เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O

เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
บุคคลโลก O

เรื่องสั้น O
สิงห์สนามหลวง O
พี่เลี้ยงนอกเวที O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ชีวิตแบบอ๋อย..อ๋อย O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 

คิดอย่างไท

พม่า : ศึกหนักการทูตไทยปี 2006

ปีนี้ ประเทศไทยจะเจอศึกหนักการทูตในรูปแบบต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นผลสืบเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายโดยเอาผลประโยชน์ส่วนตัวของนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ตั้งทั้งสิ้น!?

มีคนตั้งข้อสังเกตว่า มันเป็นไปได้อย่างไร เอาผลประโยชน์ประเทศมาแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะกับประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์นโยบายการทูตแยบยล มีชื่อเสียงในเวทีโลก และในอดีต สามารถเอาชนะต่างชาติมาเป็นเวลาร้อยๆ ปี รักษาเอกราชของชาติ ไม่ให้ตกเป็นเมืองขึ้นหรือตกอยู่ในอำนาจฝรั่งมังค่า จนต้องยกมือไหว้เหนือหัวต่อบรรพบุรุษที่รักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างสุดชีวิต

ความเฉลียวฉลาดของการทูตไทย ก็มีให้เห็นตลอดเวลาที่ผ่านมา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยต้องเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกาเพื่อเอาตัวรอดและปกป้องอธิปไตยแห่งดินแดน ต่อมาหลังสงครามอินโดจีน ไทยเริ่มสัมพันธ์กับอดีตคู่อริ เช่น จีน เวียดนาม เป็นต้น ส่วนลาวกับกัมพูชามีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่เหมือนใคร จึงไม่ถือเป็นภัยคุกคาม ส่วนพม่าถือว่าเป็นประเทศที่อยู่โดดเดี่ยวโดยตัวเอง

ในช่วงสี่-ห้าปี รัฐบาลไทยที่ผ่านมาก่อนหน้า พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ นโยบายต่างประเทศไทยมุ่งไปในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติในเวทีต่างประเทศอย่างเคร่งครัด สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและที่อยู่ห่างไกล

การทูตไทยมีบทบาทสูงสุดในช่วงวิกฤติ โดยเฉพาะตอนไทยต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจในปี 1997 ต้องอาศัยฐานะและชื่อเสียงความน่าเชื่อถือของประเทศที่ได้เคยสะสมและสร้างสมไว้ในต่างประเทศมาแลกกับ 'เครคิต' และความช่วยเหลือด้านต่างๆ

รัฐบาลนายกรัฐมนตรี 'ชวน หลีกภัย' มีนโยบายการทูตที่น่าชื่นชม ถึงแม้นว่าจะมีข้อวิจารณ์ว่านำมาปฏิบัติลำบาก เพราะมันเต็มไปด้วยอุดมคติ เช่น ต้องส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและหลักการประชาธิปไตย แต่เป็นนโยบายที่โดยส่วนรวมเอาผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยแม้แต่นิดเดียวเลยว่าคุณชวนจะมีผลประโยชน์ส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง

มาถึงช่วงรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการเปลี่ยนแปลงการ 'เล่น' การทูตไทยในเวทีการเมืองระหว่างประเทศอย่างมหาศาล ประเด็นที่สำคัญคือ การที่นายกฯ ทักษิณเอาตัวเองเข้ามาเกี่ยวข้องในการดำเนินนโยบายต่างประเทศในเรื่องที่สำคัญที่มีมิติเกี่ยวกับการลงทุน การค้า และมาตราส่วนลดภาษี พูดสั้นๆ แบบไทยๆ คือ กูเล่นเองหมด

ในสมัยของสอง-อดีตนายกรัฐมนตรี คือ พล.อ.เกรียงศักคิ์ ชมะนันทน์ และพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ มีพฤติกรรมทำนองนี้บ้างเหมือนกัน แต่มันจำกัดอยู่ไม่กี่เรื่องที่สำคัญๆ เช่น นโยบายต่อเวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น ตอนนั้นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญทางด้านความมั่นคง ใครๆ ก็รู้ ต้องอาศัยผู้นำมาเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพในการดำเนินนโบายต่างประเทศ

แต่พอมาถึงยุคปัจจุบัน นายกฯ ลงมาเล่นเองหมดคนเดียว ฟังแล้วอาจจะเหลือเชื่อว่าเป็นไปได้อย่างไร กระทรวงต่างประเทศเป็นองค์กรราชการที่เหนียวแน่น มี 'จารีต' ที่เข้มแข็ง คนนอกเข้ามาเกี่ยวข้องได้ยากที่สุด ต้องคนเก่งจริงๆ เรื่องการทูตต้องปล่อยเป็นเรื่องของข้าราชการประจำ แต่นโยบายมาจากนักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้ง เสียดายมากที่ตอนนี้หาเป็นเช่นนั้นไม่ ถูก พ.ต.ท.ทักษิณมาครอบงำนโยบายการทูตแบบสุดๆ

ในปีใหม่นี้ นโยบายของไทยต่อพม่าที่ผ่านมา-ห้าปี จะเป็นประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเป้าหมายโจมตีไทยและการทูตไทย ตอนประชุมสุดยอดอาเซียน ทักษิณยังยอมรับในวันก่อน รัฐบาลไทยได้ทำตัวเป็นปากเสียงให้กับรัฐบาลทหารพม่ามากเกินไป เวลามีเรื่องภายในก็ไม่เคยเห็นให้ 'ข้อมูล' เรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการย้ายเมืองหลวงจากกรุงย่างกุ้งไปเมืองเปียนมะนาเมื่อต้นเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ทำให้ผู้นำไทยไม่มีอะไรจะพูด แถมยังถูกโดดเดี่ยวในที่ประชุมสุดยอดในประเด็นพม่าด้วย

สาเหตุหลักที่นโยบายไทยต่อพม่าจะกลายเป็นจุดอ่อนในปีนี้ คือคณะมนตรีความมั่นคงถาวร อาจจะหยิบยกสถานการณ์ในพม่าขึ้นมาอยู่ในวาระในเร็วๆ นี้ ก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จขอร้องให้ตัวแทนองค์การสหประชาชาติเข้ามารายงานสถานการณ์พม่าต่อคณะมนตรีฯ ซึ่งต้องถือว่าเป็นครั้งแรกในด้านการทูตในเวทีต่างประเทศของกลุ่มต่อต้านพม่าในการหยิบยกเรื่องนี้เข้าไปในวาระของคณะมนตรีฯ

ถ้าคณะมนตรีฯ สามารถแนะนำมติใหม่ๆ เพื่อโดดเดี่ยวพม่ามากขึ้น ไทยจะต้องตกที่นั่งลำบากเพราะมันจะโยงเข้ามาหาไทย เช่นเดียวกับจีนและอินเดีย สามประเทศนี้ช่วยรัฐบาลทหารพม่าทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร ทั้งจีนและอินเดีย เป็นเรื่องทางยุทธศาตร์ ส่วนไทยนั้นเป็นเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว!?

สิ่งที่อันตรายที่สุด คือ ไทยเอาผลประโยชน์ส่วนตัวผู้นำกับบริวารเป็นที่ตั้ง แล้วเอาไปแลกกับผลประโยชน์แห่งชาติ ขณะนี้ผู้นำทหารพม่ายินดีกับการกระทำแบบนี้ เพราะต้องการการสนับสนุนจากฝ่ายไทย จะเห็นว่าผู้นำพม่าให้ความสำคัญทางด้านความมั่นคงมากกว่าในเรื่องเศรษฐกิจ อาจจะพูดได้ด้วยซํ้าไปว่า พม่าเอาเรื่องเศรษฐกิจมาแลกกับความมั่นคงของไทย

ตอนนี้ลองไปถามเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของไทย ว่าสถานการณ์ชายแดนด้านไทย-พม่า เป็นอย่างไรบ้าง ตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา ไทยเราประนีประนอมเรื่องความมั่นคงชายแดนกับพม่าเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตัวล้วนๆ

ไทยเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา ที่เป็น 'เพื่อนซี้' ของประเทศจีนด้วย ปีนี้รัฐบาลประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช จะเล่นเรื่องพม่าเป็นหลัก เพราะถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ ก็ต้องติดตามดูว่าในอนาคตข้างหน้า นโยบายไทยต่อพม่าจะออกมาเป็นรูปใด ส่งผลเสียหายต่อชาติอย่างไร ปีนี้ได้รู้กันแน่ๆ

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com