 |
|
 |
| ปีที่ 14 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2549 |
 |
|
รายงานพิเศษ(1) - ครูที่แท้
ครูที่แท้คือ... เด็กวัดผู้รับใช้โลก
ปัจจุบัน "มหาวิทยาลัยผลิตให้ได้แต่ผู้ที่ไม่ยอมกินน้ำพริกถ้วยเดียว เรามีแต่การศึกษาที่รับใช้เศรษฐกิจ การเมือง ไม่รับใช้ศีลธรรม ศีลธรรมจึงหายหน้าไป มีการยกพวกตีกัน ล้างผลาญกันในโรงเรียน หรือแม้แต่ในมหาวิทยาลัย
มีการศึกษาที่หญิงไม่ยอมเป็นหญิงหรือเป็นแม่ ชายไม่อาจเป็นชายหรือเป็นพ่อ แต่มีการศึกษาที่ทำให้แย่งงานกันระหว่างชายกับหญิง โดยอ้างสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ได้เป็นกะเทยกันทั้งหมด มีปัญหาอันแสนจะโง่เง่าว่าใครจะเป็นช้างเท้าหน้าเท้าหลังกันในระหว่างผัวเมีย ซึ่งปัญหาเช่นนี้ไม่มีในบรรพบุรุษผู้กินน้ำพริกถ้วยเดียว"
ท่านพุทธทาสแสดงธรรมเรื่อง 'น้ำพริกถ้วยเดียว แก้ปัญหาได้หมดทั้งโลก' เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2531 ที่สวนโมกขพลาราม จึงขอยกมาฝากท่านผู้อ่านในช่วงเวลาวันเด็กและวันครูในคราวเดียวกัน เพราะครูหรือพ่อแม่คือผู้แสดงโลกให้กับเด็ก เด็กวันนี้เป็นอย่างไร ก็เพราะเอาอย่างครูหรือผู้ใหญ่เป็นแบบนี่เอง
ที่สำนักสงฆ์เขาสันติ เลขที่ 135 ถ.หมู่บ้านเขาตะเกียบ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เราได้พบกับหลวงพ่อสองรูป ที่บวชไม่สึกจนได้รับปริญญาของท่านพุทธทาส คือเป็นเด็กวัดผู้รับใช้โลก เป็นน้ำพริกถ้วยเดียวที่แก้ปัญหาสังคมหรือโลกได้ เพราะท่านทั้งสองสมัยก่อนตั้งใจเพียงบวชเรียนตามประเพณี แต่เมื่อได้มีโอกาสฟังธรรมคำสอนของท่านพุทธทาสอย่างใกล้ชิด แล้วน้อมนำมาปฏิบัติจนเกิดความสงบเย็นภายใน จนสามารถเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน ครูบาอาจารย์ ที่นำนักศึกษามาปฏิบัติธรรมอยู่เนืองๆ
เป็นเพราะเมืองหัวหิน กำลังถูกบูมอีกครั้ง การก่อสร้างไม่มีวันหยุด ถูกกระแสคลื่นเงินตรา และฟองอบายมุขยั่วยวน พัดพาให้หนุ่มสาวหลงใหลได้ง่าย ธรรมะของพระพุทธองค์ผ่านการปฏิบัติอย่างเข้มข้นจากท่านอาจารย์พุทธทาส ส่งผ่านมายังพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึงเป็นดั่งดวงตะวันยามเช้าที่ทำให้เราเห็นคลื่นกิเลสที่สามารถสกัดกั้นด้วยปราการแห่งสติปัญญาอันบริสุทธิ์
0 0 0
"ถ้าใครเข้าใจขันธ์ 5 ก็เข้าใจธรรมะ"
หลวงพ่อดาวเรือง มหาปุญโญ เป็นชาวระยองโดยกำเนิด ท่านบวชตามประเพณีตั้งแต่อายุ 20 ปี เนื่องจากโยมพ่อกับโยมแม่อยากให้ลูกบวชก่อนแต่งงาน ท่านเล่าว่า พ่อกับแม่เข้าวัดเป็นประจำก็พูดถึงเรื่องนิพพานให้ได้ยินอยู่บ่อยๆ พอบวชแล้วก็ไม่คิดว่าจะมามีชีวิตเป็นนักบวชตลอดอย่างนี้
"ตอนนั้นคิดว่าบวชแล้วต้องรีบสึก มองชีวิตพระเป็นความแห้งแล้ง คนวัยหนุ่มกำลังเที่ยวสนุกสนาน เดิมหลวงพ่อเป็นคนขี้โกรธ ไม่ค่อยยอมคน แต่พอบวชแล้วรู้สึกว่าเป็นอิสระ ก็ฝึกกรรมฐาน ฝึกไปก็รู้สึกว่าลำบาก ร้องไห้ก็แล้ว รู้สึกว่าทำยาก แต่ก็เอาล่ะ พอมาทำแล้วก็ไม่ยอมแพ้ จากยากก็ง่ายเข้า ทีนี้ก็นั่งคิดว่าอยากจะได้อาจารย์ที่ไหนมีความรู้ที่จะสอนเราให้เข้าใจอะไรได้มากขึ้น พอดีเพื่อนให้หนังสือมาเล่มหนึ่ง 'คู่มือมนุษย์' ของ ท่านพุทธทาสภิกขุ หนังสือเล่มนี้ทำให้หลายๆ คนเปลี่ยน ก็เลยตัดสินใจว่าอย่างไรก็จะไปอยู่กับท่านอาจารย์พุทธทาส"
นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลวงพ่อดาวเรือง ออกธุดงควัตรจากระยองมาสุราษฎร์ธานี
"เดิมอาตมาฝึกกรรมฐานแบบยุบหนอพองหนอไปก่อน พอไปอยู่สวนโมกข์กลับตาลปัตร เพราะที่สวนโมกข์ไม่มีรูปแบบ อาตมาเป็นพระที่ไม่ฉลาด ก็ใช้ต้นทุนยุบหนอพองหนอศึกษาไปเรื่อย บางคนไปแล้วอยากบรรลุธรรมเร็วๆ ก็อาจจะเจออุปสรรคเยอะ เพราะกิเลสคือความอยากเป็นตัวกางกั้น สมาธิฝึกไม่ยาก แต่กว่าจะเกิดปัญญานี่สิ ไม่ง่าย เพราะเราจะดับทุกข์ได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยสมาธิ"
หลังจากที่มีหลักปฏิบัติของตัวเองเป็นทุนเดิม ประกอบกับได้หลักการวิปัสสนาทุกขณะจากท่านอาจารย์พุทธทาสแล้ว หลวงพ่อดาวเรืองเล่าต่อมาว่า พอเราเข้าใจ ไปอยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าเราอยู่ในสถานการณ์ไหน ธรรมะจะผุดขึ้นมาช่วยเรา หลวงพ่อเล่าย้อนไปเมื่อครั้งพบท่านพุทธทาสครั้งแรกว่า
"จำได้ว่า ตอนนั้นที่อาตมาไปถึง ท่านอาจารย์พุทธทาสมาอบรมผู้พิพากษาที่กรุงเทพฯ อาตมาก็คอยท่านอยู่ จิตก็ดิ้นรน พอไปอยู่สวนโมกข์ก็คิดว่าจะไปอยู่ที่ไหนสักแห่งดีนะที่สงบกว่านี้ ทั้งๆ ที่สวนโมกข์ก็ไม่พบผู้คนอยู่แล้ว จิตนี่มันไม่ยอมรับ มันจะไปของมัน เราก็นั่งใคร่ครวญว่า ตอนอยู่ระยองก็อยากมาที่นี่เหลือเกิน อาจารย์ที่โน่นก็ขอร้องให้ช่วยงานวัด งานประเพณี เราก็อยากจะมาเหลือเกิน พอมาที่สวนโมกข์ ยังไม่ทันพบท่านอาจารย์พุทธทาส เราก็จะไปอีกแล้วหรือ"
ตอนนั้นหลวงพ่อดาวเรืองได้คิดว่า ถ้าเราตามใจกิเลสเรา มันก็คงจะไปเรื่อย อย่างเช่นพระที่สิกขาลาเพศไปก็เพราะบังคับใจตัวเองไม่ได้ อยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไป พอตามใจตัวเองมากๆ ก็คิดว่าไม่มีอะไร สึกดีกว่า
"อาตมาก็คิดว่า ไม่ได้หรอก ตอนอยากจะมา เราก็ตั้งใจมาอยู่ที่นี่ พอเราตัดสินใจได้ จิตที่ดิ้นรนก็หยุดเหมือนกัน แล้วก็ศึกษาสิ่งที่ท่านสอนไปเรื่อยๆ ยอมรับว่าตอนแรกก็ผิดหวังเหมือนกัน ท่านไม่มีรูปแบบ แต่ถ้าเราศึกษาไปเรื่อยๆ พอเข้าใจแล้ว..
"หลักที่ท่านอาจารย์พุทธทาสสอน ท่านเน้นเรื่องขันธ์ 5 นี่แหละ พอเราเข้าใจแล้วว่าขันธ์ 5 เราไม่เที่ยงอย่างไร ขันธ์ 5 ของคนอื่นก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ มันเป็นเช่นนี้เอง พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ชัดเจนว่า ถ้าเรามีตัณหา เราก็มีอุปาทานขึ้นมา มีเราขึ้นมา เวลาตัวตนเกิดขึ้นมา ความทุกข์ก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ตรงนี้เข้าใจยาก ต้องปฏิบัติบ่อยๆ จนเรารู้ว่า แม้แต่ขันธ์ 5 ถ้าเราไปยึดเข้ามันก็ทุกข์ พอละได้ เราจะเป็นอิสระจากตัวตน ถ้าใครเข้าใจขันธ์ 5 ก็เข้าใจธรรมะ
"ก็มีแค่นี้แหละ เราจะทำให้เห็นแจ้งวันไหนก็ขึ้นอยู่กับสติปัญญาของเราแล้ว พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดงธรรมจักรกัปวัตนสูตรครั้งแรก ท่านก็แสดงอริยสัจสี่ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้วท่านอาจารย์พุทธทาสก็ได้นำธรรมจักรกัปวัตนสูตรมาให้เราได้สวดมนต์ทำวัตรเช้า-เย็นกันทุกวัน
"ทีนี้พอเรารู้แล้ว ก็มีความเพียรในการฝึกสมาธิภาวนา อาตมานึกเสมอว่าตัวเองโง่ ก็ปฏิบัติใคร่ครวญพิจารณาอยู่ เราก็จะค่อยเห็น ถ้าไปเร่งให้เห็นเร็วๆ มันก็ไม่ได้ อาตมาใช้เวลา 3 ปี จิตจึงไม่ดิ้นรน หยุดความเครียดได้ อาตมาเองไปสวนโมกข์แรกๆ ก็เพราะอยากดัง อยากเป็นพระนักเทศน์ นักสอน ก็คิดว่าต้องสำเร็จก่อนแล้วจะไปสอนคนอื่น แต่ความจริงเป็นเรื่องเพ้อฝัน เป็นเรื่องที่ไม่รู้จักตัวเองมากกว่า เราปฏิบัติไป เราต้องหาจุดพอดีของเราให้ได้
"ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านจัดสิ่งแวดล้อมให้ฉันมื้อเดียว ให้อยู่กุฏิไกลๆ กัน เป็นการเลือกพระด้วย คิดดู 10 บาทแม่ครัวสามารถทำอาหารเลี้ยงพระได้ 20 รูป อาตมาไปอยู่เมื่อปี 2503 ตอนนั้นอาตมาน้ำหนัก 49 กิโลกรัม นอนทีปวดกระดูก กระดูกมันดันหลัง คือเราสมัครจะทำอย่างนี้"
หลวงพ่อดาวเรืองตอนนี้อายุ 65 ปีแล้ว ท่านเล่าว่า เดิมตั้งใจไปอยู่สวนโมกข์ 10 พรรษา แต่พออยู่ครบ 10 พรรษาตอนนั้นยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน
"ช่วงนั้น 3 ปีกลับบ้านที่ระยองครั้งหนึ่ง แล้วขากลับก็จะมาแวะที่เขาสันตินี้ก่อน ตอนนั้นที่สำนักสงฆ์เขาสันติไม่มีคนอยู่ อาตมาก็ตั้งใจว่าจะมาอยู่ที่นี่สัก 10 ปี แล้วจะกลับบ้านที่ระยอง พอมาอยู่เรื่อยๆ ผ่านไปเกือบสิบปีก็ไม่คิดที่จะไปที่ไหนแล้ว เดี๋ยวนี้คนมากันมากขึ้น มีนักศึกษา คนทำงานมาอบรมทุกปี มีพระอาจารย์สุชาติ ปัญญาทีโป มาช่วยบรรยายเรื่องปฏิจจสมุปบาท อาตมาก็สอนสมาธิภาวนา ก็ช่วยกันไปอย่างนี้"
0 0 0
"ถ้ากิเลสดับ นิพพานก็ปรากฏ"
พระอาจารย์สุชาติ ปัญญาทีโป รองเจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล (สวนโมกขพลาราม) จ.สุราษฎร์ธานี ปัจจุบันจำพรรษาอย่างสมถะเรียบง่าย อยู่ที่สำนักสงฆ์เขาสันติ แต่ยังไปมาที่สวนโมกข์อยู่เป็นประจำ ท่านเป็นชาวนครศรีธรรมราช บวชเมื่ออายุได้ 20 ปี เมื่อประมาณปี พ.ศ.2508 ท่านเล่าว่า ทีแรกตั้งใจว่าจะบวชซักพรรษาเดียว มีโยมพ่อรบเร้าให้บวชเพราะเห็นว่าอายุครบ 20 ปีแล้ว เป็นความเชื่อของชาวบ้าน
"อาตมาก็คิดว่าบวชให้พ่อให้แม่ พอบวชแล้วพระอาจารย์ที่เป็นอุปัชฌาย์ ท่านสนับสนุนให้พระที่บวชในพรรษาได้เรียนนักธรรม ท่านก็นิมนต์พระที่เป็นครูสอนธรรมะจากอำเภอเมืองนครฯ มาสอน ปีนั้นในวัดมีพระนวกะประมาณ 15 รูป ก็เรียนนักธรรมกัน พอถึงเวลาสอบก็สอบได้ จึงคิดว่าอยากอยู่ต่ออีกซักพรรษาหนึ่ง อยากเรียนนักธรรมโทต่อ
"ครั้งนี้เรียนกันเอง ไม่มีครูมาสอน ก็สอบได้นักธรรมโท จากนั้นก็ต่ออีกพรรษาหนึ่ง อยากเรียนนักธรรมเอก พอสอบนักธรรมเอกได้แล้วก็คิดว่าบวชซักสามพรรษาก็พอ ธรรมะก็พอรู้ที่จะเอาไปใช้ดำเนินชีวิตได้ พอดีอาจารย์ของอาตมาที่เป็นอุปัชฌาย์ไปสวนโมกข์ ไปเยี่ยมท่านอาจารย์พุทธทาส พอกลับมาท่านรู้ว่าอาตมาจะสึก ท่านบอกว่า คิดดูให้ดีก่อน ถ้าคิดจะสึกให้ไปอยู่สวนโมกข์สักระยะหนึ่งสิ..
"ไปถึงสวนโมกข์ ท่านก็แนะนำอาตมากับท่านอาจารย์พุทธทาสว่า นี่คือพระที่จะให้มาอยู่เพื่อศึกษาธรรมะ ให้ช่วยทำงานทางด้านเขียน วาดรูป พอดีปีนั้นมีพระอาจารย์โกวิท หรือ เขมานันทะ(ปัจจุบันสึกแล้ว แต่ยังคงปฏิบัติธรรมและสอนวิปัสสนาอยู่) ที่เคยเป็นครูสอนศิลปะ ท่านเรียนจบศิลปากร เรียนมาทางด้านมัณฑนศิลป์ แล้วลาบวชพรรษาหนึ่ง พอออกพรรษาแล้วท่านก็ไม่สึก..
"อาตมาก็ไปอยู่พบท่านเขมานันทะ ท่านเขียนรูปอยู่ในโรงมหรสพทางวิญญาณ แล้วก็มีพระในวัด ท่านก็ชักชวนมาช่วยกัน ท่านก็แนะนำให้ สอนให้ ก็อาศัยความรู้จากท่านวาดรูป"
ในช่วงเวลาที่พระอาจารย์สุชาติอยู่ที่สวนโมกข์ ท่านอาจารย์พุทธทาสอบรมธรรมะให้พระอยู่เป็นประจำ ทุกๆ วันพระตอนเย็น
"ธรรมะที่ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนพระทุกวันพระคือเรื่อง ตัวกูของกู แต่พูดในหลายๆ แง่มุม ท่านพูดเน้นช่วงนั้นว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม แล้วงานนั้นต้องเป็นงานบริสุทธิ์ แล้วต้องทำด้วยความพอใจ มีความถนัดในงานนั้น คือก่อนทำก็พอใจ ตอนทำก็พอใจ ทำเสร็จแล้วก็พอใจ ทำแล้วอย่าหวังผลตอบแทน
"อาตมาก็ได้คิด ท่านอบรมคำสอน ทำให้ได้รู้ธรรมะหลายๆ เรื่อง ท่านบอกว่า มาสวนโมกข์ มาศึกษาธรรมะพิเศษที่มาจากนอกตำราบ้าง ก็อาศัยการฟังธรรมจากท่าน อย่างเช่นท่านพูดคำว่าภาษาคน ภาษาธรรม ท่านบอกว่าให้เรารู้จักคิด เพราะคำพูดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส บางคำท่านเอาคำพูดของชาวบ้านธรรมดามาใช้ แต่ว่ามีความหมายในทางธรรม อย่างเช่นคำว่านิพพาน ท่านบอกว่า ภาษาชาวบ้านแปลว่า ดับ ไม่ร้อน มีที่อ้างในพระสูตรบอกว่า เด็กหิวข้าวไปตักข้าวมาใส่จาน แต่เป็นข้าวต้มที่เขาต้มสุกใหม่ๆ มันร้อน พอตักข้าวใส่จานก็กินไม่ได้ ต้องรอจนข้าวนั้นเย็นจึงกินข้าวได้ เด็กก็ร้องว่า ข้าวนิพพานแล้ว
"นิพพานแปลว่าเย็น แปลว่าไม่ร้อน บางทีไปใช้กับสัตว์ก็ได้ อย่างช้างม้าวัวควาย ที่อยู่ตามป่าตามเขา ยังเป็นสัตว์เถื่อน มีพยศอยู่ ท่านอาจารย์พุทธทาสก็บอกว่าพอคนนำสัตว์มาฝึกงานใช้ประโยชน์ หมดพยศแล้วก็เรียกสัตว์นั้นนิพพานแล้ว"
อย่างเช่นมีเรื่องหนึ่ง พระอาจารย์สุชาติ เล่าว่า ในสมัยพุทธกาล วันหนึ่งมีพิธีในวัง ตอนนั้นเจ้าชายสิทธัตถะยังหนุ่มอยู่ ก็มีนางพราหมณีคนหนึ่ง ชื่อนางกีสาโคตมี เห็นพระสิทธัตถะเดินอยู่ หญิงนั้นเห็นรูปร่างลักษณะของพระสิทธัตถะก็บอกว่า คนลักษณะอย่างนี้ ถ้าเป็นลูกของใครก็ทำให้พ่อแม่นิพพานได้ ถ้าเป็นสามีของใคร ก็ทำให้ภรรยานิพพานได้
"ศีลก็ทำให้นิพพานได้เช่นกัน ศีลแปลว่าปกติ แต่ปกติเขากำหนดไว้ทั้งกายและวาจา เมื่อสังคมอยู่ในศีล มีกายวาจาที่ไม่เบียดเบียนกันก็อยู่ในภาวะที่เป็นปกติในสังคม ภาวะที่เป็นปกตินี้ก็เรียกว่าเป็นนิพพานในระดับของศีล สังคมอยู่กันด้วยความเย็นกาย เย็นใจ
"นิพพานในระดับของสมาธิ หมายความว่า เมื่อเราฝึกสมาธิได้ที่แล้วจิตสงบ คือในระดับสมถะ ยังไม่ใช่วิปัสสนา ก็สงเคราะห์ว่าเป็นนิพพานระดับหนึ่ง หมายความว่าเป็นการกดกิเลสไว้ไม่ให้เกิด ทำให้จิตสงบเย็นระดับหนึ่ง ถ้าจิตเราสงบเย็นสัก 5 นาที ก็ถือว่านิพพานแล้ว 5 นาที เพราะขณะนั้นจิตเราไม่มีกิเลส เป็นนิพพานชั่วครั้งชั่วคราว ชั่วสมัย เพราะมันเกิดขึ้นตามประจวบเหมาะตามธรรมชาติ
"นิพพานอีกระดับหนึ่งสูงขึ้นไป คือมีสติปัญญาที่ละกิเลสได้ รู้เท่าทันกิเลส รู้สายของปฏิจจสมุปบาท กิเลสเกิดอย่างไร กิเลสดับอย่างไร เราจะบังคับควบคุมจิตในขณะไหน เมื่อไหร่ ฝึกฝนจิตอย่างไร พอเรารู้ทันกิเลสแล้วจิตจะไม่ปรุงแต่กิเลส กรณีนี้จะต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ รู้ทันในขณะแห่งผัสสะ จิตไม่หวั่นไหวในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
"พออาตมาได้ยินได้ฟังท่านอาจารย์อธิบายบ่อยๆ ก็เข้าใจเรื่องของนิพพาน สมัยก่อนเราเข้าใจว่า คนที่จะนิพพานได้คือพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วนิพพานก็แปลว่าตายแล้ว จริงๆ ไม่ใช่เลย นิพพานเป็นภาษาชาวบ้านธรรมดาๆ พอนำมาใช้ในภาษาธรรมะก็มาใช้ในเรื่องของจิตใจ คือนิพพานแปลว่าไม่ร้อน ก็เลยไปสัมพันธ์กับคำว่ากิเลสเป็นของร้อน มันเผาไหม้ใจเรา ถ้าเราดับไฟนี้ได้ก็เย็น พอกิเลสดับนิพพานก็ปรากฏ นิพพานอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่ใจที่ไม่มีกิเลสนั่นเอง
"เพราะธรรมะเป็นอกาลิโก ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่ อย่างอาตมาชอบงานศิลปะ ก็ช่วยคัดลอกภาพในโรงมหรสพทางวิญญาณ ก็ได้ปฏิบัติธรรมไปในตัว บางเรื่องท่านอาจารย์พุทธทาสค้นเรื่องมาแล้วให้อาจารย์โกวิท เขมานันทะ ประดิษฐ์ภาพ อาตมาก็เป็นลูกมือท่าน งานที่ทำท่านไม่ได้บังคับ แล้วแต่ความสมัครใจ
"งานปั้นของสวนโมกข์เป็นงานจำลองภาพพุทธประวัติจากประเทศอินเดีย เป็นยุคก่อนที่จะมีพระพุทธรูป และยุคมีพระพุทธรูป คือเนื่องจากว่า สมัยที่ท่านอาจารย์พุทธทาสมีเรี่ยวแรงอยู่ ท่านได้ไปอินเดีย 2 ครั้ง ครั้งหลังสุดท่านไปเพื่อให้ช่างภาพถ่ายเก็บภาพพุทธประวัติจากหินสลักที่มีหลงเหลืออยู่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ท่านให้พระช่วยกันจำลองแบบแล้วปั้นขึ้นมาใหม่..
"อาจารย์ที่วิทยาลัยเพาะช่าง ก็มาแนะนำว่า จะหล่อรูป แกะรูปอย่างไร ก็ฝึกพระจากที่ไม่เป็นจนเป็น แล้วแกะรูปออกมาเป็นร้อยๆ ชิ้น เป็นภาพที่ไม่มีพระพุทธรูป ชุดนี้ท่านอาจารย์พุทธทาสอยากได้เพราะว่าเป็นภาพพุทธประวัติที่แปลก เพราะเขาไม่ทำรูปพระพุทธเจ้า แต่ใช้สัญลักษณ์ความว่างแทน สำหรับองค์ประกอบที่เป็นคนต่างๆ ก็มี แต่ถ้าเป็นพระพุทธเจ้า จะใช้สัญลักษณ์แทน..
"เมื่อก่อนอาตมาสอบได้นักธรรมเอกก็จริง แต่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของธรรมะ พออยู่กับท่าน ช่วยงานอะไรท่านมาเรื่อยๆ ท่านเน้นเสมอ การทำงานคือการปฏิบัติธรรม พอคนมีความสุขในการทำงาน ก็ไม่ไปแสวงหาความสุขที่อื่น"
ปัจจุบันพระอาจารย์สุชาติอายุ 60 ต้นๆ ท่านยังคงแสดงธรรมและวาดรูปปฏิจจสมุปบาทประยุกต์ และคัดลอกภาพปริศนาธรรมจากโรงมหรสพทางวิญญาณมาไว้ที่สำนักสงฆ์เขาสันติส่วนหนึ่ง เพื่อประกอบการบรรยายธรรมให้กับญาติโยมที่มาศึกษาปฏิบัติธรรมที่นี่ ให้เข้าใจธรรมะได้ง่ายขึ้น
(ล้อมกรอบ)
สนใจปฏิบัติธรรมที่สำนักสงฆ์เขาสันติ ติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 0-3253-6317
|
|
|
|
|
|
|
|