เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O

เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
บุคคลโลก O

เรื่องสั้น O
สิงห์สนามหลวง O
พี่เลี้ยงนอกเวที O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ชีวิตแบบอ๋อย..อ๋อย O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 

เรื่องสั้น / มาโนช นิสรา

เหยื่อปลา

มุมหนึ่งของกรุงเทพมหานคร-คลองทับช้างล่าง...

ตั้งแต่เช้าตรู่จนย่ำค่ำ กลิ่นเหม็นจากลำคลองโชยมาอ่อนๆ คงเป็นเช่นนี้อยู่ทุกวัน

ผมมาอยู่กรุงเทพฯ ได้สามปี เช่าบ้านอยู่แถวฝั่งธนฯ วันนี้ผมกำลังนั่งพูดคุยกับเพื่อนใหม่ ผมเป็นคนภาคอีสาน ส่วนเขาเป็นคนภาคใต้ เราทั้งสองเพิ่งรู้จักกัน เขาสนิทกับเพื่อนผม เมื่อผมมาหาเพื่อนของผมซึ่งสนิทกับเขา พักอยู่กับเพื่อนจนย่างเข้าวันที่สาม เขาชวนผมมานั่งคุยบนราวสะพานไม้ข้ามคลอง อาจจะดูแปลกหากจะบอกว่าเรื่องบางเรื่องมีรายละเอียดมากเกินกว่าที่คนเพิ่งรู้จักกันจะเล่าสู่กันฟัง แต่ความแปลกจะลดลงได้หากรู้ว่า เราสนิทสนมกันเร็วมากด้วยเหตุที่เป็นคนบ้านนอกเหมือนกัน เราถูกชะตากัน และที่สำคัญเราเหงาๆ เหมือนกันเมื่ออยู่ห่างบ้าน...

ต้นอ่อนของจอกแหนสีเขียวอ่อนลอยเป็นแพแผ่เต็มผืนน้ำ บางครั้ง บางวันเท่านั้นที่จะได้สีของพื้นน้ำงดำคล้ำซุกซ่อนอยู่ข้างใต้ ริมคลองฝั่งตรงข้ามมีบ้านเรือนปลูกสร้างอยู่ค่อนข้างหนาแน่น ส่วนริมคลองฝั่งนี้มีถนนซีเมนต์กว้างราวหนึ่งเมตรทอดยาวขนาดเคียงคู่กัน ส่วนบ้านเรือนค่อนข้างบางตา และปลูกสร้างอยู่ห่างลำคลอง สองฟากฝั่งไปมาหาสู่กันได้โดยอาศัยสะพานไม้เล็กๆ ทอดตัวอยู่เป็นช่วงๆ บางวันเห็นคนแก่ บางวันเห็นวัยรุ่นหนุ่มสาวนั่งตกปลาอยู่บนสะพาน พวกเขาเหล่านั้นอาจจะไม่ได้หวังว่าจะได้ปลาเป็นจริงเป็นจัง ต่างกับเด็กชายสองคนในเรื่องนี้

เขาเริ่มเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟัง หลังจากที่นั่งคุยกันจนเกือบพลบค่ำ...

ผมมาเช่าานอยู่ที่นี่ย่างเข้าเดือนที่สามแล้ว เป็นบ้านเช่าที่อยู่ในชุมชนชาวมุสลิมของกรุงเทพมหานคร เจ้าของบ้านที่ผมเช่าอาศัยก็เปนคนมุสลิม นอกจากน้ำในลำคลองที่เริ่มเน่าแล้ว ที่นี่ยังมีกลิ่นไอของวิถีชีวิตที่สะอาด ผมตัดสินใจที่จะเช่าบ้านหลังนี้ตั้งแต่วันที่บ้านยังสร้างไม่เสร็จ เพราะชอบทำเลที่ตั้งซึ่งเหมือนชนบทแถวบ้านเดิมผม ชอบลักษณะของบ้านซึ่งมีขนาดเล็กเป็นแบบบ้านเดี่ยว และที่สำคัญค่าเช่าต่อเดือนนั้นถูกเหลือเกิน ผมรบกวนเพื่อน เพื่อนของเรานั่นแหละ ซึ่งเมื่อก่อนผมได้อาศัยพักนอนบ้านเขาอยู่บ่อยครั้งเมื่อเข้ากรุงเทพฯ และเป็นผู้ที่บังเอิญพาผมเดินตัดเส้นทางลัดออกสู่ถนนใหญ่เพื่อไปธุระ แล้วผ่านบ้านหลังนี้ ให้เขาช่วยจองหลังสุดท้าย ซึ่งอยู่ติดกับบ้านเจ้าของให้ผม

การทำสัญญาและจ่ายเงินงวดแรกเพื่อเตรียมเข้าอนู่ดำเนินไปอย่างง่ายๆ ง่ายจนผมอดประหลาดใจไม่ได้ เพราะนี่คือกรุงเทพมหานคร ผมไม่อาจคิดเข้าข้างตัวเองว่า อาจจะเป็นเพราะข้อมูลเกี่ยวกับตัวผมที่เพื่อนได้บอกเล่าแก่เจ้าของบ้าน เขาจึงยอมลดทอนความเข้มงวดในการทำสัญญาลงเป็นกรณีเฉพาะแก่ผม เพราะหากมองในมุมของเจ้าของบ้านแล้ว เขาไม่น่าจะได้ประโยชน์อะไรสักกี่มากน้อยจากข้อมูลนั้น อย่างไรก็ตาม หากว่าเขาเกิดคิดอย่างที่ผมไม่กล้าคิด ก็ยังเป็นเรื่องน่าประหลาดอยู่ดี ผมจ่ายเพียงแค่ค่าประกันสองพันบาทเท่านั้น ค่าเช่ารายเดือนจะจ่ายงวดแรกเมื่ออยู่ครบเดือน ซึ่งก็คิดกันง่ายๆ โดยยึดเอาวันสิ้นเดือนตามปฏิทินของเดือนหน้า แล้วก็สามารถเข้าอยู่ได้เลย ทั้งที่เดือนนี้ยังเหลืออีกเกือบครึ่งเดือน ที่สำคัญก็คือว่า ค่าประกันที่เก็บไปนั้นผมจะเอาคืนหรือให้ผลักเป็นค่าเช่าเดือนสุดท้ายก็ได้ ถ้าผมจะย้ายออก โดยไม่มีเงื่อนไขว่าผมจะต้องอยู่นานกี่เดือน ผมจึงอาศัยอยู่ในบ้านเช่าหลังนี้ด้วยความรู้สึกปลอดโปร่ง

หลังจากอยู่บ้านเช่าได้เดือนเศษ ผมก็คิดถึงบ้าน ปล่อยให้บ้านเช่าหลังน้อยอยู่ตามลำพังไปก่อน ผมเดินทางกลับบ้าน จากความคิดถึงได้นำพาผมไปพบกับธุระปะปังหลายเรื่องที่จะต้องทำ เลยทำให้วันเวลาที่อยู่บ้านยืดนานออกไป

จนเมื่อข่าวน้ำท่วมทางภาคหนือของไทยแพร่สะพัด ผมจึงเริ่มรู้สึกวิตกกังวลกับชะตากรรมของบ้านเช่าหลังน้อย ภาพในจอโทรทัศน์ที่นำเสนออย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมโยงทางภูมิศาสตร์ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แถลงการณ์เตือนประชาชน ว่าปริมาณน้ำที่ท่วมในภาคเหนือมีจำนวนมาก เมื่อไหลลมาสมทบกับน้ำทะเลหนุน อาจจะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมกรุงเทพฯและปริมรฑลได้ ดังนั้นผู้ที่มีบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลำคลองสายต่างๆ ควรระมัดระวัง และต่อมาอีกสองสามวันก็มีข่าวเรือ่งฝนจะตกหนักในเขตกรุงเทพฯ และปริมาณฑล แล้วฝนก็ตกลงมาจริงๆ ตกอย่างหนัก หนักจนความวิตกกังวลของผมเอ่อล้น ภาพน้ำท่วมถนนในกรุงเทพฯสลับกับภาพปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาปรากฏในข่าวโทรทัศน์ทุกช่อง ผมได้แต่ภาวนา หนังสือและทรัพย์สมบัติบางอย่าง...ขอให้แคล้วคลาด

เมื่อเสร็จธุระมากมายแล้ว ผมรีบกลับมากรุงเทพฯทันที เมื่อออกจากสนามบินก็ขึ้นแท็กซี่ ทันทีที่ผมบอกจุดหมายแก่คนขับ เขาหันมามองหน้าผม ยิ้มแห้งๆ

"ผมไม่อยากไปเลย" คนขับแท็กซี่พูดอ้อมแอ้ม

"ทำไมล่ะครับ" ผมจ้องหน้า สัญชาตญาณเดิมบอกผมในขณะนั้นว่า ไอ้นี่จะเล่นกูอีกแล้ว เห็นกูมาเครื่องบินจากบ้านนอก

"น้ำท่วมถนนเข้าหมู่บ้านอยู่น่ะครับคุณ" คนขับรีบบอกเหตุผล จริงสิ!ผมลืมไปเสียสนิท เพื่อนเคยบอกว่าถนนเข้าหมู่บ้านที่ผมเช่าอาศัยอยู่มักจะถูกน้ำท่วมเสมอ

"แล้วจะทำยังไงดีล่ะครับ ผมเป็นห่วงบ้าน" ผมบอกเขาเพื่อขอความเห็นใจ

"ผมจะลองดูก็แล้วกันครับ ได้แค่ไหนเอาแค่นั้นนะครับ" คนขับดูเหมือนจะจำใจขับออกจากดอนเมือง ผมนั่งลุ้นระทึกอยู่ว่าขอให้รถเข้าได้ถึงหมู่บ้านทีเถอะ สักครู่ผมจึงคิดได้ว่าน่าจะลองถามเพื่อนดู จึงต่อโทรศัพท์ไปหาก็ได้คำตอบว่าน้ำลดลงมาแล้ว รถวิ่งเข้าออกได้เกือบจะปกติ และบ้านหลังน้อยที่ผมเช่าก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมค่อยใจชื้น บอกข่าวดีแก่คนขับซึ่งยังบ่งบอกสีหน้าวิตกกังวล

ผมลงรถแท็กซี่เดินข้ามถนนใหญ่ลงสู่ถนนเลียบคลอง ภาพที่เห็นเบื้องหน้าทำให้ผมมองเห็นความลำบากทับซ้อนเข้ามา น้ำยังท่วมถนนเลียบคลองบางช่วง แม้จะมีผู้หวังดีเอาไม้กระดานมาวางซ้อนไว้ให้สูง แต่ก็ยังจมอยู่ใต้น้ำพอมองเห็น ผมต้องถอดรองเท้าถุงเท้าออกมาหิ้วพับขากางเกงขึ้นมาถึงเข่า เมื่อรวมกับกระเป๋าที่หิ้วอยู่แล้ว จึงดูทุลักทุเลเต็มที่ แต่ก็มาถึงบ้านหลังน้อยด้วยความเรียบร้อย โดยมีเจ้าของบ้านส่งยิ้มต้อนรับอยู่ใต้ถุนบ้านไม่ห่างกันนัก

0 0 0

เขาบอกว่าเขาจำเป็นต้องมาเช่าบ้าอนยู่ในกรุงเทพฯสักพัก เพื่อมาทำวิจัยบางอย่างเกี่ยวกับงานในหน้าที่ของเขา ก่อนจะเล่าต่อ...

เช้าตรู่ของวันที่อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าโปร่งโล่ง เสียงกบเขียดกระเบ็งเซ็งแซ่ ผมไม่รู้ว่ามันร้องเป็นภาษากรุงเทพฯหรือภาษาบ้านผม ผมแยกไม่ออก ไก่ยังขันให้ได้ยิน นอกระเบียงบ้าน ผมเห็นน้ำเพิ่มระดับสูงขึ้นมา จอกแหนลอยตัวหนาแน่น ใต้พื้นบ้านซึ่งยกสูงขึ้นมาราวหนึ่งเมตรเป็นพื้นดินเดิมน้ำท่วมถึง ปกติจะมีน้ำขังเฉอะแฉะอยู่ตลอด เมื่อมีฝนตกน้ำก็จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น เสียงปลาเล่นน้ำปุ๋งๆ บางครั้งก็จะมีเสียงดังตูมตาม บ่งบอกว่าในผืนน้ำข้างล่างนี้มีปลาตัวใหญ่ บางขณะผมรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ในกรุงเทพมหานคร

บรรยากาศอื่นโดยรอบค่อนข้างเงียบสงบ ยิ่งช่วงนี้ยิ่งสงบเงียบ เพราะได้เข้าสู่เดือนรอมฎอรเดือนแห่งการถือบวชของคนมุสลิมมาสี่ห้าวันแล้ว ทว่าแพจอกแหนซึ่งแผ่เต็มผืนน้ำยังแตกตัวอยู่ตรงนั้นตรงนี้พร้อมกับเสียงปุ๋งๆ และตูมตาม ผมนั่งจิบกาแฟบนระเบียงหน้าบ้าน ทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่อนคลายให้ฟุ้งกระจายออกไป...

วันก่อนอากาศร้อนอบอ้าวอย่างหนักตลอดทั้งวัน พัดลมติดผนังเริ่มทำหน้าที่ตั้งแต่เช้าตรู่จนกระทั่งถึงตอนเย็น ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ฟ้าแลบแปลบปลาบ ตามด้วยเสียงร้องโครมครืนเป็นระยะลมพัดกรรโชกรุนแรง ผมปิดหน้าต่างด้านข้างที่คิดว่าฝนจะสาดเข้ามา เปิดด้านหน้าเอาไว้เพื่อรับลมพร้อมกับปิดพัดลมให้มันได้พักผ่อน หลังจากนั้นไม่นานฝนก็เริ่มโปรยปราย แล้วเทห่าลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา อากาศเย็นสบาย แต่ในใจผมเริ่มระทึกขึ้นมาอีกแล้ว

ผมมองผ่านช่องบานเกล้ดหน้าต่างออกไป เห็นผืนแพจอกแหนแตกตัวออกเป็นจังหวะตามแรงกระทบของเม็ดฝน ความมืดค่อยคลี่ม่านห่มคลุม ปล่อยให้สายฝนสาดลงกระทบสิ่งนั้นสิ่งนี้ข้างนอกดังเป็นเสียงดนตรีทำนองแปลกอยู่ในความมืด โดยไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเสียงดนตรีนั้นจะยุติการบรรเพลงลงเมื่อใด

เมื่อคืนที่ผ่านผมเข้านอนเกือบตีหนึ่ง หลังจากอ่านหนังสือและเขียนเอกสารบางอย่างที่จะใช้ในการวิจัยลุล่วงไปพอสมควร ความกังวลเดิมๆ ถูกกดให้จมหายไปด้วยงานที่ทำ ขณะที่ข้างนอกฝนยังคงกระหน่ำหนัก หัวถึงหมอนได้ไม่นาน ผมก็ไม่รู้อีกเลยว่าฝนได้หยุดตกตอนไหน

ผมลุกเดินเข้าบ้านเพื่อเติมน้ำร้อน พอคล้อยหลังเพียงชั่วขณะ ก็ได้ยินเสียงเด็กสองคนวิ่งผ่านหน้าบ้าน เสียงพูดคุยบอกให้รู้ว่าพวกเขากำลังหาทำเลนั่งตกปลา ผมกลับออกมานั่งที่เดิม ด้านหนึ่งของสะพานที่ทอดเชื่อมบ้านแต่ละหลังกับสะพานเลียบคลอง เห็นเด็กชายสองคนอายุราวแปดเก้าขวบกำลังนั่งคุยกันอยู่ ถังน้ำใบใหญ่วางอยู่ข้าง คันเบ็ดทำจากไม้ไผ่ขนาดยาวราวสองเมตรวางอยู่บนพื้นสะพาน อาการชี้มือชี้ไม้ คล้ายจะบอกว่าพวกเขายังตกลงกันไม่ได้ว่าจะเริ่มปฏิบัติการตรงจุดไหนดี ผมพยายามสังเกตว่าเคยเห็นเด็กสองคนมาก่อนหรือไม่ ความทรงจำบอกว่าไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อน หรืออาจจะเคยเห็นมาบ้าง แต่ความทรงจำอาจมีปัญหา เพราะเท่าที่สังเกตคิดว่าพวกเขาคงอยู่แถวนี้ คงเป็นลูกของบ้านหลังมใดหลังหนึ่งที่อยู่รอบข้างนี้แน่นอน ถ้าเป็นลูกของผม คงไม่ปล่อยให้เที่ยวเล่นไกลขนาดนี้แน่ๆ

สักครู่หนึ่งพวกเขาคงจะตกลงปลงใจกันได้แล้ว คนหนึ่งจึงหยิบห่อกระดาษมาวางตรงหน้า จากระยะห่างๆ ผมเห็นเด็กคนนั้นหยิบเศษเนื้อขึ้นฉีกเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอื้อมมือดึงสายเบ็ดเข้าใกล้ ค่อยๆ เกี่ยวเหยื่ออย่างบรรจง ขณะที่อีกคนเลื่อนที่นั่งห่างออกไปราวสองเมตร มือจับคันเบ็ดจ้องมองเพื่อนเกี่ยวเหยื่อจดจ่อ ผมไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไร ไม่รู้ว่าคนที่เกี่ยวเหยื่อกับคนที่ถือคันเบ็ดคิดเรื่องเดียวกันหรือไม่ แต่ที่ผมรู้และเห็นในขณะนี้ก็คือว่า พวกเขาแบ่งหน้าที่กันได้ลงตัวโดยใช้เวลาไม่นาน และต่างทำหน้าที่ของตนด้วยความตั้งใจ ผมไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ส่วนพวกเขาจะรู้หรือไม่ ผมก็ไม่รู้อีกเช่นกัน

เวลาในเช้าตรู่ของวันยังคงเดินทางเป็นปกติเหมือนวันก่อนๆ การเดินทางของมันได้นำพาความร้อนให้เหือดระเหยหายไปจากน้ำในถ้วยกาแฟซึ่งวางอยู่บนระเบียง จนเย็นชืดเกินจะดื่มกินในยามที่บรรยากาศรื่นรมย์เช่นนี้ ผมสาดเทมันลงบนแพจอกแหนเบื้องล่าง เห็นสีดำคล้ำโผล่แพลมออกมาชั่วขณะก่อนจะแอบอยู่ใต้แพสีเขียวต่อไป ผมพอจะมีเวลา เมื่ออารมณ์ผ่อนคลาย จึงปล่อยให้ชีวิตไหลไปอย่างเรื่อยเปื่อยสักวัน ภาพของเด็กทั้งสองเริ่มนิ่ง ผมปล่อยให้ภาพนิ่งนั้นค้างเติ่งอยู่เช่นนั้น ลุกเข้าในบ้านเพื่อเติมน้ำร้อนอีกถ้วย

กลับออกมาอีกครั้ง ภาพนั้นเริ่มเคลื่อนไหว เมื่อสายเบ็ดที่หย่อนอยู่ในน้ำเริ่มเคลื่อนที่ห่างออกไปจากจุดเดิม สายเบ็ดตึงเต็มที่ เด็กชายคนที่ถือคันเบ็ดเกร็งแขนทั้งสองข้าง เสียงเด็กอีกคนพยายามจะพูดเอาใจช่วย แต่เด็กคนที่ถือคันเบ็ดเกร็งแขนทั้งสองข้าง เสียงเด็กอีกคนพยายามจะพูดเอาใจช่วย แต่เด็กคนที่ถือคันเบ็ดตวาดเสียงดังว่าอย่างดัง เดี๋ยวปลาตกใจอีกคนจึงยิ้มๆ เอามือปิดปาก ผมนั่งมองอย่างเอาใจช่วยเต็มที่ ตรงนี้ผมคิดว่า ผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของเด็ก โดยเฉพาะคนที่กำลังถือคันเบ็ด เพราะผมก็เคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นนับครั้งไม่ถ้วนในสมัยที่เป็นเด็กเช่นเขา ในนาทีระทึกใจนั้น คันเบ็ดก็ถูกตวัดอย่างรวดเร็ว เห็นปลาตัวขนาดเท่าฝ่ามือติดอยู่ที่ปลายสายเบ็ด รอยยิ้มที่แย้มบานก็พลันโรยรา เมื่อปลาตัวนั้นได้หลุดจากเบ็ดลอยลิ่วลงสู่น้ำ เด็กอีกคนซึ่งลุกขึ้นไปนั่งคุกเข่าจับถังน้ำเตรียมใส่ปลา สีหน้าสลดลง เขาทั้งสองคนคงผิดหวังและเสียดาย ผมเองก็รู้สึกเสียดายร่วมกับพวกเขาด้วย

เด็กคนที่ถือคันเบ็ดนั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะบอกให้อีกคนเกี่ยวเหยื่อใหม่ พร้อมกับพูดคุยอไรกันอยู่อย่างเคร่งเครียด ซึ่งผมได้ยินไม่ชัดเจน

0 0 0

ฟ้ามืดลง ไฟฟ้าจากเสาที่เรียงรายอยู่ริมถนนเลียบคลองติดพรึ่บขึ้นพร้อมกัน เขาเงียบไปครู่หนึ่ง เมื่อมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินขึ้นสะพานเพื่อจะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง ผมกำลังจินตนาการว่าเรื่องที่เขาเล่า จะไปลงเอยอย่างไร เพื่อให้การรับฟังมีรสชาติมาขึ้น...

ผมเดินเข้าไปหาเด็กทั้งสองคน หลังจากที่นั่งมองอยู่นานในระยะห่าง เขาทั้งสองเหลือบมองเล็กน้อย เหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจมากนัก เด็กคนที่ถือคันเบ็ดหันไปจ้องเขม็งอยู่ที่สายเบ็ดในน้ำ ปลาตัวที่หลุดรอดไปอาจจะเป็นสิ่งท้าทายที่สำคัญ ผมเอาใจช่วยเขาทั้งสอง ผมยืนมองเด็กทั้งสองคนสลับกับจ้องมองดูสายเบ็ด สายเบ็ดกระตุกเล็กน้อย เด็กคนที่ถือคันเบ็ดตาลุกวาว สายเบ็ดกระตุกอยู่อย่างนั้นแล้วก็หยุดนิ่ง ผมลองเสนอความเห็นแก่เด็ก ให้เขาดึงสายเบ็ดขึ้นมาดู ผมมั่นใจว่าเหยื่อได้ถูกจัดการไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เด็กคนที่ถือคันเบ็ดถอนหายใจยาว คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เตรียมหยิบเหยื่อ พร้อมกับอุทานด้วยความเสียดายเหยื่อ

ในจังหวะที่การลุ้นระทึกผ่อนคลายลงไปช่วงสั้นๆ ผมจึงได้รู้ว่าเด็กทั้งสองคนเป็นลูกของคนงานก่อสร้างซึ่งมีที่พักเห็นหลังคาอยู่ไม่ไกล เขาเพิ่งจะมาอยู่ที่นี่ไม่นาน แม่เขาพามาอยู่ในช่วงปิดเทอม เขาเคยเดินผ่านมากับพ่อ เห็นปลาจับน้ำอยู่ปุ๋งๆ เลยบอกพ่อว่าจะขอมาตกปลาสักวัน พ่อก็ทำเบ็ดให้ เขาทั้งสองคนอยู่บ้านเดียวกัน มาพร้อมกันและจะกลับพร้อมกันเมื่อใกล้เปิดเทอม เมื่อเกี่ยวเหยื่อเสร็จ เด็กคนที่เกี่ยวเหยื่อก็ขอทำหน้าที่ตกปลาบ้าง เหมือนจะรอคอยเวลามานานเต็มที คนที่ถือคันเบ็ดทำท่าอิดเอื้อนเล็กน้อยเหมือนจะยังไม่บรรลุเป้าหมาย แต่ก็ส่งคันเบ็ดให้ในที่สุด เมื่อการผลัดเปลี่ยนหน้าที่เรียบร้อยแล้ว สายเบ็ดก็ถูกหย่อนลงน้ำอีกครั้ง

สายเบ็ดถูกดึงกลับขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า ก้อนเนื้อที่ใช้เป็นเหยื่อค่อยๆ หดเล็กลงเรื่อยๆ แต่ในถังยังว่างเปล่าพร้อมกับเวลาล่วงเลยจะถึงเที่ยงวัน แต่ดูเหมือนเด็กท้งสองคนยังมีความหวังเต็มเปี่ยม ภาพที่เห็นจึงไม่เปลี่ยนอารมณ์และบรรยากาศไปมากนัก แม้ว่าบางครั้งจะเห็นความเหนื่อยล้าเผยออกมารบกวนอยู่บ้างก็ตาม ก็น่าแปลกที่พวกเขายังไม่ได้ปลาแม้แต่ตัวเดียว ทั้งที่รู้กันอยู่ว่าในน้ำนี้มีปลาอยู่มาก หรือปลาต่างก็อิ่มกันไปหมดแล้ว

ในขณะที่ผมกำลังคิดอยู่ว่าจะถอยกลับเข้าบ้าน เพราะเวลาล่วงเลย เขาทั้งสองคนคงจะเกินข้าวเช้ามาเรียบร้อยแล้ว แต่ผมเริ่มรู้สึกหิวข้าว เหลือบมองเด็กทั้งสอง แล้วมองไปที่สายเบ็ดอีกครั้ง มันยังนิ่งอยู่เช่นเดิม ความเหนื่อยล้าแผ่กระจายครอบคลุมทั่วไป ในถังยังว่างเปล่า ความสนุกสนาน ความสุขเลือนหายไปแล้ว สังเกตจากสีหน้าของเด็กทั้งสอง เสียงบางเสียงดังแว่วมาจากทิศ?างใดผมไม่แน่ใจ ปล่อยให้มันผ่านเลยไป เสียงดังชัดขึ้น ใกล้เข้ามา เด็กคนที่ทำหน้าที่เกี่ยวเหยื่อหันไปทางต้นเสียง เริ่มมีสีหน้าเปลี่ยนไป ยื่นมือไปสะกิดเพื่อน คนที่นั่งถือคันเบ็ดเริ่มกระวนกระวาย คันเบ็ดสั่นไกวเล็กน้อย ผมหันไปทางต้นเสียง ผู้หญิงวัยกลางคนเดินตรงเข้ามา น้ำเสียงที่หลุดออกมาจากปากบอกชัดเจนว่าหล่อนโกรธจัด ในมือถือไม้เรียวขนาดเกือบนิ้วก้อยมาด้วย หล่อนชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นผม แต่ยังคงพูดจาอย่างเกรี้ยวกราดเช่นเดิม ผมใจไม่ดี

"ไอ้เวรตะไล วันนี้กูจะให้มึงแดกคันเบ็ดนี่แหละ" หล่อนชี้ไม้เรียวไปที่เด็กชายซึ่งกำลังถือคันเบ็ดอยู่ในมือ ขณะนี้เขาก้มหน้านิ่ง แต่ดูเหมือนเขาจะมีท่าทางแปลกใจสงสัยอยู่บ้าง

"วันนี้จะแดกอะไรกัน มึงรู้มั้ย..." ผมได้รู้ความกระจ่างต่อจากนี้ว่า หล่อนเป็นแม่ของเด็กคนที่ถือคันเบ็ดอยู่ในมือ หล่อนโกรธเพราะว่า เขาแอบเชือดชิ้นเนื้อซึ่งหล่อนซื้อมาเพื่อทำกับข้าวมื้อกลางวันและมื้อเย็นมาทำเป็นเหยื่อตกปลา ความผิดฉกรรจ์ก็คือว่า อาจจะด้วยความร้อนรนของเด็ก เขาลืมเอาชิ้นเนื้อเก็บเข้าที่ หมาจรจัดเลยคาบชิ้นเนื้อไปกินขณะที่หล่อนมาเห็นเข้าพอดี หล่อนพยายามไล่ตามแต่ไม่ได้ผล นั่นหมายความว่ากับข้าวมื้อกลางวันมื้อเย็นจะมีปัญหา และจะมีปัญหาอื่นตามมาอีกมากมาย หล่อนเลยกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง หล่อนด่าลูกชายจนเหนื่อย ทำท่าจะฟาดอยู่หลายครั้ง แต่อาจจะเห็นผมนั่งอยู่ด้วย หล่อนเลยยั้งมือ เปลี่ยนเป็นเพิ่มความรุนแรงในการด่าอย่างยาวเหยียด ผมรู้สึกสงสาร เห็นใจทั้งห่อนและลูกชาย แต่ไม่รู้จะช่วยอย่างไร เพราะผมก็เป็นคนอื่น

"มึงจำไว้นะ ถ้ามึงไม่ได้ปลา มึงอย่ากลับบ้าน กูกระทืบมึงแน่" หล่อนทิ้งท้ายก่อนจะผละจากไปตามทางเดิม เด็กชายทั้งสองเหลือบมองสบตากันนิดหนึ่ง แววตาเศร้าหมอง ผมเห็นความวิตกกังวลชัดเจน เวลาใกล้จะเที่ยงแล้ว นี่หากแม่ของเขาได้มองลงไปในถังน้ำ หล่อนจะพูดประโยคนั้นหรือเปล่าเหนอ ผมเป็นกังวลแทนเด็กทั้งสอง ผมไม่รู้ว่าหล่อนจะเอาจริงกับคำพูดนั้นมากน้อยแค่ไหน

ผมหมดเรี่ยวแรงที่จะลุกขึ้นถอยกลับเข้าบ้าน ความหิวจางหายไปอย่างประหลาด ผมมั่นใจว่าเด็กทั้งสองคงจะหมดเรี่ยวแรงที่จะตกปลาต่อไป แม้จะเห็นความวิตกกังวลกับคำพูดของแม่อยู่ในสีหน้า แต่เขาก็ยังถือคันเบ็ดอยู่ในมือ สายเบ็ดยังหย่อนจมอยู่ในน้ำ และนิ่งสนิท

"ลองยกขึ้นมาดูเหยื่อสักหน่อยดีมั้ย" ผมเสนอความเห็น คนที่รอเกี่ยวเหยื่อเห็นด้วยเขาบอกเพื่อนให้ยกเบ็ดขึ้นมา ปรากฏว่าไม่มีเหยื่อติดอยู่เลย ผมมองก้อนเหยื่อที่วางอยู่ในห่อซึ่งเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น คิดว่าน่าจะใช้ได้อีกไม่เกินสามสี่ครั้ง นั่นหมายความว่าถ้าเด็กทั้งสองโชคดีที่สุดก็จะได้ปลาไม่เกินสี่ตัว ผมรู้สึกสลดใจกับชะตากรรมของเด็กทั้งสอง เมื่อเขาเกี่ยวเสร็จ คนที่เกี่ยวเหยื่อก็ขออาสาเป็นคนตกปลาบ้าง ทีแรกผมคิดว่าจะลองช่วยทำหน้าที่ดังกล่าว แต่ผมเองก็ไม่มั่นใจตัวเองมากนัก อีกอย่างผมอยากให้เขาทั้งสองได้ภาคภูมิใจในฝีมือของตนเอง ถ้าหากว่านับแต่นี้ไปเขาจะโชคดี

เชือกสายเบ็ดเริ่มกระตุกสั่นเล็กน้อย แล้วหยุดนิ่งเหมือนเดิม เด็กคนที่นั่งอยู่ข้างห่อเหยื่อ เขี่ยชิ้นเนื้อที่เหลือโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสายเบ็ดในน้ำ เขาอาจจะหมดวัง หรืออาจจะพร้อมยอมรับโทษทัณฑ์จากแม่แล้วก็ได้ สายเบ็ดเริ่มกระตุกอีกครั้ง แล้วค่อยๆ เลื่อนออกไปจากตำแหน่งเดิม ค่อยๆ ห่างออกไป จนสายเบ็ดเริ่มตึง เด็กคนที่ถือคันเบ็ดตั้งท่าเตรียมพร้อม ผมใจเต้นตึกๆ ภาวนาอยู่ว่าขอให้เขาสมหวังสักทีเถอะ เด็กอีกคนยังนั่งเขี่ยชิ้นเนื้ออยู่เช่นเดิม สายเบ็ดตึงเต็มที่ เด็กคนที่ถือคันเบ็ดสีหน้าเคร่งเครียด ผมไม่รู้ว่าเขากำลังคิดและรู้สึกอย่างไร

"เอาเลยไอ้หนู ตวัดเลย" ผมร้องบอกตื่นเต้น เด็กชายตวัดขวับขึ้นมาทันที ปลาช่อนขนาดข้อมือติดขึ้นมาด้วย อาจจะด้วยความตื่นเต้นหรือตกใจของเด็ก ทำให้เขาตวัดสายเบ็ดขึ้นมาอย่างแรง ปลาช่อนตัวนั้นลอยคว้างไปตามแรง ขณะที่ปากยังคาบอยู่ที่ปลายเบ็ด เมื่อสุดแรงตวัดสายเบ็ดก็ผ่อนกลับมา ปลาช่อนก็หลุดจากเบ็ดตกลงบนพื้นสะพาน ด้วยสัญชาตญาณผมกระโจนพรวดออกไปตะครุบพร้อมกับเด็กคนที่นั่งเขี่ยชิ้นเนื้อ หัวชนกันอย่างแรง แต่ผมก็คว้าปลาช่อนไว้ได้สำเร็จ เด็กชายนั่งกุมหัว แต่ใบหน้าแต้มยิ้ม ผมลืมเจ็บ บอกให้อีกคนเอาถังมาใส่ปลา เมื่อปลาลงไปอยู่ในถังแล้ว ผมจึงเริ่มรู้สึกเจ็บที่บริเวณหน้าผากและข้อศอกข้างขวา เมื่อยกแขนขึ้นดูปรากฏว่ามีรอยถลอกเลือดไหลออกมาเปื้อนเสื้อ ผมรู้สึกเจ็บ แต่ก็พยายามไม่แสดงออก เห็นเด็กคนที่นั่งกุมหัวเปลี่ยนเป็นกุลีกุจอหยิบชิ้นเนื้อขึ้นฉีกเป็นชิ้นเล็ก บรรจงเกี่ยวที่เบ็ด ก่อนที่อีกคนจะหย่อนลงน้ำอีกครั้ง เสียงปลาช่อนดิ้นอยู่ในถังดังปุบๆ แดดร้อนจัดยิ่งขึ้น

ผมเดินกลับเข้าบ้าน หายาทาแผล วุ่นวายอยู่กับแผลครู่หนึ่ง เตรียมตัวจะกินข้าวก็นึกถึงเด็กทั้งสองคน แต่ข้าวที่เหลืออยู่มันน้อยเกินไป ผมลังเลทั้งที่รู้สึกหิวจนแสบไส้ เสียงของเด็กร้องเอะอะดังขึ้น ถ้อยคำที่ได้ยิน ทำให้ผมยิ้มอยู่คนเดียว

"ว้า...เหยื่อหมดพอดี"

"กลับเถอะได้ตั้งสองตัวแล้ว"

เด็กทั้งสองเดินผ่านหน้าบ้านผมไปอย่างเงียบเชียบ แม้จะได้ปลาไปสองตัว ผมคิดว่าพวกเขาก็คงไม่มั่นใจนักหรอกว่า มันจะสามารถทดแทนความผิดที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ ผมรู้สึกสงสารและเห็นใจพวกเขา แต่ก็มั่นใจอยู่ว่าปลาสองตัวนั้นจะช่วยเหลือพวกเขาได้แน่นอน ผมเปิดฝาหม้อตักข้าวใส่จานอย่างรีบเร่ง...

0 0 0

เขาบอกว่าเรื่องที่เล่าจบแล้ว เอ่ยปากชวนผมไปกินข้าวมื้อเย็นที่บ้านของเขา และเขาบอกว่าเดี๋ยวเพื่อนของเราจะตามมาสมทบ เมื่อเริ่มออกเดินลงสะพาน จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นว่า

"อีกนิดนะ วันนั้นรู้สึกเจ็บแผลที่ข้อศอกมาก แต่ผมก็ยิ้มออกมา ก่อนที่ข้าวคำแรกจะผ่านเข้าปาก"

แต่ผมยังคิดไม่ออกว่าผมควรจะยิ้มดีหรือไม่กับเรื่องนี้

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com