 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
ข่าวต่างประเทศ
เมื่ออิหร่าน 'เลิกฟังเสียง' ชาติตะวันตก
อุณหภูมิการเมืองโลกปี 2549 ดูเหมือนจะเริ่มร้อนแรงตั้งแต่ต้นปี เมื่อรัฐบาลอิหร่าน ภายใต้การนำของประธานาธิบดี มาห์มูด อาห์มาดิเนจัด ซึ่งขึ้นชื่อลือชาเรื่องการแสดงความคิดเห็นอย่างเผ็ดร้อน ประกาศเปิดโครงการวิจัยเชื้อเพลิงนิวเคลียร์อีกครั้ง หลังระงับการวิจัยภายใต้แรงกดดันของชาติตะวันตกมานาน 2 ปี
เมื่อวันที่ 11 มกราคม รัฐบาลเตหะรานยอมรับว่า ได้ทำลายตราประทับของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ที่โรงงานวิจัยนิวเคลียร์นาทันซ์ของอิหร่าน และได้เริ่มทำการวิจัยที่โรงงานดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งต่อมานายโมฮัมเหม็ด เอลบาราเด ผู้อำนวยการไอเออีเอ ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ยืนยันว่า อิหร่านได้ทำลายตราประทับของไอเออีเอที่โรงงานสำหรับใช้ทดสอบและเก็บอุปกรณ์ด้านนิวเคลียร์ สองแห่งในประเทศจริง
อิหร่านชี้แจงต่อไอเออีเอว่า การวิจัยเพื่อเพิ่มความเข้มข้นยูเรเนียม มีขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์อย่างสันติ โดยต้องการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์สำหรับใช้กับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า พร้อมพยายามชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการวิจัยดังกล่าว กับการผลิตยูเรเนียมเพื่อใช้เป็นแกนระเบิดปรมาณูที่นานาชาติวิตก
การตัดสินใจของอิหร่านมีขึ้นไม่กี่วัน หลังจากการเจรจาระหว่างรัสเซียและอิหร่านเกี่ยวกับแผนที่มีเป้าหมายให้อิหร่านยุติบทบาทด้านการเพิ่มความเข้มข้นยูเรเนียมไม่บรรลุผล และมีกำหนดเจรจารอบใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์นี้
ข้อเสนอของรัสเซีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก แต่ถูกปฏิเสธจากอิหร่าน ก็คือการเสนอให้มีการเพิ่มความเข้มข้นยูเรเนียมบนแผ่นดินรัสเซียเพื่อลดความวิตกของชาติตะวันตกที่มองว่า หากปล่อยให้มีการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ดังกล่าวบนแผ่นดินอิหร่าน รัฐบาลเตหะรานอาจนำเทคโนโลยีไปใช้ผลิตระเบิดนิวเคลียร์
การประกาศกลับสู่การวิจัยนิวเคลียร์ของอิหร่าน ก่อให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ ที่มองอิหร่านอย่างไม่ไว้ใจมาตลอด ล่าสุด ทำเนียบขาวเตือนว่า หากอิหร่านยังดื้อรั้นเดินหน้าการวิจัย สหรัฐอาจนำปัญหาดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อออกมาตรการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ
สหรัฐพยายามกดดันให้ยูเอ็นดำเนินการกับอิหร่านมาโดยตลอด แต่ได้ปรับท่าทีเมื่อเดือนมีนาคม ปีที่แล้ว ด้วยการสนับสนุนความพยายามของอังกฤษ เยอรมนี และฝรั่งเศส (อียู-3) ในการใช้วิธีเจรจาต่อรองเพื่อหาทางออก ซึ่งที่ผ่านมา อียู-3 ดูเหมือนประสบความสำเร็จไม่น้อย เนื่องจากสามารถทำให้อิหร่านยอมระงับโครงการเพิ่มความเข้มข้นยูเรเนียมนาน 2 ปี ระหว่างทำการต่อรองกับอียู-3 เกี่ยวกับการรับความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ในรูปอื่นๆ เพื่อทดแทนกับการยอมล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์
เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา การเจรจาประสบความชะงักงัน หลังอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอให้ผลตอบแทนแลกกับยกเลิกการเพิ่มความเข้มข้นยูเรเนียมที่อียู-3 เสนอ นับแต่นั้นมาทางการอิหร่านเริ่มแสดงท่าทีไม่แน่นอนกับข้อเสนอของอียู-3 สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับผู้แทนเจรจาฝ่ายยุโรปไม่น้อย อาทิ ตอนแรก ตอบรับว่าอาจพิจารณาข้อเสนอประนีประนอม ก่อนปรับท่าทีเป็นยืนยันว่าจะยอมรับข้อเสนอก็ต่อเมื่อได้รับการรับรองสิทธิว่าสามารถทำการเพิ่มความเข้มข้นยูเรเนียมบนแผ่นดินของตน
อย่างไรก็ตาม อียู-3 ไม่เคยคาดว่า อิหร่านจะเลือกกลับมาเปิดโครงการวิจัยนิวเคลียร์โดยไม่ฟังเสียงห้ามปรามอย่างกะทันหัน การตัดสินใจของอิหร่านครั้งนี้ จึงสร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงกับอียู-3 นำมาสู่การเรียกประชุมเมื่อวันที่ 12 มกราคม เพื่อพิจารณานำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง พร้อมเตือนว่า อิหร่านจะไม่สามารถลอยนวลโดยไม่ได้รับผลจากการตัดสินใจครั้งนี้
แม้ชาติยุโรปยืนยันว่า การแก้ปัญหานิวเคลียร์อิหร่านจะไม่ทำผ่านการใช้กำลังทหารตามที่หลายฝ่ายหวาดวิตก ขณะที่ทำเนียบขาวระบุเช่นกันว่า ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ไม่มีแผนจะใช้กำลังโจมตีอิหร่าน แต่หลายชาติยังมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง ความหวังของนานาชาติต่อการปลดชนวนความขัดแย้งจึงฝากไว้ที่รัสเซีย ที่ทำหน้าที่เป็นคนกลาง และเตรียมจัดการหารือรอบใหม่กับเจ้าหน้าที่อิหร่านในช่วงกลางเดือนหน้า
|
|
|
|
|
|
|
|