกันอยู่แค่ 3 - 4 คน คนเขียนหนังสือในบ้านเราทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่มีมากกว่าคำคล้องจองประเภท เฮมิงเวย์ - สไตน์เบ็ค - ดอสโตเยฟสกี้ ขอแนะนำว่าไม่ควรติดยึดใครอยู่เพียงแค่ชื่อ รวมทั้งที่ชื่อ สิงห์สนามหลวง ด้วย
<<ถ>> ไฮกุ กับ แคนโต้ เป็นยังไงครับ
<<ต>> 'ไฮกุ' เป็นรูปแบบเฉพาะในการเขียนบทร้อยกรองของญี่ปุ่น โดยจัดแบ่งเป็นสามบรรทัด บรรทัดแรกมี 5 คำ บรรทัดที่สองมี 7 คำ บรรทัดที่ 3 มี 5 คำ ตามขนบเดิม ไม่เน้นความคล้องจอง แต่เจาะจงให้มีนัยยะที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและฤดูกาล
บทกวี 'ไฮกุ' เป็นธรรมชาติเฉพาะของความเป็นญี่ปุ่น เหมือนเช่นเดียวกับ 'โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน'เป็นธรรมชาติเฉพาะของความเป็นสยาม ซึ่งบทกวีจะมีกี่บทกี่บรรทัดได้ทั้งนั้น สำหรับที่เห็นเขียนกันสามบรรทัดในบ้านเราแล้วบอกว่าเป็น 'ไฮกุ'นั้น ผมคิดว่าน่าจะเป็น 'ดัดจริต'เสียมากกว่า
สำหรับสามบรรทัดที่เรียกว่า แคนโต้ หรือนำเอา แคนโต้ มาเรียกว่าเป็น 'ไฮกุ'นั้นผมไม่ค่อยเข้าใจ
สามบรรทัดก็คือสามบรรทัด โดยขึ้นอยู่กับการจัดบรรทัด เช่น พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะเขียนบรรทัดเดียวกัน หรือจะเอามาจัดเป็นสามบรรทัดก็ได้ เช่นเดียวกับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ก็สามารถได้ทั้งบรรทัดเดียวและสามบรรทัด
ส่วนที่เรียกว่า 'สามบรรทัด'ของผมนั้น ไม่ใช่ทั้ง ไฮกุ และ แคนโต้ ใดๆ ทั้งนั้น และไม่เรียกว่าเป็น บทกวี ด้วย เพราะได้เรียกใหม่ว่า จินตนาการ คือเป็น จินตนาการสามบรรทัด
อย่าเอาไปปะปนกัน เพราะคนละสปีชีส์!
<<ถ>> ถ้ายังไม่เคยอ่านงานแปลมาก่อน แล้ววันหนึ่งเกิดอยากลองอ่าน (และศึกษา)งานแปล ไม่ทราบลุงสิงห์ฯจะแนะนำงานแปลของใครครับ
<<ต>> งานแปลมีหลายประเภท คุณไม่ได้ระบุประเภทมาว่าต้องการแบบไหน ถ้าเป็นงานแปลวรรณกรรมประเภทนวนิยาย ผมขอแนะนำ เจ้าชายน้อย ของ แซงเต็กซูแปรี่ และ คนนอก ของ อัลแบรต์ กามูส์
<<ถ>> ในเดือนหนึ่งควรเขียนเรื่องสั้นให้ได้กี่เรื่อง และบทกวีกี่ชิ้นครับ
<<ต>> ปริมาณไม่สำคัญเท่าคุณภาพ
<<ต>> ลุงสิงห์ฯ เคยเบื่อกับการตอบจดหมายบ้างสักครั้งไหมครับ
<<ต>> ตอบแบบจริงใจ คือ เบื่อ! ตอบแบบไม่จริงใจ แต่จำเป็นเพราะต้องทำมาหากิน คือ ไม่เคยเบื่อเลยจ้ะ!!
<<ถ>> 'การเขียนจดหมายเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง' ลุงสิงห์ฯ ใช้ประโยคนี้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อใดครับ ผมว่าจะต้องเป็นประโยคอมตะไปอีกแสนนานทีเดียว
<<ต>> ใช้ครั้งแรกก็ที่ เนชั่นสุดสัปดาห์ นี่แหละ แต่รู้สึกจะ 'เฟลเลีย' ไปเรื่อยๆ ตามวันเวลา
<<ถ>> มีคนบอกว่าผมเป็นคนเรียบร้อยเกินไป ลุงว่าจริงไหมที่ผมจะเป็นแบบนั้น เรื่องนี้สังเกตได้จากอะไรครับ
<<ต>> ลุงก็ไม่รู้ว่าหลานเป็นใครและ 'เรียบร้อยเกินไป' ขนาดไหน อย่าไปวิตกกับมุมมองของคนอื่นเลย 'ลุค'ของเราก็คือ 'ลุก'ของเราจริงมั้ยหลาน
<<ถ>> ลุงสิงห์ฯ ว่าประเทศไทยมีนักเขียนเยอะไหม ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ผมคิดว่ามีเยอะครับ
<<ต>> ประเทศนี้อะไรนิดอะไรหน่อย ก็เรียกว่าเป็น 'นักเขียน'เสียแล้ว เหมือนเช่นคำว่า'ศิลปิน' ก็เป็นกันได้ตั้งแต่นมยังไม่ขึ้น
<<ถ>> ลุงคิดว่านักเขียนมีวิธีใดบ้างที่จะให้นักอ่านจดจำชื่อของเขาไปอมตะตลอดกาล
<<ต>> เป็นคำถามที่ดีมาก ใครคิดว่าตัวเองเป็น 'นักเขียน' โปรดให้คำตอบมาที่ผมด้วย สำหรับผมนั้นยังไม่มีอะไรให้เรียกว่าเป็น 'นักเขียน' และไม่มีอะไรน่าจดจำทั้งนั้น ยิ่งมีคำว่า 'ตลอดกาล'มากำกับด้วยก็ยิ่งแน่ใจว่าเป็นไปไม่ได้เลย คำว่า 'อมตะ' นั้นเป็นเพียงแค่ชื่อสำหรับการดัดจริตและหลอกลวงเท่านั้น ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเป็น 'อมตะ' นอกจาก 'ความเป็นอนิจจํ' เท่านั้น
นาย 101 ปี : สี่พระยา กรุงเทพฯ
<<ถ>> ผมคิดว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากในโลกนี้อาจจะเกิดมาจากแรงสั่นสะเทือนของเครื่องจักรเครื่องยนต์ที่เดินเครื่องอยู่บนแผ่นดินโลกทุกวัน เช่นรถยนต์มากมายที่แล่นไปตามถนน เครื่องจักรโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ที่วิ่งกันหลายร้อยล้านคันบนโลกนี้แทบทุกวัน อาจเป็นสาเหตุหลักๆ ของการทำให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นบนโลกก็เป็นได้ เพราะรถยนต์ที่วิ่งไปมาจะส่ง แรงสั่นสะเทือนต่อพื้นผิวโลกและแรงสั่นสะเทือนเหล่านี้กดลงบนพื้นโลกจนส่งแรงสะท้อนเข้าไปในใจกลางโลก และส่งผลต่อรอยแยกทุกรอยของพื้นโลกให้แยกกว้างขึ้น ในที่สุดก็ทำให้เกิดแผ่นดินไหวไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก
ผมคิดว่าเราควรส่งเสริมให้ผู้คนบนโลกใช้รถยนต์กันน้อยลง ทางรอดของมนุษยชาติคือการลดการผลิตรถยนต์ และใช้รถยนต์ให้น้อยลงจนหมดไปในที่สุด
<<ต>> นี่คือทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับแผ่นดินไหวที่น่าสนใจที่สุด ผมรู้สึกคล้อยตามจนรู้สึกเหมือนว่ากำลังได้อ่าน นิยายวิทยาศาสตร์ เรื่องเยี่ยม และไม่ว่าทฤษฎีเรื่องแผ่นดินไหวจะมีกี่ประเภท ผมก็ค่อนข้างเห็นด้วยว่า เราควรผลิตรถยนต์ในโลกปัจจุบันให้น้อยลง บางทีมนุษยชาติอาจจะไปรอด เพราะ 'ทฤษฎีใหม่' ที่คุณเสนอมานี้ก็ได้
<<ถ>> สำหรับคำว่า 'เสรีภาพ' ผมคิดว่า 'เสรีภาพ' ถ้าปราศจากสามัญสำนึกที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทุกคนด้วยกันแล้ว ก็ถือเป็นแค่เสรีภาพที่ป่าเถื่อน เป็นเสรีภาพที่เหมือนการตามใจตัวเองและพรรคพวก และเต็มใจที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจตน เสรีภาพที่ปราศจากสามัญสำนึกช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ คือเสรีภาพที่ป่าเถื่อน
<<ต>> ข้อสังเกตของคุณน่าสนใจ เพราะเสรีภาพที่ปราศจากสามัญสำนึกช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ก็คือเสรีภาพที่จะโลภและเห็นแก่ตัวนั่นเอง
<<ถ>> ผมเห็นกรรมกรและชาวนาจำนวนมากน่าจะมีโอกาสได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์บ้าง ไม่ใช่ให้ปริญญาเฉพาะแค่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเท่านั้น ทั้งนี้เพราะกรรมกรและชาวนามีประสบการณ์ในการทำงานยาวนานกว่าบัณฑิตที่จบการศึกษาขั้นปริญญา.. การยกย่องคนทำงานอย่างตั้งใจจริง ไม่ว่าจะเป็นคนระดับใดๆ ก็ตามนั้น อาจช่วยให้โลกเราเจริญก้าวหน้าไปในทางที่ดีมากขึ้นก็ได้ สมดังพุทธภาษิตที่กล่าวว่า เย ธรรมา เหตุ ปัตวา - สร้างเหตุเช่นใด ก็จะได้ผลอย่างนั้น
<<ต>> เห็นด้วยอีกเช่นกัน และทราบว่า มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ก็ได้ปฏิบัติเช่นที่ว่านี้ไปก่อนแล้ว โดยมอบ 'ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์'ให้กับชาวบ้านผู้ใช้แรงงานและชาวบ้านผู้นำชุมชน
นายชักใบ : กรุงเทพฯ
<<ถ>> ในฐานะที่สิงห์ฯ เคยเป็น บก.บห.นิตยสารมาหลายฉบับ ไม่ทราบสิงห์ฯ คิดอย่างไรกับการมี 'สมาคมนิตยสารแห่งประเทศไทย' เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้
<<ต>> คำว่า 'สมาคม' ในบ้านเรา ส่วนใหญ่มักมีความหมายเดียวกับการทำกิจกรรมในยามว่าง สมาคมโน่นสมาคมนี่เท่าที่ผ่านมาและที่เห็นอยู่ปัจจุบันก็ดูเหมือนเป็นแค่ชื่อที่ไม่ค่อยมีวิสัยทัศน์อะไรนัก บทบาทของ 'สมาคม' หลายแห่งมักเป็นเพียงตรายางของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ที่นัดมากินน้ำชากันเดือนละครั้งสองครั้ง และไม่ส่งอิทธิพลชัดเจนต่อทิศทางใดๆ จนทำให้แวดวงนั้นๆ รู้สึกอยากเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง
สำหรับ 'สมาคมนิตยสารแห่งประเทศไทย' ที่ตั้งขึ้นใหม่ก็เข้าใจว่าเป็นแค่เสือกระดาษตัวใหม่ของนายทุนทำหนังสือประเภทครบวงจรเท่านั้นกระมังครับ เรื่องนี้ยังใหม่อยู่ ผมอาจจะผิดก็ได้ บอก 'วิสัยทัศน์' มาให้ฟังบ้างแล้วกัน ว่าทำไมเมืองไทยจึงมีนิตยสารวรรณกรรมน้อยกว่านิตยสารดารา
<<ถ>> ผมชอบสังเกตนิตยสารวิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ในบ้านเรา 2 ฉบับ คือ มติชนสุดสัปดาห์ กัน เนชั่นสุดสัปดาห์ ว่าสัปดาห์ไหนใครจะเจ๋งกว่ากัน ส่วนใหญ่แต่ละฉบับก็มีเรื่องเด่นไปคนละแบบ แต่สำหรับ 'เอ็กซ์คลูซีฟ'แล้วดูเหมือนจะมีฉบับหนึ่งที่เด่นกว่า สิงห์ฯ เดาเอาแล้วกันว่าฉบับไหน โดยเฉพาะเรื่องจากปกและการเอารูปบุคคลขึ้นปก ก่อนนี้ยังพอเห็นความแตกต่างอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ดูเหมือนทั้ง มติชนสุดฯ และ เนชั่นสุดฯ จะชอบแบบ 'ใบหน้าเบ้อเริ่ม' มาหลายครั้งแล้ว และเป็น'ใบหน้าเบ้อเริ่ม'ที่ผมไม่อยากสบตาเวลาวางไว้บนโต๊ะรับแขกเลย ยิ่งเป็นประเภทกวนโทสะ ผม่จะเอาปกเอาคว่ำหน้าไว้เลย เมื่ออาทิตย์ก่อนทนไม่ได้ที่เห็นปก วาณิช จรุงกิจอนันต์ และ สนธิ ลิ้มทองกุล ขึ้น 'ใบหน้าเบ้อเริ่ม' ในนิตยสาร 2 ฉบับนี้พร้อมกัน เกิดอะไรขึ้นกับความคิดสร้างสรรค์ 'เรื่องจากปก' ในปัจจุบันครับ ทำไมถึงชอบ 'ใบหน้าเบ้อเริ่ม' แต่เนื้อในจากปกบางทีกลับไม่ค่อยเบ้อเริ่ม
<<ต>> ถ้าไม่ชอบขี้หน้าใคร ผมก็เอาปกคว่ำหน้าเหมือนกันครับ ผมนั้นเรื้อการทำหนังสือไปนานแล้ว และไม่อยากดมดอมกันเองให้เสียความรู้สึก โดยเฉพาะประเภทเอา 'หน้าเบ้อเริ่ม' มาลงติดต่อกันซ้ำซากทำนองลูกคนนั้นคนนี้ ผมก็ว่าน่าเบื่อมาก ส่วนใหญ่ผมมักผ่านไปอ่านเนื้อในมากกว่าว่าจะเป็น 'เกาเหลา' แบบไหน หรือลอกใครเขามาบ้าง และอีกเรื่องหนึ่งที่มักดูเปรียบเทียบกันก็คือ 'คำพาดปก' เช่นจาก เนชั่นสุดฯ ฉบับที่แล้วขึ้นปกสนธิ ลิ้มทองกุล และพาดหัวว่า Accidental Hero อ่านเนื้อในแล้วก็ยังงงๆ อยู่เหมือนกันว่า Accidental Hero แบบไหนกันแน่ อย่างไรก็ตาม ใบหน้าเบ้อเริ่มก็สื่อความตามคำพาดปกอย่างที่เห็น ส่วน มติชนสุดฯ ที่ ขึ้นปก สนธิ ลิ้มทองกุลเช่นกัน โดยพาดปกว่า อ่าน ในพระปรมาภิไธยและพระบรมราชโองการ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ เห็นแล้วก็ไม่เกี่ยวข้องกับใบหน้าเบ้อเริ่มที่ขึ้นปกเลยแม้แต่น้อย แต่ถ้าอ่านเนื้อในที่เป็นข้อเขียนของนิธิดังกล่าว มือกระบี่เท่านั้นกระมังจึงจะพอดูออกว่า ที่เอา 'สนธิเบ้อเริ่ม' มาขึ้นปกนั้น ก็คล้ายกับจะบอกสนธิอย่างตรงไปตรงมาว่าให้อ่าน ในพระปรมาภิไธยและพระบรมราชโองการ ของนิธิ อะไรๆ ก็อย่าเว่อเรื่อง 'พระราชอำนาจ' จนลืมหลักการเรื่อง 'อธิปไตยของปวงชน'
การพาดปกก็มีชั้นเชิงทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ให้เราสังเกตวิธีจับดาบของแต่ละสำนักได้ไม่มากก็น้อย
ไม่ทราบ 'สนธิ' ได้อ่าน 'นิธิ' แล้วหรือยัง????
|
|
|
|
|
|
|
|