เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O

เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
บุคคลโลก O

เรื่องสั้น O
สิงห์สนามหลวง O
พี่เลี้ยงนอกเวที O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ชีวิตแบบอ๋อย..อ๋อย O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 

สัมภาษณ์พิเศษ / เรวดี

"ดิฉันเป็นคนไลฟ์ลี่.." เรวดี จันทวิช ผู้หญิงของแม็กซิม่า

ในโลกของธุรกิจ การทำ 'กำไร' อันนับเป็นเป้าหมายสูงสุด ย่อมมีวิธีการที่แตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบของธุรกิจ ที่สำคัญ อาจต้องมีกลยุทธ์เฉพาะตัวเพื่อความเป็น 'ที่หนึ่ง' ในกลุ่มของธุรกิจนั้นๆ

สัมภาษณ์พิเศษฉบับนี้ มีเรื่องราวของหญิงเก่งคนหนึ่ง ที่ดำเนินธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 'บิลท์อิน' เจ้าแรกในประเทศไทย ที่มีฝีมือเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าพิเศษเฉพาะในหมู่ผู้หลงใหลความสะดวกสบาย หรูหรา และทันสมัยสมกับโลกยุคใหม่

เรวดี จันทวิช หรือ 'เล็ก' กรรมการผู้จัดการ บริษัท แม็กซิม่า มาสเตอร์ จำกัด ผู้ให้กำเนิดเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน แบรนด์ 'แม็กซิม่า' มานานกว่า 10 ปี

บนเนื้อที่กว่า 2,000 ตารางเมตร ของห้องโชว์รูมสีส้มสดใส ชั้น 3 ซีคอนสแควร์ เป็นสถานที่ที่ 'เนชั่นสุดสัปดาห์' มีโอกาสได้พูดคุยกับหญิงมากความสามารถผู้นี้ และได้ทราบว่าแม็กซิม่ามีโครงการที่จะเปิดตัวเฟอร์นิเจอร์ตู้บิลท์อินแสนอลังการ ที่เรียกว่า ซีรีย์เอ็กซ์ 3000 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามมาแล้วกับ 2 รุ่นแรก ที่เรียกว่า ซีรี่ย์เอ็กซ์ 1000 และ ซีรี่ย์เอ็กซ์ 2000

ต้องยอมรับว่า เหตุผลหนึ่งของการหาโอกาสพูดคุยกับเธอผู้นี้ มาจากการที่มีชื่อเธอปรากฏในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทสัญชาติสิงค์โปร์ นามว่า บริษัท โพรบิเชอร์ พีทีอี จำกัด ซึ่งตามข่าว บริษัทนี้ได้เข้ามาถือหุ้นอยู่ถึง 48.5 เปอร์เซ็นต์ ในบริษัท ไทยแอร์พอร์ตส์ กราวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ แท็กส์ ซึ่งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ว่าจ้างให้บริหารจัดการเขตปลอดอากรที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเช่าพื้นที่ภายในเขตปลอดอากร 40,000 ตารางเมตร เป็นเวลา 10 ปี เพื่อจัดตั้งฟรีโซน โลจิสติกส์เซ็นเตอร์ หรือเอฟแอลซี สำหรับอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบกิจการภายในเขตปลอดอากร

กระทั่งมีการตรวจสอบถึงความโปร่งใสในการว่าจ้างดังกล่าว เพราะพบว่าไม่ได้มีการเปิดประมูลตามขั้นตอน ที่สุดข่าวหลายหัวก็รายงานว่าในส่วนของผู้ถือหุ้นโพรบิเชอร์ที่เป็นคนไทย คือเจ้าของธุรกิจแม็กซิม่าผู้นี้

อย่างไรก็ดี ขณะที่ประเด็นปัญหาดังกล่าวยังมีการตรวจสอบกันอยู่ สัมภาษณ์พิเศษชิ้นนี้ จึงขอทำหน้าที่แนะนำสตรีผู้ตกเป็นข่าวนี้ ผ่านทางแนวคิดในการบริหารธุรกิจที่เธอรักที่สุดอย่างแม็กซิม่า ซึ่งมาจาก 'มันสมอง' ของเธอล้วนๆ จนสามารถนำพาให้แม็กซิม่าไม่เพียงมีผลประกอบการอย่างน่าอัศจรรย์แล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นที่หนึ่งในเรื่องเฟอร์นิเจอร์ตู้บิลท์อิน

นอกเหนือจากอีก 5 บริษัทที่เธอเป็นกรรมการอยู่ คือ บริษัท ซีคอน พาราวู้ด จำกัด จำหน่ายเฟอร์นิเจอร์, บริษัท บิส แอดไวซอรี่ จำกัด ให้บริการด้านการจัดการและให้คำปรึกษา ค่านายหน้า

บริษัท พานาเนีย จำกัด ธุรกิจนำเข้าและส่งออกสินค้าตามวัตถุประสงค์ของบริษัทขายส่งสินค้าตามวัตถุประสงค์เป็นตัวแทนนายหน้า, บริษัท แม็กซิม่า กรุงเทพ จำกัด ธุรกิจขายส่งและขายปลีกเฟอร์นิเจอร์ ให้บริการติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ ขายอุปกรณ์ส่วนควบกับเฟอร์นิเจอร์ และบริษัท อเมนิตี้ส์-ดีไซน์ (กรุงเทพ) จำกัด ธุรกิจนายหน้าตัวแทนส่งออกนำเข้าสินค้าตามวัตถุประสงค์ของบริษัทขายสินค้าตามวัตถุประสงค์ของบริษัท

และตบท้ายด้วยเรื่องราวชีวิตของเธอตั้งแต่วัยเยาว์ ที่ทำให้เรารู้ว่า...เธอผู้นี้ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา!

0 คุณเรวดีเริ่มต้นมากับแม็กซิม่าแต่อ้อนแต่ออก

ใช่ค่ะ ก็ 10 ปีที่แล้ว โดยดิฉันเป็นคนตั้งชื่อแม็กซิม่าเอง จริงๆ แล้วตอนนี้ดิฉันเองก็ทำธุรกิจอยู่หลายๆ ตัว มีหลายบริษัท แต่จะเป็นลักษณะที่ว่าเราทำธุรกิจที่บริษัทอื่น เราก็จะต้องมีผู้บริหารหลักอยู่ตรงนั้น เราก็จะเป็นแค่ส่วนหนึ่งของตรงนั้น แต่ถ้าตรงไหนเราเป็นผู้บริหารหลัก เราก็ต้องนำองค์กร และรู้เชิงลึกทุกอย่าง ในส่วนของแม็กซิม่า เราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านตู้เสื้อผ้าบิลท์อินระบบสมัยใหม่ที่เรียกว่าเป็น Specialize Business ก็คือเราเลือกที่จะเป็นนิชมาร์เก็ต (Niche Market) เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องตู้บิลท์อินเท่านั้น จากที่ได้ไปเจอตู้บิลท์อินตัวนี้ที่ออสเตรเลีย ก็เลยซื้อเทคโนโลยีและโนวฮาวมาพัฒนาต่อ แล้วตั้งแบรนด์เป็นของเรา ซึ่งหัวใจของตู้ตัวนี้คือ แอนตี้จัมพ์ เพราะปกติตู้ลักษณะนี้บานเลื่อนมักจะมีปัญหาเรื่องของการตกราง

แต่ของเรา เราศึกษามาแล้ว เพราะตัวแอนตี้จัมพ์ตัวนี้ได้รับรางวัลอินเตอร์เนชั่นแนลอวอร์ด ซึ่งตัวนี้หนึ่งบาน เราใส่ 4 ล้อ ล็อกหมดเลย เพราะฉะนั้นเวลาเลื่อนบานตู้จะไม่มีตกราง ที่สำคัญ ตู้ของเราสามารถทุบเข้าไปแรงๆ ได้เลย โดยที่กระจก ไม่อยากจะพูดว่าไม่แตกนะคะ แต่ว่าไม่เคยมีลูกค้าคอมเพลน (บ่น) แล้วก็แตกยากมากๆ เพราะฉะนั้นเรารับประกันตรงนี้ 10 ปีเลย ตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้วที่เราเริ่มทำ

0 คอนเซปต์ของของแม็กซิม่า

เรามีบิสสิเนสคอนเซปต์ที่ชัดเจนว่าเราเป็น The Specialist เพราะตอนนั้นเรามองเห็นว่าธุรกิจโรงงานทั่วไปจะผลิตโต๊ะ เก้าอี้ อะไรเยอะแยะไปหมด แต่ขณะนี้โลกมันโกลบัลไลเซชั่น กำแพงภาษี อาฟตา ดับบลิวทีโอ อะไรทั้งหลายลดลงจะเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เก้าอี้ตัวหนึ่งที่เมืองจีนเขาผลิตเยอะกว่า ราคาก็ต่ำกว่า เพราะฉะนั้นเราต้องคิดว่าทำยังไงจะสู้เขาได้ เราถึงทำตัวนี้ออกมาให้ Made to Order (ทำตามสั่ง) หรือ Customize (ผลิตตามแบบลูกค้า)

0 วิชั่นของแม็กซิม่า

เนื่องจากเราเป็นนิชมาร์เก็ต คือต้องการทำเรื่องเดียว นั่นคือเรื่องของบิลท์อิน เพราะฉะนั้นวิชั่นเรา คือ To Be Number One Built-In Wardrobes Organization คือเรื่องอื่นเราไม่รู้ แต่ถ้าเป็นเรื่องตู้บิลท์อิน เราจะต้องดีที่สุด และเป็นที่หนึ่งให้ได้

0 จุดเด่นของแม็กซิม่า

สมัยก่อนจะมีตู้อยู่สองชนิด ชนิดแรกคือลอยตัว พอเอาเข้าไปวางก็จะเสียพื้นที่ข้างบน เสียพื้นที่ข้างๆ ไม่พอดี อีกชนิดหนึ่งก็คือตู้เพาะโครง คือต้องทำโครงข้างในก่อน แล้วเอาไม้อัดมาปะ จากนั้นจะขัดให้เนียนแล้วพ่นสีกลบ แต่วิธีการอย่างนี้เราจะต้องเข้าไปทำในบ้านลูกค้า และใช้เวลาในการทำนานมาก เปลี่ยนบ้านเราเป็นมินิแฟคทอรี่ ประมาณสองเดือนสามเดือนสี่เดือน บางบ้านหกเดือนก็มี แต่ของเรา เราเอาข้อดีข้อด้อยของตู้พวกนี้มาปรับใหม่ เพราะฉะนั้นเวลาเราไปวัดพื้นที่บ้านลูกค้าเป็นมิลลิเมตร แล้วเราตัดชิ้นส่วน ถึงตอนนั้นเท่ากับงานเสร็จแล้ว 80 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นพอยกเข้าไปในบ้านลูกค้า โดยอาศัยฝีมือช่างที่มีความชำนาญเข้าไปทำอีกประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์

แล้วข้อดีก็คือว่าเราทำงานเสร็จเร็วมาก ถ้าตู้ไซส์ธรรมดาเราจะทำประมาณ 4 ชั่วโมงเสร็จ แต่ถ้าเป็นตู้ใหญ่หรือใช้ตู้เยอะ เราก็จะใช้ช่างหลายๆ คน หลายๆ ทีม เข้าไปทำ นี่ก็คือจุดชนะของการที่เราเป็นตู้บิวล์อินสมัยใหม่ๆ คือเราจะใช้เวลาในบ้านลูกค้าให้น้อยที่สุด นอกจากเสร็จเร็วแล้ว ยังแข็งแรงทนทานอีกด้วย ตู้ดิฉันนี่รับรองความแข็งแรง อย่างราวแขวนเราใช้ราวเป็นวิศวกรรมโครงสร้างยึดข้าง คนโหนได้เลย

0 แต่ก็แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมาย คือ คนมีสตางค์

ค่ะ ไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนรูปไปเป็นอะไร จะสามเหลี่ยม จะรูปแห้ว จะแห้วแหว่งอะไรก็แล้วแต่ แต่ของเราชัดเจนก็คือว่าเราจับตลาดบน นิชมาร์เกตตัวนี้พิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ เราจับตลาดบน ที่ถึงแม้จะอยู่ในช่วงที่ฐานที่ข้างบนจะเล็กกว่า แต่เราถือว่าเป็นฐานที่ชัวร์ เพราะฉะนั้นเราชัดเจนว่าเราจับตลาดกลุ่มบน ไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนไปตามสภาวะเศรษฐกิจยังไง เราก็เอากลุ่มบนนี่แหละ

0 โครงสร้างทางธุรกิจเป็นอย่างไร

บิสสิเนส สตรัคเจอร์ขององค์กร คือ เรามีบริษัทแม็กซิม่ามาสเตอร์ที่ประเทศไทยเป็นบริษัทแม่ แล้วเราก็จะมีสาขาหรือคันทรี่พาร์ทเนอร์ในประเทศต่างๆ เช่นที่เรามีอยู่ตอนนี้ในมาเลเซีย เรียกว่าคันทรี่พาร์ทเนอร์มาเลเซีย 6 สาขา เขาก็ควบคุมดูแลในสิงคโปร์ บรูไน ไปถึงเวียดนามเลย โดยเราเป็นคนควบคุมมาตรฐานของงานให้เหมือนกัน หลังจากนี้เราก็แพลนที่จะขยายต่อในประเทศอื่น ส่วนในเมืองไทยตอนนี้ในกรุงเทพมี 4 สาขา คือเดอะมอลล์งามวงศ์วาน, ซีคอนสแควร์ บางนา และเอกมัย

0 หลักการบริหารขององค์กรคืออะไร

ดิฉันมีความเชื่อมากๆ ในเรื่องของทีมเวิร์ค Key Success ขององค์กร ประกอบด้วยหลายๆ อย่าง หนึ่งคือตัวบุคคล บุคคลที่เราให้ความสำคัญสูงสุดเลยก็คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายขาย ต้องมีการเทรน ต้องมีการฝึกอบรม เพราะว่าเขาจะเป็นด่านแรกที่จะต้องเจอกับลูกค้า เขาจึงต้องสามารถคุยกับลูกค้า เพื่อให้ได้คำตอบว่าเขาต้องการอะไร ในการที่จะมาเป็นข้อมูลเพื่อออกแบบตู้ให้โดนใจลูกค้ามากและเร็วที่สุด เช่นลูกค้าชุดยาวเยอะเราก็จะรู้ว่าอ๋อ ของคุณต้องใช้ไม่นัมเบอร์ 7 หรือนัมเบอร์ 14 อ้าวคุณมีกางเกงเยอะ รู้แล้วเบอร์ 9

ส่วนบุคคลที่สอง คือ เจ้าหน้าที่ฝ่ายติดตั้ง เพราะว่าเมื่อตัดชิ้นส่วนของไม้เอาเข้าไปติดตั้ง ซึ่งเราไม่ใช้คำว่าประกอบแต่ใช้คำว่า Installation เข้าไปติดตั้งในบ้านลูกค้า ต้องอาศัยฝีมือเขา เพราะว่าบ้านลูกค้าทุกหลังไม่เหมือนกัน ดิฉันบอกได้เลยว่าเรารับโปรเจค 380 ห้อง เราต้องวัดพื้นที่เป็นมิลลิเมตรทุกห้อง ทั้งๆ ที่ฟอร์แปลนของเขาเหมือนกัน แต่ว่าความเอียงไม่เหมือนกัน เพดานไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นการวัดของเราจึงวัดกันอย่างละเอียดยิบเลย เพราะฉะนั้น 2 บุคคลนี้เราจึงให้ความสำคัญสูงสุด นอกเหนือจากเทคโนโลยี ซึ่งเราก็จะสรรหามาปรับอยู่ตลอดเวลา

0 อย่างที่บอกว่าแม็กซิม่าเน้นลูกค้าระดับบน พูดถึงราคาคงไม่ธรรมดา

ค่ะ แต่ความจริงตู้ของที่นี่มีสตางค์เท่าไหร่ก็ซื้อได้ เพราะว่าถ้าเป็นยูนิตภายใน เราเริ่มตั้งแต่ราคา 1,500 บาท จนถึง 39,900 แต่ถ้าเป็นหน้าบานพร้อมระบบรางและระบบแอนตี้จัมพ์ตัวนี้ จะเริ่มที่ประมาณ 8,000 กว่าบาท จนถึงบานละ 30,000-40,000 บาท เพราะฉะนั้น หนึ่งตู้ที่เราทำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50,000 บาท แต่ว่าต่อลูกค้าที่ซื้อ ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 150,000 อันนี้คือเฉลี่ยนะคะ บางคนอาจจะซื้อ 50,000 หรือ 2,000,000 อย่างของคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งเป็นหมอหัวใจที่เก่งมากๆ เขาสร้างบ้านใหม่ และสร้างตู้ห้องเสื้อผ้าขนาด 8 คูณ 8 เมตร นิตยสารไปถ่ายภาพลงเยอะมากเลย หลังจากที่มีเพื่อนของคุณหมอท่านนี้เข้าไปดูปั๊บ เขาชอบมากเลย เขาก็มาทำกับเรา โดยสร้างบ้านไว้หนึ่งห้องเลยสำหรับตู้เสื้อผ้าที่ใหญ่ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นบ้านอย่างนี้ราคาของตู้ก็ออกมาล้านกว่าอยู่แล้ว ยังเคยมีของชาวต่างชาติ ที่เคยทำกับแม็กซิมา 2,500,000 ก็มีนะคะ (หัวเราะ)

0 แม็กซิม่ามีอะไรบ้าง

เรามีทั้งหมด 3 ซีรี่ย์ ที่ซีคอนสแควร์ปัจจุบันด้านขวาของร้านจะโชว์ซีรี่ย์เอ็กซ์ 1000 ด้านซ้ายเป็นซีรี่ย์เอ็กซ์ 2000 ส่วนเอ็กซ์ 3000 ที่เราเริ่มติดตั้งแล้วที่โชว์รูม เอคโค เอกมัย เมื่อปลายปีที่แล้ว มาปีนี้ดิฉันจะทำในโซนด้านหลังโชว์รูมที่ซีคอน ซึ่งต้องบอกว่าเป็นแผนงานของปีนี้ว่าจะเปิดตัวเอ็กซ์ 3000 อย่างเป็นทางการ โดยดิฉันตั้งใจทำตรงนี้ให้เป็นโชวรูมตู้บิวล์อินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย บนพื้นที่ 2,000 ตารางเมตรใหญ่ที่สุดในซีคอนสแควร์ ซึ่งต้องบอกว่าจะมีอะไรที่อลังการรออยู่แต่ขออุบไว้ก่อน บอกได้แค่ว่าจะเป็นแบบอภิมหาเศรษฐีเอาไว้หนึ่งตู้เพื่อที่จะให้คนมาดูเป็นไอเดีย เพราะฉะนั้นปีนี้จะเป็นปีที่เราสมบูรณ์ที่สุดเลย เรียกว่าเมื่อไหร่มาที่นี่ด้วยเรื่องตู้บิวล์อินเป็นอันจบ เพราะเราต้องการให้แม็กซิม่าเป็นคำตอบของตู้เสื้อผ้าบิลท์อิน

0 ที่ผ่านมาเคยมีเสียงบ่นจากลูกค้า หรือเจอวิกฤติอะไรบ้างไหมคะ

จะบอกว่าไม่มีเลยค่ะ ตอนที่เปิดที่มาเลเซีย เชื่อไหมปีแรกโต 300 เปอร์เซ็นต์ แม็กซิม่าที่มาเลเซียดังมากนะคะ เพราะสีส้มนี่แหละ ดิฉันไปไหนยื่นนามบัตร เขาจะบอกโอ้ว..แม็กซิม่า เวรี่เอ็กซ์เพนซีพ (แพงมาก) ปีนี้ก็เข้าปีที่ 3 มีรวม 6 สาขา คือ ตามันตุ้น กับ สุบังพาเลซ ที่กัวลาลัมเปอร์ เกอร์เนอร์พลาซ่า ที่ปีนัง อัมปัง เกรทอีสเทิร์นมอลล์ ที่อัมปัง กลัง บันดาร์ ที่บูกิต ติงกิ และ เซ็นทรัล บริคฟีลด์ ที่กัวลาลัมเปอร์ ดิฉันเลยอยู่มาเลเซียมากกว่าเมืองไทยเสียอีก(หัวเราะ) อาจจะเป็นเพราะว่าเราทำการบ้านเยอะตลอดเวลา ลูกค้าเก่าก็มักจะแนะนำลูกค้าใหม่มาให้ เรียกว่าเราได้ Loyalty (ความภักดี)จากลูกค้าสูงมากเลย ประทับใจมาก มีอยู่นิดหน่อยที่ลูกค้าจะบ่นคือ อุ๊ย...แม็กซิม่าแพง...(หัวเราะ) แต่ซื้อไปแล้วก็กลับมาซื้ออีก เพราะว่าลูกค้ากลุ่มที่เป็นนิชมาร์เกตของเรา และลูกค้าที่มีสตางค์ อันดับแรกต้องให้ชอบก่อน เมื่อพึงพอใจเขาก็ลืมแล้วว่าแพงหรือไม่แพง เพราะจริงๆ แล้วของเราถ้าจะพูดว่าแพงก็ไม่ถูกนัก ราคาอาจจะสูงแต่ว่าวัสดุเราดีมาก คือ ต้องบอกว่าคุ้มค่าเลย

0 ทำไมถึงเลือกมีสาขาที่มาเลเซียเยอะมาก

เพราะว่าคนมาเลเซียเขานิยมเลือกเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน คือครัว ซึ่งในโลกนี้เฟอร์นิเจอร์ที่คนนิยมทำเป็นบิลท์อิน มี 2 อย่างคือ ครัวกับตู้เสื้อผ้า เพราะฉะนั้นโดยเนเจอร์ของคนมาเลเซีย เขาจะรู้จักคำว่าบิลท์อินอยู่แล้ว เขาลงทุนบ้านหนึ่ง มี 2 ครัวเลย ครัวบางบ้านเป็นล้าน เพราะฉะนั้นคำว่าบิลท์อินเขาเข้าใจมาก พอเราเข้าไปปั้ง เราดิสเพลย์แรงมาก โชว์รูมแรกที่กัมมันตุ้ง สีส้มเราจี๊ดจ๊าดมาเลย โอโห้ขายดีมาก พาร์ทเนอร์ที่โน่นรวยมากเลย (หัวเราะ)

0 ด้วยภาวะเศรษฐกิจตอนนี้ที่กำลังถดถอย แม็กซิม่ามีกระเทือนบ้างไหมคะ

สำหรับเรา แม็กซิม่าเป็นนิชมาร์เกตของตู้เสื้อผ้าโดยเฉพาะ ปีที่แล้วตลาดบ้านเอื้อให้มากเลย ลูกค้าโครงการที่สร้างเสร็จแล้วโอนบ้านแล้วมีเยอะมาก อย่างคริสตัลพาร์คเพิ่งจะโอนเมื่อปลายปี ดิฉันก็ได้เริ่มหลังที่หนึ่ง ตอนนี้มีมาอีก 5 หลัง บ้านหลังหนึ่งราคา 40-80 ล้าน ข้างในมี 200 ล้านด้วย ปีที่แล้วดิฉันตั้งการเจริญเติบโตไว้ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ คนก็ถามว่าทำไม เราก็บอกว่าแน่นอนเพราะว่าหนึ่งเราเป็นนิชมาร์เกต สองเรามีซีรีย์เอ็กซ์ 2000 ซึ่งการตอบรับดีมาก ที่สุดผลประกอบการปีที่แล้วโตขึ้น 47.5 เปอร์เซ็นต์ เป็นยอดขายที่สูงสุดตั้งแต่ทำมา ก็เลยพาพนักงานไปเที่ยวกาญจนบุรี ขี่ช้างกันป่าแตกเลย ซึ่งก็ต้องขอบคุณตลาดอสังหาริมทรัพย์ด้วยที่เอื้อมาให้เพราะว่าบ้านที่เขาสร้างตอนนี้ เว้นที่ไว้ให้สำหรับตู้บิลท์อินทั้งนั้น

0 เก่งขนาดนี้ ช่วยเล่าเรื่องของตัวเองให้ฟังหน่อยสิคะ

ลืมหมดแล้วค่ะ (หัวเราะ) คุณพ่อชื่อพิทักษ์ จันทวิช เป็นคนกรุงเทพฯ มีคุณปู่เป็นขุนวิเศษวรสาร ซึ่งเป็นคนเก่งมาก ดิฉันต้องเอ่ยชื่อคุณปู่เลย เพราะว่าท่านได้รับตำแหน่งเป็นท่านขุนวิเศษวรสาร เป็นคนที่เขียนตำรายา แล้วนามสกุลจันทวิช รัชกาลที่ 5 ก็ทรงประทานให้ ส่วนคุณแม่ชื่อ สะแอบ เป็นคนปักษ์ใต้ จังหวัดตรัง แต่นามสกุลเดิมคือ ณ พัทลุง และอยู่ในครอบครัวของท่านพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (เจ้าเมืองตรัง) เพราะคุณป้าของคุณแม่หรือคุณยายได้แต่งงานกับน้องชายของพระยารัษฎานุประดิษฐ์ดิฉันก็เลยเป็นลูกครึ่ง (หัวเราะ)

0 เกี่ยวกับครอบครัว

คุณพ่อรับราชการอยู่ที่กรุงเทพฯ แล้วก็มีช่วงหนึ่ง ไปสอนนักเรียนที่ต่างจังหวัด แบบกันดารเลย ทั้งๆ ที่อยู่กรุงเทพฯ เป็นลูกท่านขุน คุณพ่อก็ไปที่จังหวัดตรัง ก็เจอกับคุณแม่ที่นั่น ดิฉันเองเกิดที่ตรัง เป็นบุตรคนโตและมีน้องอีก 2 คน ดิฉันโตที่นครศรีธรรมราช เพราะว่าคุณพ่อย้ายไปรับราชการที่นั่น ตอนนั้นคุณพ่อรับราชการกระทรวงมหาดไทย ตอนแรกดิฉันเรียนที่ศึกษากุมารี จากนั้นไปต่อที่กัลญาณีศรีธรรมราช โรงเรียนเดียวกับพี่สุรินทร์ พิศสุวรรณ และก็พี่แอ๊ว สุพัตรา มาศดิษ ต่อมาดิฉันได้รับทุนนักเรียนแลกเปลี่ยนเอเอฟเอสไปอเมริกา ก็ยังได้ไปเจอกับพี่สุรินทร์ที่นั่นด้วย ตอนนั้นเขาเรียนฮาร์วาร์ด ก็ได้เจอกัน ไปเยี่ยมกัน น่ารักมาก

พอกลับมาเมืองไทย ก็ตั้งใจจะสอบเข้าจุฬาลงกรณ์ แต่ตอนมาถึงดิฉันได้ไฮสกูลจากที่อเมริกามาแล้ว พอมาถึงปั๊บก็เลยอยากไปทดลองเรียนที่รามคำแหง คณะมนุษย์ศาสตร์ เพราะว่าเราชอบภาษาอังกฤษมาก ปรากฏว่าดิฉันเข้าไปเรียนที่รามฯ ดิฉันได้ 27 หน่วยกิตในปีแรกเลย เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่างั้นเรียนต่ออีกหน่อย สุดท้ายก็เรียนจบภายใน 3 ปีโดยที่ไม่ได้เรียนซัมเมอร์ด้วยซ้ำ

0 สมัยเด็กดื้อไหมคะ

ไม่รู้สิ (หัวเราะ) ดิฉันว่าดิฉันเป็นคนไลฟ์ลี่นะ เป็นคนสดชื่น แล้วก็มีระเบียบวินัย แต่ไม่ใช่เรียบร้อยแบบผ้าพับนะ แต่จะกล้าแสดงออก สนุกสนาน เป็นหัวหน้าชั้น เป็นประธานโรงเรียนตั้งแต่เด็ก ยังเคยได้รับทุนประพฤติดีด้วยของกัลญาณีศรีธรรมราช คือเป็นเด็กกิจกรรม แล้วก็เรียนดีด้วย ตอนเที่ยงๆ ดิฉันเคยจับเด็กมาสอนหนังสือเยอะแยะเลย ตั้งแต่อนุบาลจนโต มา ม.ศ.4-5 มีเพื่อนคนหนึ่งเขาพิการ ทุกเที่ยงดิฉันจะสอนภาษาอังกฤษให้เขา เพื่อที่จะช่วยให้เขาสอบได้ คือจะชอบอย่างนั้นค่ะ นี่ถ้าไม่ถามก็เกือบลืมไปแล้วนะคะเนี่ย (หัวเราะ)

0 ที่บ้านปลูกฝังอะไรเป็นพิเศษคะ

คุณพ่อกับคุณแม่ดิฉันเป็นคนใจดีมาก แต่ถ้าเรามีกิจกรรมอะไรนอกบ้าน คุณพ่อกับคุณแม่จะไม่อนุญาตให้ดิฉันไปไหนๆ ไม่ว่าจะไปทัศนศึกษา ไปดูหนัง เขาจะพาไปเอง แต่ที่บ้านจะเวลคัมทุกคน เพื่อนมาที่บ้านจะรักคุณพ่อกับคุณแม่มาก จะทำกับข้าวทำขนมให้ทาน สมัยก่อนบ้านเรารั้วใหญ่มาก มีต้นไม้เยอะ คือเพื่อนมาวิ่งเล่นได้อย่างเต็มที่เลย

0 จุดไหนที่สนใจเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน ทั้งๆ ที่เรียนจบมนุษยศาสตร์

ตอนที่เรียนหนังสือ อาจารย์ก็บอกว่าสาขานี้ทำได้หมดทุกอย่าง และดิฉันเชื่อว่าทุกๆ เรื่อง ถ้าเราเรียนรู้ เราก็จะรู้ สังเกตดูสิเวลาเราคิดเรื่องอะไรสักเรื่องหนึ่ง ถ้าเราบอกว่าคิดไม่ออก มันก็จะถูกบล็อกหมดเลย แต่ถ้าเมื่อไหร่เราเริ่มคิด ความคิดมันจะหลั่งไหลมาอย่างมหัศจรรย์มาก เพราะฉะนั้นเรื่องตู้ ตอนแรกอาจเป็นเพราะว่าดิฉันเห็นตู้บิลท์อินตั้งแต่สมัยเรียนที่อเมริกา ตอนได้ทุนเอเอฟเอสนั่นแหละค่ะ ก็ไปเห็นตู้ชนิดนี้ ชอบมากเลย และมีความรู้สึกว่าเหมาะกับตลาดเมืองไทย ใช้พื้นที่น้อย ประโยชน์ใช้สอยเยอะ สวยงาม ฝุ่นไม่เข้า มันก็ติดอยู่ในหัวตลอดเวลา สุดท้ายเดินทางไปที่ออสเตรเลีย ก็ไปเจอตัวแอนตี้จัมพ์ตัวนี้ ก็เลยซื้อไลเซ่นมา โดยที่มีข้อตกลงกันว่าวันนี้ต้องไม่ไปเปิดตู้นี้ที่ออสเตรเลีย ดังนั้นแมกซิม่าจึงเป็นอะไรที่ดิฉันอาจจะลำเอียง รักมากเป็นพิเศษ แล้วก็อินมาก

0 ก่อนทำแม็กซิม่าทำอะไรมาก่อนคะ

ดิฉันเคยทำเกี่ยวกับหนังสือนี่แหละ (ยิ้ม) โดยทำอยู่สำนักพิมพ์ในกลุ่มพีเอสเอ กลุ่มของแอดวานซ์พับลิชชิ่งที่ทำนิตยสารดิฉัน เคยซื้อเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิคมาทำรายการออกอากาศ ก็จะอยู่ในเรื่องของมีเดียมาก่อน จากนั้นก็มาทำธุรกิจอีกหลายตัว ก็มีบริษัทที่ลงทุนร่วมกับเพื่อนต่างชาติ เช่นเพื่อนญี่ปุ่นอยากทำธุรกิจส่งออกในเมืองไทย เราก็ร่วมหุ้นด้วยแต่ว่าตัวเขาจะเป็นคนดำเนินการ ยังมีเพื่อนจากเยอรมัน ออสเตรเลีย เข้ามารวมทุนกัน หรือมีบริษัทในสิงคโปร์สำหรับการลงทุนในหลายประเทศ แต่ตัวนั้นเราจะไม่เข้าไปบริหาร คือลงทุนเสร็จเรียบร้อย ได้เวลาควรจะขายหุ้นก็ขายหุ้นออกไป

0 อนาคตเป้าหมายทางธุรกิจวางอะไรไว้บ้าง

ตั้งใจจะเอาภาษาอังกฤษเข้ามาทำให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษได้ ตอนนี้กำลังติดต่อกับทางอเมริกาและมาเลเซียอยู่ แต่ว่าอาจจะไม่ได้เป็นตัวหลักในการรันแบบแม็กซิม่า แต่จะเป็นตัวที่เริ่มก่อตั้งให้ แล้วก็หาคนมารันต่อ เพราะเราอยากจะเอาซอฟท์แวร์ดีๆ จากเมืองนอกแล้วมาคิดบิสสิเนสโมเดลให้คนไทย เพราะภาษาอังกฤษสำคัญมาก คอมพิวเตอร์ด้วย คนไทยต้องพูดภาษาอังกฤษให้ได้ ถามว่าเรารักเมืองไทยไหม รัก แต่ภาษาเป็นเรื่องสำคัญ ได้ภาษา ได้คอมพิวเตอร์ไปที่ไหนก็ได้ในโลก

0 แล้วเป้าหมายชีวิต

หลังจากที่ขยายแม็กซิม่าไปหลายๆ ประเทศแล้ว ก็จะใช้เวลาที่เหลือท่องเที่ยว คือ ถ้าเราไปสร้างบิสสิเนสแต่ละจุดแล้วเรามีคนรันอยู่ที่นั่น เราก็เก็บไลเซ่น ซึ่งเราก็ไม่ได้เก็บเยอะนะคะ เราก็ต้องแชร์กัน ดิฉันเป็นคนที่แฟร์มาก อย่างทำกับมาเลเซีย เราแบ่ง 50-50 แต่ว่าเวลาบริหารประจำวัน เขาต้องได้เยอะกว่าดิฉัน เพราะดิฉันไม่ได้ไปทุกวัน เพราะฉะนั้นการเก็บไลเซ่นก็เหมือนกัน เราก็เก็บน้อยๆ แต่เราไปซัพพอร์ทให้เขาเป็นธุรกิจนี้ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่ดิฉันมีสาขาหลายๆ ประเทศแล้ว ดิฉันก็จะเริ่มรีไทร์ตัวเองออก และก็ไปท่องเที่ยว พาหลานไปเที่ยวด้วยเพราะเราไม่มีลูก นั่นคือจุดที่วางไว้ ฟังดูดีไหมคะ (หัวเราะ)

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com