 |
|
 |
| ปีที่ 13 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 |
 |
|
รายงานเศรษฐกิจ/ผู้สื่อข่าวพิเศษ
รถไฟฟ้าฝั่งธนฯ มหานครสวรรณภูมิ 2 สมรภูมิแย่งชิงมวลชน
ยุทธการช่วงชิงคะแนนนิยมจากประชาชน ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคไทยรักไทย ดูจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ในสมรภูมิกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
โดยเฉพาะสองโครงการใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของผู้คน คือโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอส ด้านฝั่งธนบุรี กับโครงการมหานครสุวรรณภูมิ
โครงการแรกเป็นความพยายามที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นของผู้ว่าฯ กทม. อภิรักษ์ โกษะโยธิน และสมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) พรรคประชาธิปัตย์
ส่วนโครงการหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินหน้าผลักดันเต็มที่ พร้อมกับเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.กทม. และ ส.ก.พรรคไทยรักไทย
กล่าวสำหรับ โครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอส ไปฝั่งธนบุรีฯ จากสาทร-ตากสิน ระยะทาง 2.2 กิโลเมตร โดยการขออนุมัติสภา กทม.เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา เสนอจะใช้งบ กทม.100% โดยไม่ผ่านที่ประชุม ครม.นั้น ส่งผลให้มีเสียงท้วงติงจากคนในรัฐบาลหลายคนที่ออกมาพูดในทำนองไม่เห็นด้วยในแง่มุมต่างๆ เป็นต้นว่า ไม่คุ้มที่ กทม.จะลงทุนเอง ไม่น่าจะสำเร็จได้ด้วยเงินของ กทม.เอง และสุดท้ายบอกว่าเป็นการทำเพื่อหาเสียงทางการเมืองเพราะใกล้เลือกตั้งท้องถิ่น
ขณะที่นายกฯ ทักษิณ ก็แสดงท่าทีที่จะไม่ให้ กทม.ดำเนินโครงการโดยลำพัง และต้องการให้ผู้ว่าฯกทม.มาชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมการขนส่งและการจราจรทางบก (คจร.) เสียก่อน เนื่องจากเส้นทางสั้น อาจไม่คุ้มกับการลงทุน และไม่อยากให้ กทม.ทำตัวเป็นรัฐอิสระ
เช่นเดียวกับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รมว.เกษตรฯ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กำกับดูแลพื้นที่ กทม.ยืนยันว่า กทม.จะต้องดำเนินการตามแผนแม่บทที่อยู่ระหว่างการจัดทำ เพื่อให้รถไฟฟ้าบีทีเอสอยู่ในแผน ซึ่งจะทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมด ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ
สรุปคือ รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ต้องการให้ กทม.รอไปก่อน แต่ในความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ รอไม่ได้แล้ว และพ่อเมือง กทม. ก็พร้อมที่จะสู้เพื่อคนกรุงเทพฯ (ฝั่งธนบุรี)
ล่าสุด ผู้ว่าฯ กทม.ได้สั่งการให้สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) เจ้าของโครงการเตรียมเอกสารข้อมูลทั้งหมด เพื่อเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรี ในวันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายนนี้ ประกอบด้วยเอกสารเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้า 2.2 กม. รายงานผลการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ที่ผ่านมา ความเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ ปี 2543 รวมทั้งแนวทางการดำเนินการทั้งหมด เช่น ระยะเวลาดำเนินการ การวางราง การก่อสร้างสถานี การจัดหารถไฟฟ้ามาเดินรถ และยืนยันแนวทางเรื่องราคาค่าโดยสารที่เบื้องต้นตั้งไว้ไม่แพงกว่าโครงสร้างของรถไฟฟ้าบีทีเอส
นอกจากนี้ได้เตรียมจะหารือถึงแผนการดำเนินการภาพรวมทั้งระบบที่กทม.รับผิดชอบ ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านการทำประชาพิจารณ์แล้ว ได้แก่ สายสีเขียวแก่ และสายสีเขียวอ่อน คือ แยกตากสิน-ถ.เพชรเกษม (บางหว้า) ระยะทาง 4.5 กม. อ่อนนุช-สำโรง ระยะทาง 8.9 กม. จากหมอชิต-สะพานใหม่ และสนามกีฬาแห่งชาติ-พรานนก รวมระยะทางทั้งหมด 68 กิโลเมตร ซึ่งเป็นโครงการตามแผนแม่บทรถไฟฟ้าของรัฐบาลที่ได้โอนมาให้ กทม. ดำเนินการ
เพื่อชี้แจงให้นายกฯ เข้าใจว่าการดำเนินการก่อสร้างส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าของ กทม. ไม่ใช่ทำในเฉพาะส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีลม ช่วงสถานีตากสิน-แยกตากสิน ที่ กทม. จะลงทุนก่อสร้างเอง 100% เท่านั้น แต่ กทม.จะดำเนินการเป็นโครงข่ายรถไฟฟ้าที่สามารถเชื่อมต่อกับโครงข่ายรถไฟฟ้าของรัฐบาลในสายต่างๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีต้องการได้
"หลังจากที่นายกฯ ฟังคำชี้แจงของ กทม.แล้ว น่าจะเข้าใจเจตนารมย์ที่ กทม.ต้องการเดินหน้าการก่อสร้างส่วนต่อขยายสายดังกล่าวได้" ผู้ว่าฯ กทม. กล่าว
ส่วนประเด็นที่รัฐบาลจะให้ กทม.รอแผนแม่บทรถไฟฟ้าให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยเดินหน้าก่อสร้างส่วนต่อขยายสายสีลมนั้น ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตน แต่หากจะถามตนต้องถามที่ประชาชนก็จะเข้าใจ และวันนี้ตนก็เชื่อว่าท่านนายกฯ ก็น่าจะเข้าใจ เพราะสื่อมวลชนและเสียงจากประชาชนก็สะท้อนออกมามากมาย และตนไม่คิดว่านายกฯ จะยังไม่ทราบว่าเป็นปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
อนึ่ง โครงการขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสไปฝั่งธนบุรีฯ จากสาทร-ตากสิน ระยะทาง 2.2 กม.กรุงเทพฯเสนอก่อสร้างส่วนต่อขยายเอง 100% ใช้งบประมาณ 2,300 ล้านบาท แบ่งเป็นสร้างสถานีและวางราง 1,033 ล้านบาท ระบบอาณัติสัญญาณ 1,300 ล้านบาท (ขออนุมัติวงเงินเพิ่มจากเดิม 1,000 ล้านบาท) โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการ กทม.ปี 2548 ที่ให้สิทธิกทม.ทำโครงการแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ และตาม พ.ร.บ.กำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปี 2542 ซึ่งต้องใช้งบทั้งหมด 2,393 ล้านบาท (ขอเพิ่มจากวงเงินเดิม 1,000 ล้านบาท)
0 0 0
ส่วนเมกะโปรเจ็ค 'นครสุวรรณภูมิ' หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ ที่รัฐบาลทักษิณหว่านฝันนั้น รูปแบบการบริหารเหมือนกรุงเทพมหานคร (กทม.) คือ มีผู้ว่าการนครสุวรรณภูมิ มาจากการแต่งตั้งเซ็นสัญญา 4 ปี ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างนครกับรัฐบาล ขณะเดียวกันมีสภานครสุวรรณภูมิคอยออกข้อบัญัญัติ และมีนายกนคร มาจากการการเลือกตั้งโดยตรงเหมือนผู้ว่าฯ กทม.
โดยมีแผนจะสร้างให้พื้นที่รอบสนามบินสุวรรณภูมิให้เป็นเมืองใหญ่เทียบกับกรุงเทพฯ 2 ในเบื้องต้นรัฐบาลจะใช้งบ 5 แสนล้านบาท ในการพัฒนาและปรับปรุงผังเมืองเขตอุตสาหกรรม ย่านการค้าและการลงทุน
พ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่า อยากให้สุวรรณภูมิเป็นจุดที่มีการพัฒนาเร็วเพราะเป็นหัวใจของศูนย์การขนส่งเพราะมีระบบไอซีดี จึงต้องพัฒนาอย่างเป็นระบบ โดยจัดตั้งขึ้นเป็นระดับนคร ลักษณะคล้ายกับกรุงเทพฯแห่งที่ 2 โดยจะสร้างสถานที่ดังกล่าวให้ดีที่สุด เพื่อแบ่งเบาความหนาแน่นของประชากรในกรุงเทพฯ
ทันทีที่ข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้ออกมาแสดงความเห็นในเชิงคัดค้านแนวคิดนี้ใน 4 ประเด็น คือ 1.ในต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง และมาเลเซีย สนามบินถูกสร้างไว้นอกเมือง และมีการจัดให้มีระบบคมนาคมเพื่อขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมืองกับสนามบิน
2.การพัฒนาพื้นที่รอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิจะเป็นเหตุให้ปิดกั้นทางระบายน้ำ และถึงแม้ว่ากรมชลประทานจะขุดคลองเพิ่มเติมก็ไม่ช่วยให้การระบายน้ำได้ทัน เพียงแต่ช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมลงเท่านั้น
3.การสร้างเมืองใหม่ใกล้ กทม.และใช้พื้นที่ส่วนของ กทม.ก็เท่ากับทำให้การลงทุนทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนถูกแยกออกไป ทำให้ กทม.ได้รับงบประมาณลงทุนน้อยลง
และ 4.กทม.มีแผนพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะ 20 ปี และพื้นที่เขตประเวศ ลาดกระบัง หนองจอก และมีนบุรีอยู่ในเป้าหมายของโครงการด้วย โดยที่โครงการนี้ใช้เงินถึง 36,000 ล้านบาท
พร้อมกันนี้ กทม.ได้เดินหน้าจัดประชาพิจารณ์ไปแล้วในครั้งแรก ที่เขตลาดกระบัง และยังมีการทำประชาพิจารณ์อีกหลายครั้ง ซึ่งท่าทีของ ส.ส.กทม. และ ส.ก.พรรคไทยรักไทยนั้น ค่อนข้างเห็นด้วยกับโครงการมหานครใหม่
อย่างไรก็ตาม บางกระแสวิเคราะห์ ว่าโครงการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพื่อมุ่งปั่นราคาที่ดินในบริเวณนั้น ซึ่งต่อมาได้ปรากฏเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์บางฉบับว่า คนในพรรคการเมืองใหญ่ได้เป็นเจ้าของที่ดินในบริเวณนั้นนับ 1,000 ไร่ จึงทำให้ข้อท้วงติงของแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ มีน้ำหนักควรแก่การรับฟังยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะโครงการขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสฝั่งธนฯ ฝันของคนกรุงเทพฯ (ฝั่งธนบุรี) กับฝันของคนนครสุวรรณภูมิจะมีบทสรุปอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการเมืองภาครัฐบาลกับฝ่ายค้าน สำหรับการเมืองภาคประชาชนเราๆ ท่านๆ คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด
**********************
ย้อนรอย..ฮุบหุ้นบีทีเอส!
หากย้อนหลังกลับไปเมื่อราวๆ ต้นปีที่ผ่านมา พบว่า รัฐบาลพรรคไทยรักไทย เคยประกาศจะซื้อกิจการบีทีเอส จากเอกชน โดยอ้างว่า เพื่อทำให้รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนอยู่ในระบบเดียวกัน แต่ภายหลังการประกาศดังกล่าวปรากฏว่าทางรัฐบาลไม่เคยส่งคนไปเจรจากับบีทีเอส แต่ใช้วิธีไปคุยกับเจ้าหนี้ของบีทีเอง ซึ่งไม่ใช่การเจรจาที่ปกติส่งผลให้การซื้อขายกิจการทีบีเอสกับรัฐบาลทักษิณล้มเหลว
กล่าวคือ สมัยที่ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาททักษิณ 1 ได้มีการเจรจากับธนาคาร KFW ของเยอรมนี ธนาคารไทยพาณิชย์ และบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ หรือ IFC ซึ่งเป็นเจ้าหนี้หลักของบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (บีทีเอส) เพื่อขอทราบรายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนหนี้สินและดอกเบี้ยที่บีทีเอสทั้งหมด ขณะนั้นประมาณ 38,320 ล้านบาท ในการขอเจรจาซื้อหนี้คืน ก่อนที่จะมีการเจรจากับผู้ถือหุ้นเดิมคือ บีทีเอส
ในการซื้อโครงการคืนนั้น เบื้องต้นเจ้าหนี้ได้แสดงความจำนงที่จะขายหนี้ให้รัฐบาล แต่จะปรับลดหนี้ลงเพียง 35% หรือประมาณ 14,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลต้องการส่วนลดมากกว่านี้ ดังนั้น ทางเจ้าหนี้จึงของเวลาเพื่อหารือกับเจ้าหนี้สถาบันการเงินรายอื่นๆ
ขณะที่ คีรี กาญจนพาสน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บีทีเอส ออกมายืนยันว่า จะไม่มีการขายคืนสัมปทานให้รัฐและจะเดินหน้าเรื่องการซื้อคืนต่อไป ซึ่งหลังจากนี้จะเจรจากับกลุ่มผู้ถือหุ้นอื่นๆ ของบีทีเอสต่อไป
สำหรับข้อสรุปของการซื้อคืนโครงการบีทีเอสทั้งหมดประมาณ 56,120 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สถาบันการเงิน 38,320 ล้านบาท หนี้สินทางการค้า เช่น บริษัทซีเมนส์ ประมาณ 4,760 ล้านบาท และสัดส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทบีทีเอส ประมาณ 12,160 ล้านบาท
ท้ายที่สุดการเจรจาขอซื้อกิจการบีทีเอสจากภาคเอกชนของรัฐบาลทักษิณ 1 โดยการดำเนินการของรมว.คมนาคม (ขณะนั้น) ไม่ประสบความสำเร็จ และมีการวิเคราะห์ว่า รัฐบาลมีแนวทางชัดเจนแล้วว่าการก่อสร้างโครงข่ายรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหลายสาย จะไม่นำมาเชื่อมต่อกับบีทีเอส
และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลทักษิณ 2 เบรกโครงการขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสฝั่งธนบุรี ภายใต้การผลักดันของกรุงเทพมหานครหรือไม่.. เป็นคำถามที่น่าคิดมาก?
|
|
|
| |
|
|
|