 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
รายงานเศรษฐกิจ / อากู๋
คิดแบบกู๋! แกรมมี่ + ไทยไทม์ ทุนมีเดียเอียงซ้าย!
ถ้าร้องเพลงเลียนแบบเสียง เสก โลโซ ได้ อากู๋-ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม คงอยากร้องเพลง "ความคับแค้นครั้งนี้ จงแปรเปลี่ยนเป็นพลัง.." ให้เพื่อนรุ่นพี่ - พิรุณ ฉัตรวนิชกุล ฟัง เพื่อจะบอกความนัยบางประการที่อัดแน่นในอก
เพราะผลพวงจาก 'สงคราม 5 วัน' หรือยุทธการแกรมมี่ฮุบสื่อ (มติชน-บางกอกโพสต์) ทำให้เกียรติภูมิ 'ไทคูนมีเดีย' หมายเลขหนึ่งของเมืองไทย เสียหายย่อยยับ
กู๋..ถูกกระแสสังคมต่อต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะกรณีดอดซื้อหุ้นมติชน 32.18% โดยเจ้าของบ้านไม่ทันระวังตัว
เมื่อโดนถล่มจากทุกทิศทุกทาง กู๋จำต้องถอย ด้วยการขายหุ้นคืนให้ 'พี่ช้าง' ขรรค์ชัย บุนปาน และคงเหลือไว้เพียง 20%
กู๋..พ่ายสงครามมวลชน!
กู๋ประเมินสถานการณ์ต่ำไปหน่อย กู๋คิดว่า 'มวลชนแกรมมี่' เหมือนกับ 'มวลชนมติชน' ซึ่งกู๋ลืมไปว่าคนอ่านหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนนั้น เป็นคนมีอุดมการณ์ มีอุดมคติอยู่เป็นจำนวนมาก
กู๋อาศัยเวลาเป็นยารักษาแผลใจอยู่ระยะหนึ่ง พอตั้งหลักได้ กู๋ก็กลับมา เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ!
0 0 0
กู๋มอบหมายให้หลานชาย - สุเมธ ดำรงชัยธรรม จัดตั้งบริษัท โอเพ่นเรดิโอ จำกัด ถือหุ้นโดยจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ 51% ที่เหลืออีก 49% ประกอบด้วย สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ 20% สันติ วิริยะรังสฤษดิ์ 'ไต้ฝุ่น' เจ้าของคอลัมน์ 'ลมเปลี่ยนทิศ' หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เพื่อนรักของกู๋ และผู้ถือหุ้นคนอื่นๆ ที่มาจากสายสื่อสารมวลชน-นักวิชาการอีกจำนวนหนึ่ง
การเข้ามาถือหุ้นของสุทธิเกียรติ บ่งบอกถึงคลื่นใต้น้ำที่ต้านกู๋ ในค่ายโพสต์สงบแล้ว และหมายถึงว่า กู๋ได้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ 2 ฉบับ คือ บางกอกโพสต์ และโพสต์ทูเดย์
จริงๆ แล้ว 'คลื่นข่าวโอเพ่นเรดิโอ' นั้น อยู่ในแผนการที่กู๋วางไว้ตั้งแต่ตอนยาตราทัพมายึดสื่อหนังสือพิมพ์สองค่ายนั้นแล้ว โดยกู๋ค่อนข้างมั่นใจว่า เมื่อ 7 กสช.ได้ลงมือทำงาน กู๋ต้องมีคลื่นวิทยุเป็นของแกรมมี่แน่นอน
ความมั่นใจของกู๋มาจากสาเหตุใด ไม่ต้องกล่าวในทีนี้ก็พอรู้ๆ กันอยู่ว่า ไผเป็นไผ..ใน กสช.ที่เป็น 'เพื่อนกู๋'
บังเอิญว่า การแต่งตั้ง 7 กสช.สะดุดเพราะมีปัญหาการฟ้องร้องคาโรงคาศาลอยู่! กู๋จึงไม่รอ กสช. โดยหันไปเช่าคลื่นวิทยุของหน่วยทหารแทน ซึ่งตอนหลังคลื่นทหารจะมีการเปิดประมูลกันแบบปีต่อปี
ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า จะเป็นคลื่นเอฟเอ็ม 94 ของ ททบ.5 เพราะคลื่นนี้เมื่อปีที่แล้ว กู๋เพิ่งถูก 'เสี่ยติ่ง' แห่งอาร์เคมีเดียโฮลดิ้ง แย่งออกอกแกรมมี่ไปให้ ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ทำคลื่นบิสิเนสเรดิโอ ควบสปอร์ตเรดิโอ
ว่ากันว่า กู๋ฉุนมาก เพราะตกลงกับทางผู้ใหญ่ในกองทัพคนเก่าไว้แล้วว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่ฝ่ายผู้มาแย่งยึดเอาไปก็ไม่ธรรมดา มีกำลังภายในจาก 'คนสีเขียว' มาช่วยลุ้น เลยบีบให้กู๋ต้องไปเอาคลื่น 103 แทน แต่กู๋ไม่เอา เพราะได้เวลาไม่เต็มคลื่น จึงยกให้เวอร์จิ้นเรดิโอเอาไปให้ทราฟฟิกฯทำคลื่นเพลงลูกทุ่ง
เปลี่ยน พ.ศ.ใหม่ เปลี่ยน ผบ.ทบ.ใหม่ อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปได้ทั้งหมด นี่คือสัจธรรมของคนทำมาค้าคลื่นวิทยุทหาร!
ในที่สุด กู๋ก็ได้คลื่นเอฟเอ็ม 94 คืนกลับมา ด้วยการเสนอผลตอบแทนให้ ททบ.5 สูงที่สุด และสูงกว่าคู่แข่งเจ้าเดิม ทำเอา 'ดนัย' ต้องกุมขมับ เพราะผู้ใหญ่ในกองทัพบก จรดปากกาเซ็นสัญญากับแกรมมี่วันที่ 30 ธันวาคม 2548
00 0
เมื่อได้คลื่นมาแล้ว กู๋ก็มอบหมายให้ทีมงานของ พิรุณ ฉัตรวนิชกุล แห่งสำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ เข้ามาเป็นผู้บริหารคลื่นข่าวน้องใหม่
หลังจากเปิดตัวเปิดคลื่นกันไปตั้งแต่วันปีใหม่ ก็ได้เห็นโฉมหน้าคนข่าวโอเพ่นเรดิโอ ซึ่งล้วนแต่เป็น 'คนหน้าเก่า' จากหลายสำนัก นำทีมโดย เถกิง สมทรัพย์, ไพศาล มังกรไชยา, อภิญญา ศิริชนะ, สมบัติ จันทรวงศ์, วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ฯลฯ
มองเผินๆ นึกว่า วอทช์ด็อก กลับชาติมาเกิด! เพราะชื่อรายการ ชื่อดีเจ ล้วนแต่คุ้นหูมาตั้งแต่สมัยวอทช์ด็อก ยังเรืองอำนาจอยู่บนหน้าปัดวิทยุ
แต่ก็มีสีสันใหม่ๆ เข้ามาเสริมเติมแต่ง อย่าง 'สองหญิงเหล็กทำเนียบ' ก็มาจ้อทุกเช้าวันหยุด คือ 'เจ๊ยุ' ยุวดี ธัญศิริ กับ 'พี่หญิง' อัมพา สันติเมทนีดล จากค่ายบางกอกโพสต์
นั่นเป็นทีมงานของโอเพ่นเรดิโอในเครือแกรมมี่ ส่วนสำนักข่าวใหม่เอี่ยมของซ้ายเก่านั้น 'พิรุณ' ยืนยันว่า บริษัท ไทยไทม์ เที่ยงธรรม จำกัด ผู้บริหารสำนักข่าวไทยไทม์นิวส์ เขาเป็นผู้ถือหุ้น 100%
โดยลงทุนเบื้องต้น 5 ล้านบาท จากที่เตรียมไว้ 10 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสำหรับว่าจ้างพนักงานประจำประมาณ 40 คน และฟรีแลนซ์ประมาณ 40 คน ใช้งบประมาณ 50-60% ของการลงทุน หรือประมาณ 1 ล้านบาทต่อเดือน ที่เหลือลงทุนด้านเทคนิค อาทิ คอมพิวเตอร์ ทีวี สำหรับทำระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ในอนาคต รวมถึงซื้อรถยนต์ ซึ่งใช้ระบบผ่อนส่ง ดังนั้น เฉลี่ยค่าใช้จ่ายจึงอยู่ประมาณเดือนละ 1.5 ล้านบาท
บริษัทจะมีรายได้เข้าบริษัทในแต่ละเดือน คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านบาท จากการขายข่าวให้โอเพ่นเรดิโอ
"รายรับการขายข่าวให้โอเพ่น เรดิโอ อยู่ในสัดส่วนที่ทำให้เราไม่ขาดทุน และมีเงินจ่ายเงินเดือน..เฟสต่อไปอาจทำข่าวออนไลน์ ทำข่าวบรอดแบนด์ ขายให้กับพวกแบนเนอร์ หากมีหลายเจ้าเข้ามาซื้อข่าวผมเรื่อยๆ ก็ขยับไปเลี้ยงตัวเองได้ดีขึ้น"
ทิศทางข่าวของโอเพ่นเรดิโอ คือ ไม่ซ้าย ไม่ขวา ไม่ด่าสนธิ ไม่เชลียร์ทักษิณว่างั้นเถอะ! ข่าวก็คือข่าว ว่าไปตามข้อเท็จจริง
แม้แกรมมี่ จะถือหุ้นในโอเพ่นเรดิโอ 51% แต่ก็ไม่มีอำนาจในการครอบงำและกำหนดทิศทางการเสนอข่าวของไทยไทม์ เพราะกู๋ได้มอบสิทธิให้สำนักข่าวไทยไทม์แล้ว ก็ต้องเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขา
แกรมมี่เป็นองค์กรธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูง และเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ แต่ขาดบุคลากร ขณะที่ไทยไทม์ มีความสามารถด้านข่าว จึงน่าจะไปด้วยกันได้ดี
"..ยอมรับว่าเราอยู่ในยุคทุนนิยม แต่ทุนนิยมไม่ใช่เลวร้ายทั้งหมด มีด้านดีในแง่ความคล่องตัวในการบริหาร" ซีอีโอไทยไทม์ กล่าว
ที่สำคัญ 'พิรุณ' รู้จักกู๋ไพบูลย์มายาวนาน และรู้ว่าเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ ไม่ใช่คนเลว คนไม่มีสติปัญญา
สมัยที่พิรุณเป็นนักกิจกรรมฝ่ายซ้าย ทำงานจัดตั้งในเมืองระหว่างปี 2516-2519 ก็ยังคบหาสมาคมกับกู๋ ซึ่งตอนนั้นกู๋เป็น 'มาร์เก็ตติ้งแมน' แล้ว
สมัยที่พิรุณเปลี่ยนเป็น 'สหายขวาน' มีตำแหน่งในคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ระหว่างปี 2524-2528 ซึ่งพรรคการเมืองชนชั้นกรรมาชีพพรรคนี้ มีเป้าหมายโค่นล้มทุนนิยม กู๋ก็ยังดำรงความเป็นเพื่อนกับเขาไว้อย่างเหนียวแน่น
บางทีเรื่องอย่างนี้อธิบายไม่ได้ด้วยหลักคิดตะวันตก แต่มันเป็นเรื่องของคุณธรรมน้ำมิตรแบบคนตะวันออก อย่างตอนที่พิรุณไปล้มป่วยระหว่างเดินทางไปศึกษายังสหรัฐ ถึงขั้นผ่าตัดสมอง
กู๋ควักตังค์จ่ายค่ารักษาไป 6 ล้านบาท!
แต่ใช่ว่าคนทุกคนจะเป็น 'เพื่อนกู๋' ได้หมด! ด้วยเหตุนี้เอง พิรุณจึงค่อนข้างมั่นใจว่าโอเพ่นเรดิโอจะไม่ถูกนายทุนแทรกแซง
"ผมเชื่อว่าประชาชนไม่ได้โง่ถึงกับต้องถูกชักจูงความคิดได้ง่ายดาย ผมคบหาไพบูลย์ ผมสามารถดึงให้มาทำคลื่นข่าวได้ ก็คิดว่าเขาเป็นนายทุนที่มองเห็นประโยชน์ของส่วนรวม"
นอกจากนี้ พิรุณยังวางพื้นที่ของการทำข่าวว่า จะให้พื้นที่กับข่าวภาคประชาชน หรือองค์กรพัฒนาเอกชนมากขึ้น เพราะปัจจุบันพื้นที่สำหรับคนกลุ่มนี้มีน้อย ขณะเดียวกัน ยังให้พื้นที่ให้กับพรรคฝ่ายค้านเพิ่มขึ้น เพื่อต้องการสร้างความสมดุลทางการเมือง
"ผมมาจากภาคประชาชน หากไม่มีสำนึกเลยจะอยู่ได้อย่างไร ภาคประชาชนและสื่อต่างๆ คอยตรวจสอบตั้งข้อสังเกตสำนักข่าวน้องใหม่ ให้คอยจับตาดูได้เลยว่าเราจะให้เวทีฝ่ายค้าน และเวทีภาคประชาชนจริงหรือไม่"
คำมั่นสัญญาของพิรุณ กำลังทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ คือการผสมผสานระหว่าง 'ทุนนิยม' กับ 'อุดมคติ'
หากพันธมิตรโอเพ่นเรดิโอ และไทยไทม์ ก้าวไปด้วยความราบรื่นและประสบความสำเร็จ
เมื่อถึงวันนั้น..ก็คงเป็นวันที่กู๋จะก้าวเดินไปบนถนนคนข่าวอย่างภาคภูมิใจ!
กู๋ชนะแล้วเตี่ยจ๋า! ทุนนิยมอุดมคติจงเจริญ!
(ล้อมกรอบ)
ประเด็น
รวมพลคน (ข่าว) เสื้อแดง
เนื้อเรื่อง
นักข่าวรุ่นน้องหลายคนที่ไม่รู้จักพิรุณ แต่รู้จักกู๋.. มักจะคิดแบบรวบยอดว่า สำนักข่าวไทยไทม์จะมารับใช้รัฐบาลทักษิณ
ในฐานะที่ 'พิรุณ' เป็นคนเดือนตุลารุ่นใหญ่ คือทำกิจกรรมมาก่อนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
ดังนั้น 'สหายเดือนตุลา' ในพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็น น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช, ภูมิธรรม เวชยชัย, จาตุรนต์ ฉายแสง, อดิศร เพียงเกษ และพินิจ จารุสมบัติ
เรียกเขาว่า 'พี่' ทุกคน!
รวมทั้ง 'สหายเดือนตุลา' ซีกฝ่ายค้านก็คุ้นเคยกันดี แม้กระทั่ง เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ก็ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ
ด้วยความเป็นพิรุณ นักคิดฝ่ายซ้ายที่มากบารมีในหมู่คนเดือนตุลา เขาจึงถูกชักชวนให้เข้าร่วมกับพรรคการเมืองหลายพรรค แต่เขาปฏิเสธ พร้อมพูดแบบทีเล่นทีจริงว่า "ผมมีพรรคคอมมิวนิสต์ฯ อยู่แล้ว"
จะว่าไปแล้ว พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ยังดำรงอยู่ คณะกรรมการกลางพรรคฯ ชุดสมัชชา 4 ก็ยังดำรงอยู่
ฉะนั้น ตำแหน่งกรรมการกลางพรรคของสหายขวาน ก็น่าจะอยู่มั้ง? (เรื่องนี้ต้องถามลุงดิน-ฮา!)
"ที่ผ่านมาผมได้พิสูจน์ตัวเอง ในวงการสื่อจะรู้ว่าผมเป็นคนอย่างไร เพราะผมเคยเข้าป่า 7 ปีครึ่ง ออกจากป่าก็ติดคุก 5 ปีกว่า เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่า ไม่ยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการ หรือการดำเนินการที่ไม่ถูก ฉะนั้นตลอดเวลาที่ทำรายการวิทยุมาตั้งแต่ปี 2513 สมัยยังเป็นนิสิตจุฬาฯ ผมไม่เคยมัวหมองในเรื่องการรับใช้อำนาจการปกครอง หนังสือพิมพ์และนิตยสารที่ผมทำ หรือแม้แต่รายการวิทยุก็เคยมีปัญหาถูกปิด"
ด้วยความเป็นซ้ายเก่า ผองเพื่อนเดือนตุลาจึงเข้ามาร่วมงานกับสำนักข่าวไทยไทม์หลายคน อาทิ กมล กมลตระกูล ที่เคยร่วมกันทำนิตยสารวรรณกรรมเพื่อชีวิต ซึ่งเป็นยุคแสวงหาของนักศึกษายุคก่อน 14 ตุลา หรือณัฐพัฒน์ บำรุงฤทธิ์ อดีตปลัดหัวเอียงซ้าย
ปัจจุบัน พิรุณ ได้รับเชิญจากเพื่อนพ้องน้องพี่ให้มาเป็นประธาน 'มูลนิธิสายธารประชาธิปไตย' ซึ่งเป็นองค์กรใหม่ ที่บรรดาคนรุ่น 14 ตุลา และคนรุ่น 6 ตุลา ร่วมกันก่อตั้งขึ้นมาเมื่อสองปีที่แล้ว
เนื่องจากพิรุณเป็นคนเดียวในรุ่นนี้ที่ห่างไกลจากการเมืองของนักเลือกตั้ง!
แม้ในด้านการเมือง พิรุณอาจพ้นข้อครหา แต่ในอีกด้านหนึ่งที่เกี่ยวพันกับกู๋ คงต้องอธิบายกันอีกหลายยก
"เรื่องความสัมพันธ์กับคุณไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ก่อนหน้านี้แม้คุณไพบูลย์จะมีปัญหา ผมก็ไม่เคยออกมาปกป้อง
"ผมเชื่อว่าเจ้าของหนังสือพิมพ์หลายฉบับที่คิดว่ามีจุดยืน และรักประชาธิปไตย ผมคิดว่าไพบูลย์มีมากกว่า เราสองคนเคยร่วมกันคัดค้านสุจินดาในเหตุการณ์พฤษภาวิปโยค เขาไม่เคยอวดโอ้เรื่องพวกนี้"
ฉะนั้น พิรุณจึงเชื่อว่ามิตรสหายในค่ายมติชน จะเข้าใจในการตั้งสำนักข่าวของเขาครั้งนี้
"ชีวิตผมไม่ต้องเชลียร์ไพบูลย์ เราเป็นเพื่อนกันมา 30 ปี.. อยากให้สังคมเปิดโอกาสให้เขากับผมร่วมมือกัน"
บทพิสูจน์ความเป็นพิรุณครั้งแรกที่สัมผัสได้ คือไม่มีภาคประชาชนองค์กรไหน ออกโรงประท้วง 'กู๋ฮุบคลื่นหมาแก่'
เห็นมั้ยล่ะว่า กู๋คิดไม่ผิดหรอกที่ไม่คบคนเสื้อแดง?
|
|
|
|
|
|
|
|