เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O

ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O

เรื่องโม้ๆ นักเรียนนอก O
โสภณ องค์การณ์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O

ข่าวต่างประเทศ (1) O
บุคคลโลก O

เรื่องสั้น O
สิงห์สนามหลวง O
พี่เลี้ยงนอกเวที O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O
ชีวิตแบบอ๋อย..อ๋อย O

กีฬา O




ปีที่   14   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 

รายงานพิเศษ(3) / เอฟทีเอ

สิทธิบัตรยา : เรื่องใหญ่ที่คนไทยต้องรู้

การเจรจาทำความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทย-สหรัฐ ได้มาถึงรอบที่ 6 แล้ว และเป็นรอบที่มีการเคลื่อนไหวคัดค้านจากภาคประชาชนหนักหน่วงยิ่ง มีคนมาร่วมชุมนุมที่จังหวัดเชียงใหม่ นับหมื่นคน

ถามว่าทำไมผู้คนมากกลุ่มและหลากหลายอาชีพ จึงมารวมตัวกันมากขนาดนี้?

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ แกนนำกลุ่มเอฟทีเอวอทช์ ผู้อำนวยการไบโอไทย กล่าวว่าการระดมพลครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่สุด เพื่อต่อต้านการทำเอฟทีเอระหว่างไทยและสหรัฐ เพราะการเจรจาเหลือเพียงแค่ 2-3 ครั้งก็จะยุติแล้ว และการเจรจาในไทยนั้นถือเป็นครั้งสุดท้าย จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว เพื่อให้รัฐบาลยุติการเจรจา และต้องการให้รัฐบาลสหรัฐทราบถึงความไม่พอใจของประชาชนไทย

เฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา วิฑูรย์ได้สรุปถึงผลกระทบไว้ ดังนี้ 1) กลุ่มผู้ติดเชื้อประมาณ 6 แสนคนจะต้องซื้อยาราคาแพงขึ้นมาก 2) ภายใน 10 ปีค่าใช้จ่ายด้านยาจะเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 33,468-216,456 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งหมด รวมทั้งระบบบริการสุขภาพด้วย 3) การขยายการผูกขาดยา จะส่งผลต่อการผลิตและพัฒนายาในประเทศ โดยสัดส่วนการผลิตยาภายในประเทศ : ภายนอกประเทศ ปัจจุบันอยู่ที่ 54:46 จะกลายเป็น 25 :75 ภายใน 10 ปีข้างหน้า

ดังนั้น การทำเอฟทีเอกับสหรัฐในประเด็นนี้ ไทยคงไม่ได้ผลประโยชน์ใดๆ

อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าในการเจรจาต้องมองภาพรวมของประเทศ และอาจมีบางกลุ่มที่เสียประโยชน์

คำถามคือว่า กลุ่มที่ได้ประโยชน์นั้นเป็นใคร หากคิดจากจำนวนประชากรทั้งหมดแล้ว เป็นคนส่วนน้อยหรือคนส่วนใหญ่ เพราะจากที่ได้ติดตามข่าวสารมา ดูเหมือนว่าประชาชนระดับรากหญ้าและชนชั้นลูกจ้าง ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คนกลุ่มนี้ต่างหากที่จะได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิบัตรยา อันจะส่งผลให้คนไทยต้องจ่ายค่ายาแพงขึ้นอีกหลายเท่า!

ดังที่ รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยเภสัชสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่สหรัฐเสนอในการเจรจาเอฟทีเอนั้น ล้วนเป็นเรื่องที่เอาเปรียบประเทศไทย โดยเฉพาะประเด็นการคุ้มครองข้อมูลการทดลองยา (Data Exclusivity) ซึ่งกำลังเข้าสู่วงจรบีบบังคับประเทศกำลังพัฒนาอีกครั้ง เหมือนกับที่เคยบังคับให้ไทยออก พ.ร.บ.สิทธิบัตร สหรัฐอ้างว่าไทยไม่ให้การคุ้มครอง หรืออ้างว่าไทยไม่ทำตามข้อตกลงทริปส์ มาตรา 39 เรื่องการคุ้มครองข้อมูล ซึ่งไม่จริง เพราะใน พ.ร.บ.ความลับทางการค้าของไทย มีความคุ้มครองนี้อยู่แล้ว

"ทำไมสหรัฐต้องการการผูกขาดในข้อมูล เพราะสหรัฐต้องการผูกขาดตลาดด้วย มีผลให้ยาแพงขึ้น ไม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล ไม่สามารถใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิหรือการนำเข้าซ้อนได้ จากการวิเคราะห์ราคายาที่ติดสิทธิบัตรและยาสามัญมีราคาต่างกันถึง 10 เท่า ระบบทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐที่จะบรรจุในเอฟทีเอเป็นการขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรจาก 20 ปี เป็น 25 ปี ทำให้ปิดกั้นการศึกษาวิจัยพัฒนาของอุตสาหกรรมยาภายในประเทศ นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุข ทั้งในการจัดหายาใหม่และจัดหายาให้ทั่วถึงด้วย" และว่า

เนื้อหาการเจรจาที่ยอมรับไม่ได้คือ การขยายอายุสิทธิบัตร การผูกขาดข้อมูลการทดลองยา การให้หน่วยงานของรัฐคือองค์การอาหารและยา (อย.) ทำหน้าที่เป็นตำรวจสิทธิบัตร

บทความเรื่อง 'ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-สหรัฐอเมริกา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญากับผลกระทบต่อระบบยา และระบบสุขภาพของประเทศไทย' รศ.ดร.จิราพร ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบต่อระบบยาและระบบสุขภาพในประเทศไทยว่าจำแนกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ 1) เป็นข้อเรียกร้องในการขยายการคุ้มครองในเทคโนโลยีขั้นสูง และขยายการคุ้มครองสิทธิบัตรถึงการประดิษฐ์ทุกประเภท รวมถึงพืช สัตว์ ซอฟต์แวร์ และวิธีการดำเนินการทางธุรกิจ ซึ่งเทคโนโลยีขึ้นสูงเหล่านี้ล้วนเป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่สามารถผลิตได้โดยประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น และจากการวิจัยศึกษาข้อมูลคำขอรับสิทธิบัตรยาที่ยื่นขอตั้งแต่ พ.ศ.2535-2545 จำนวน 2,444 คำขอ พิจารณาตามสัญชาติของผู้ยื่นคำขอพบว่าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ เป็นอเมริกัน ญี่ปุ่น สวิส สวีเดน มีคำขอของคนไทยคิดเป็นร้อยละ 1.31

2) เป็นข้อเรียกร้องในการขยายอายุการคุ้มครอง ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์ สิทธิบัตรโดยตรงโดยอ้อม และการจำกัดการใช้ข้อมูล ซึ่งเป็นการให้ผลประโยชน์ผูกขาดแก่เจ้าของสิทธิบัตรนานขึ้น โดยอ้างว่ากระบวนการรับจดสิทธิบัตรนั้นล่าช้า ทั้งที่ถ้าพิจารณากฎหมายสิทธิบัตรของไทย กระบวนการล่าช้าเกิดจากเจ้าของคำขอ เพราะกฎหมายให้เวลาถึง 5 ปีหลังจากเปิดเผยคำขอในการยื่นคำร้องให้พิจารณา...

จากผลการศึกษาราคายาต้านไวรัสเอดส์ พบว่า รายจ่ายค่ายาในแต่ละวันของยาต้นกำเนิด (ยาติดสิทธิบัตร) แพงกว่ายาชื่อสามัญ 2-10 เท่า หากพิจารณาจากค่ายา พบว่า ราคายาต่อวัน ถ้าเป็นยาชื่อสามัญ ราคา 40-448 บาท แต่ถ้าเป็นยาต้นกำเนิด ราคา 252-791 บาท ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 170 บาทแล้ว ยาในสูตรที่เป็นยามีสิทธิบัตรแพงมาก สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำรายวัน 1.5-4.7 เท่า

3) เป็นข้อเรียกร้องในการผูกขาดข้อมูลสิทธิบัตรในประเทศพัฒนาแล้ว โดยให้กระบวนการขอสิทธิบัตรในประเทศตนมีผลบังคับใช้ประเทศกำลังพัฒนาด้วย หรือเรียกร้องให้เป็นสมาชิกสนธิสัญญาว่าด้วยความร่วมมือทางสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty)

นอกจากผู้ป่วยจะต้องจ่ายค่ายาแพงขึ้นแล้ว ในระดับประเทศก็จะมีผลกระทบไม่น้อย ดังที่ สารี อ๋องสมหวัง ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ 3.42% ของจีดีพี และยาที่แพงขึ้นจะเป็นปัญหาต่อระบบหลักประกันสุขภาพ และภาระการคลังของประเทศ ความเท่าเทียมและเป็นธรรมในระบบหลักประกันสุขภาพไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และก่อให้เกิดปัญหาคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข เช่น มาตรฐานการรักษา ทั้งยังอาจถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่ม

"ไม่มีประเทศใดได้ประโยชน์จากระบบทรัพย์สินทางปัญญา ยกเว้นประเทศพัฒนาแล้ว ฉะนั้น จะต้องไม่นำระบบทรัพย์สินทางปัญญามาเจรจาในพหุภาคีและทวิภาคี ยกเลิกระบบสิทธิบัตรยาที่จำเป็นต่อชีวิต ให้รวมระบบประกันสุขภาพของประเทศในกองทุนต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ให้มีมาตรฐานเดียวกัน มีองค์กรควบคุมกำกับดูแลคุณภาพและราคายาที่เป็นอิสระ โดยประกอบด้วยตัวแทนนักวิชาการ องค์กรผู้บริโภคและผู้ป่วยที่ใช้ยา กำหนดเพดานกำไรยาแค่ 3% และรัฐต้องคุ้มครองระบบการผลิตในประเทศ"

นิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า กลุ่มผู้ติดเชื้อจะได้รับผลกระทบโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิบัตรยาต้านไวรัสเอดส์ ทำให้ยาราคาสูงขึ้น นิมิตร์เชื่อว่าสหรัฐจะพยายามให้ไทยยกเลิกการใช้ข้อบังคับตามกรอบ WTO ที่ยืดหยุ่นเกี่ยวกับสิทธิบัตรยา อนุญาตให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ สามารถผลิตยาที่มีการจดสิทธิบัตรได้หากมีความจำเป็น

"เราเกรงว่าในที่สุดจะทำให้ผู้ติดเชื้อไม่มียาต้านไวรัสใช้ เพราะยาที่ผู้ติดเชื้อกว่า 80,000 คน ที่ระบบประกันสุขภาพหลักจ่ายยาให้อยู่ในทุกวันนี้ เป็นยาที่องค์การเภสัชกรรมผลิตขึ้นมาใช้เองได้ หากทำข้อตกลงเอฟทีเอไปแล้ว จะไม่สามารถผลิตยาต้านไวรัสตัวใหม่ได้อีกต่อไป ขณะที่ผู้ติดเชื้อยังมีความจำเป็นต้องใช้ เพราะยาต้านไวรัสตัวหนึ่งสามารถใช้ได้ 3-5 ปี จากนั้นมันจะดื้อยา ถ้าเราไม่สามารถผลิตเองได้เหมือนเดิม ค่าใช้จ่ายของผู้ติดเชื้อจะพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งเอฟทีเอไม่ได้ส่งผลกระทบแต่เฉพาะยาต้านไวรัสเท่านั้น แต่รวมไปถึงยาทุกตัวด้วย"

เรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ!

 

 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com