เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O

เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
บุคคลโลก O

เรื่องสั้น O
สิงห์สนามหลวง O
พี่เลี้ยงนอกเวที O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ชีวิตแบบอ๋อย..อ๋อย O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 

เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก

ผู้บ่าวกินแมว : ความขำ ความดัดจริต และวิกฤติภาคใต้

ตั้งชื่อให้มันเท่ๆ ไปอย่างนั้นเองแหละครับ เพราะความจริงแล้วเพลงผู้บ่าวกินแมวนี้เป็นเพลงที่เขาร้องเพื่อความขำมากกว่า...หูย...นี่ จะลากไปถึงเรื่องวิกฤติภาคใต้เชียวเหรอ?

ผมคงไม่เขียนเรื่องนี้เร็วขนาดนี้ ถ้ากระแสต่อต้านเพลงผู้บ่าวกินแมว ซึ่งเป็นเพลงในอัลบั้ม ทายาทอสูร (แค่ชื่อก็เสียวแย้ว...เหมี้ยวๆๆ) นั้น มาจากสมาคมบริโภคอาหารมังสวิรัติ หรือสันติอโศก แต่เผอิญว่าหนึ่งในกระแสต่อต้านนั้นมาจากสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย (ซึ่งก็ย่อมกินเนื้อสัตว์เช่นกัน)

พูดง่ายๆ ก็คือ เรากำลังเข้าสู่ประเด็นอันซับซ้อนว่าด้วยความหลากหลาย และความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมนั่นแหละครับ

จากเนื้อข่าวของคม ชัด ลึก วันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา มีประเด็นน่าสนใจ สองประเด็น

1.นายกสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวถึงกระแสของสังคมที่มีการบริโภคสัตว์จำพวกสุนัขและแมวว่า การที่ชาวบ้านมีความเชื่อเรื่องการบริโภคหมาและแมว ว่าเป็นประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นดั้งเดิมนั้น เป็นแค่คำกล่าวอ้างอย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะจากประเพณีดั้งเดิมของไทย ไม่มีการรับประทานเนื้อสัตว์พวกนี้ หมา-แมวเปรียบเสมือนเครือญาติของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันมานาน แต่ทุกวันนี้การบริโภคหมา-แมวที่กำลังแพร่หลาย เกิดจากการนำความเชื่อผิดๆ มาใช้ ประเพณีไทยไม่ปฏิบัติอย่างนั้น เท่าที่ทราบ มีคนอีสานบางคนกินแมว แต่ไม่แพร่หลาย พอมีสิ่งเข้ามากระตุ้นจิตใจ ก็ทำให้ความเชื่อแบบแปลกๆ เข้ามา อย่างเพลง 'ผู้บ่าวกินแมว' ทำให้วัฒนธรรมที่แปลกผิดประเพณีไทยเข้ามาแพร่ระบาดในสังคมไทย ให้หันมาบริโภคหมา-แมวมากขึ้น

2.ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทย กล่าวว่า สมาคมขอประณามการกระทำของค่ายเพลงและต้นสังกัดคณะนักร้องตลก ที่ผลิตเพลง 'ผู้บ่าวกินแมว' ที่มีเนื้อหาสาระในลักษณะดังกล่าวออกมา รวมทั้งขอประณามพฤติกรรมของคนที่ฆ่าแมวกินด้วย แม้คนพื้นที่ภาคอีสานจะมองว่าการกินแมวเป็นเรื่องตลก แต่ความจริงแล้วประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากไม่มีประเทศใดในโลกกินแมวกัน จะมีบ้างที่บางประเทศ ซึ่งมีการต้มแมวเพื่อถลกหนังมาทำขนสัตว์ (...) ขณะนี้สมาคมกำลังติดตามหาข้อมูลของต้นสังกัด และจะทำหนังสือประณามการกระทำเรียกร้องให้ค่ายเพลงยุติการออกอากาศเพลงดังกล่าว โดยจะรวมตัวไปประท้วงที่หน้าค่ายเพลงเร็วๆ นี้ เนื่องจากพฤติกรรมการกินแมว ซึ่งเป็นผลมาจากการออกอากาศเพลงดังกล่าว ส่งผลให้ประเทศไทยจะถูกมองว่า "เป็นชนชาติที่ป่าเถื่อน ในขณะที่ประเทศไทยได้เข้าไปเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติแล้ว ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ประเทศไทยเสี่ยงต่อการถูกมองในแง่ลบได้"

เรื่องนี้ค่อนข้างสลับซับซ้อน และละเอียดอ่อน ตรงที่ว่าถ้านายกสมาคมและที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายของสมาคมพิทักษ์สัตว์ไทยนั้นจะออกมาประณามผู้ผลิตเพลงนั้นก็คงจะเป็นท่วงทำนองที่ดูลงตัว เนื่องจากอาจเป็นเรื่องของประเด็นในการผลิตสื่อ แต่นี่ที่ปรึกษาท่านดังกล่าวกลับก้าวล่วงไปถึงการประณามวัฒนธรรมการกินแมว... อันนี้ผมคิดว่าออกจะละเอียดอ่อนไปสักหน่อย โดยเฉพาะการอธิบายว่าการกินแมวเป็นการแสดงออกซึ่งความเป็นชนชาติที่ป่าเถื่อนเนี่ย ผมว่าเอาเข้าจริงเขาน่าจะวัดกันตรงที่ตัวเลขการละเมิดสิทธิมนุษยชนเสียมากกว่า

ที่ผมโม้ออกมาเช่นนี้มิได้หมายความว่าจะกลบประเด็นว่าการกินแมวนั้นไม่ผิด หรือเพราะการกินแมวนั้นผิดน้อยกว่าการกินอย่างอื่น แต่ประเด็นมันมีอยู่ว่า เคยมีมิตรรักแฟนคอลัมน์บางรายเคยแสดงความเห็นกับผมว่าสมัยนี้มนุษย์ออกจะรักสัตว์จนเกินไปหรือเปล่า... หรือจะรักสัตว์ที่ตัวเองเป็น 'เจ้าของ' มากกว่า '(เพื่อน) มนุษย์ด้วยกัน'

พูดง่ายๆ ก็คือ คำว่า 'น้องหมา' และคำว่า 'น้องเหมียว' กำลังมาแทนคำว่า 'ไอ้' หรือ 'อี'...โอ๊ว อุแม้เจ้า...ความอบอุ่นอ่อนโยนได้แผ่กระจายไปสู่อภิมหาประชาสังคมของเราแล้วสินะเนี่ย...

เรื่องตลกร้ายเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในสังคมของเรา ที่ในห้างสรรพสินค้าเดียวกันอาจจะมีแผนกและมหกรรมสัตว์เลื้ยงเพื่อนรัก ในขณะเดียวกัน ก็มีซูเปอร์มาร์เก็ตขายเนื้อสัตว์

อย่าทำน้องหมา...อย่าทำน้องเหมียว...เรื่องนี้คงเป็นสิ่งที่เราได้ยินกันมานานแล้ว อย่างน้อยเมื่อไม่นานมานี้ที่มีสกุ๊ปข่าววัฒนธรรมการกินสุนัขที่ภาคอีสาน

พูดกันแบบขัดใจคนรักน้องหมากับน้องเหมียว...การแทรกแซงทางวัฒนธรรมที่คนชั้นกลางผู้อบอุ่นอ่อนโยน (ใครว่าพวกเขาดัดจริต...ผมเถียงขาดใจเลย...โฮ่งๆ...เหมียวๆ...งี้ดๆ... เอ๋งๆ) จะพึงมีต่อวัฒนธรรมการกินแมวนั้น น่าจะเป็นเรื่องของการยกระดับการฆ่าหมาฆ่าแมวให้มันถูกสุขลักษณะเสียมากกว่า... ว่าง่ายๆ ก็คือ จะเล่นแง่กับพวกชาวบ้าน ก็เล่นมันด้วยอำนาจความเป็นสมัยใหม่นั่นแหละ มีโรงฆ่าแมวฆ่าหมาให้มันถูกหลัก มีใบอนุญาตของ อบต. หรือเทศบาลซะ เหมือนกับโรงฆ่าสัตว์ที่พวกคุณผู้อบอุ่นอ่อนโยนกินนั่นแหละ (รู้ไหมว่าเนื้อกระต่ายที่ร้านเยอรมันแถวสุขุมวิทน่ะอร่อยขนาดไหน หุหุ...)

เขาก็แจ้งให้ทราบแล้วว่าเขาไม่ได้ไปกินน้องเหมียวของคุณ หรือไปกินน้องหมาของใคร หมาแมวเหล่านั้นเขาซื้อหามาโดยสุจริต (อาฮ่า...ดังนั้น จะประท้วงเพลงนี้ก็ต้องไปประท้วงที่ว่าดันไปขโมยแมว อันนี้ผิดศีลข้อสองไว้ก่อน เพราะศีลข้อแรกผิดกันทั้งเมือง)

เรื่องของการต่อต้านการกินแมวนั้นแม้ว่าจะเป็นสิทธิที่กระทำได้ (ไม่แตกต่างจากความเห็นเพี้ยนๆ ของผมเอง) แต่ก็เป็นภาพสะท้อนถึงทัศนะบางประการในสังคมที่แม้ว่าจะแสดงออกถึงความอ่อนโยนละเอียดอ่อนในเรื่องหนึ่งๆ แต่อาจจะละเลยและไม่ละเอียดอ่อนกับเรื่องอีกหลายเรื่องรอบๆ ตัวของเรา ภายใต้สิ่งที่เรารู้สึกว่าเป็นคำใหญ่คำโตที่ทรงพลัง...นั่นก็คือ 'ความหลากหลายทางวัฒนธรรม'

ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั้นอาจไม่ใช่เรื่องของการต่างคนต่างอยู่อีกต่อไป แต่อาจหมายถึงกระบวนการอันต่อเนื่องและดำเนินต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดในการพยายามจะอยู่ด้วยกัน จะแสดงออกซึ่งความห่วงใย อึดอัด และพร้อมจะรับฟังและเรียนรู้มุมมองที่แตกต่างกัน มากกว่าการพิสูจน์ว่าความคิด ความเชื่อ และการดำรงชีวิตของกลุ่มใดนั้นถูกกว่ากัน

ผมอยากรู้ว่าสื่อและสังคมอันอบอุ่นอ่อนโยนต่อน้องเหมียวและน้องหมานั้น จะเรียนรู้อะไรจากการทำข่าวเพลงผู้บ่าวกินแมว และวัฒนธรรมการกินแมวบ้าง ในสังคมที่ให้ราคากับองุ่นเปรี้ยว นมเปรี้ยว ปลาหมักในกระป๋อง น้ำปลาหมักในขวด ซึ่งของเหล่านี้มันไม่เคยพิสูจน์ได้เลยว่าเราเป็นชาติที่ป่าเถื่อนกว่ากันโดยตัวของอาหารเอง มากไปกว่าอำนาจในการผูกขาดการให้ความหมายกับการใช้ชีวิต ในโลกที่มนุษย์เป็นผู้ล่าที่อันตรายที่สุด

คนที่เขาไม่กินวัว ไม่กินหมู ไม่กินเนื้อสัตว์ เขาอาจจะออกมา 'รณรงค์' ชี้ให้เห็นข้อดีของการไม่กินเนื้อเหล่านั้น แต่ทำไมเขาไม่ออกมา 'ประณาม' หรือทำให้เราดู 'ตกต่ำ' ไร้อารยธรรมเหมือนกับที่เรากำลังกระทำต่อผู้บ่าวกินแมว? เรื่องนี้เป็นเรื่องความละเอียดอ่อนที่ต้องเรียนรู้และเคารพด้วยการละวางความดัดจริตส่วนตัวลงสักหน่อย

เรื่องทั้งหมดนี้ผมไม่แน่ใจว่าถ้ามนุษย์ยังอยู่กับมนุษย์ด้วยกันไม่ได้ และไม่รู้สึกว่าตน 'ผูกพันกันเสมือนเครือญาติที่อยู่กันมานาน' แล้ว เราจะแก้ปัญหาการพิทักษ์สัตว์ได้อย่างไร? นอกเหนือไปจากกระแสความแปลกแยกของมนุษย์ในสังคมปัจจุบันที่รักสัตว์ในฐานะที่เราเป็น 'เจ้าของ' สัตว์ ... เจ้าของโลก และเจ้าของความหมายที่ถูกต้องทั้งหลายทั้งปวง

...พวกเขาอาจพอใจที่จะมีบ้าน และอยู่กับน้องหมาน้องเหมียว มากกว่าจะพูดกับมนุษย์ด้วยกัน...

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com