เนชั่นสุดสัปดาห์

บ.ก. บอกกล่าว O
จากผู้อ่าน O
สุทธิชัย หยุ่น O
ในรอบสัปดาห์ O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก1 O
เรื่องจากปก2 O
เรื่องจากปก3 O
เรื่องจากปก4 O

รายงานพิเศษ O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
สัมภาษณ์พิเศษ O
รายงานเศรษฐกิจ O

สุนันท์ ศรีจันทรา O
ธรรมาภิวัฒน์ O
คิดอย่างไท O
เทพชัย หย่อง O

ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O




ปีที่   13   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 

รายงานพิเศษ/สิริวิชญ์

ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ อ่านใจ 'เด็กแม้ว-เด็กเหมา' "พวกนี้เชื่อทุนนิยมดีกว่าศักดินา"

คงต้องออกตัวสักนิดว่า รายงานชิ้นนี้มิได้มีเจตนาชี้แนะ หรือเป็นหนึ่งในขบวนการล้มใคร ใดๆ ทั้งสิ้น แต่เกิดจากข้อสงสัยใน 'พลัง' และ 'ความเคลื่อนไหวทางการเมือง' ของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มชนที่เคยสำแดงพลังทางการเมืองให้ปรากฏ เมื่อไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่รัฐบาลดำเนินอยู่

หลังจากเหตุการณ์เดือนตุลา และม็อบมือถือในปี 2535 ดูราวกับว่าบทบาททางการเมืองของชนชั้นกลางได้เจือจางลง แม้จะมีความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างกลุ่มต่างๆ ให้เห็นอยู่เป็นระยะ ทั้งยังมีการคาดหวังว่าชนชั้นกลางจะออกมาเป็นแนวร่วมด้วย ทว่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จวบจนกระทั่งรายการ 'เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร' ได้เกิดขึ้น โดย สนธิ ลิ้มทองกุล นักหนังสือพิมพ์อาวุโส และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เครือผู้จัดการ ออกมาจัดเวทีอรรถาธิบายถึงเส้นสนกลในของผู้มีอำนาจ ตลอดจนเรื่องและโครงการที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งเป็นที่ถูกอกถูกใจคนฟังเป็นอย่างยิ่ง

งาน 5 ครั้งที่ผ่านมา จึงมีผู้เข้าฟังอย่างล้นหลาม บ้างก็มาจับจองกันตั้งแต่ก่อนงานเริ่ม 2-3 ชั่วโมง บางคนถึงกับขับรถจากต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ เพื่อการนี้โดยเฉพาะก็มี

ชวนให้หลายคนเกิดปุจฉาขึ้นในใจว่า ฤๅนี่เป็นอีกครั้งที่ชนชั้นกลางร่วมใจแสดงความไม่พอใจรัฐบาล?

กระนั้นก็ดีเป็นที่น่าสังเกตว่า แม้เมืองไทยรายสัปดาห์จะมีแฟนประจำ (ซึ่งน่าจะจัดอยู่ในนิยามของกลุ่มชนชั้นกลาง) อยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถขยายวง หรือต่อยอดไปทำกิจกรรมทางการเมืองด้านอื่น

สิ่งใดทำให้เกิดข้อจำกัดดังว่า หรือแท้จริงแล้วคนที่มาร่วมรายการเป็นเพียง 'แฟนคลับ' ที่อยากฟังคน 'แฉ' รัฐบาลเท่านั้น

ปรากฏการณ์นี้มีคำอธิบาย...

0 0 0

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เพิ่งออกหนังสือเรื่อง 'คนชั้นกลางไทยในกระแสทุนนิยม' ไปเมื่อกลางปีที่ผ่านมา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การกำหนดแอคติวิตีของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ยุคโลกาภิวัตน์ พวกพนักงานปกขาวทั้งหลาย จะอยู่กับงานหรือกิจกรรมทางสังคมเชิงต่อต้าน ไม่ใช่การลงท้องถนน แต่เป็นการกระทำเชิงปฏิบัติการง่ายๆ เช่น ใช้ผ่านเวบไซต์ แฟกซ์ หรือบอยคอตสินค้า เพราะไม่เปลืองตัวมากมาย การบอยคอตสินค้าโดยไม่ใช้ยี่ห้อนี้ แต่ไปใช้ยี่ห้ออื่นแทนก็ยังได้รับความสะดวกเหมือนเดิม ในยุคทุนเราต้องสู้อย่างนี้ เพราะถ้ามีการบอยคอตสินค้าขึ้นมา กำไรของบริษัทจะลดลง หุ้นในเครือนั้นก็จะตกด้วย

ประเด็นคือเมื่อมีคนสนใจเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว จะขับเคลื่อนหรือขยายผลต่อได้อย่างไร? รศ.ดร.ณรงค์ตอบว่า

วิธีการรณรงค์ที่ตอนนี้มีคนเริ่มทำบ้างแล้วคือบอยคอตสินค้า แต่ความคิดนี้ยังอยู่ในเฉพาะกลุ่มคนส่วนหนึ่ง ยังไม่ไปสู่นักเคลื่อนไหวทางสังคม (Social Activist) ถ้าทำให้นักเคลื่อนไหวทางสังคมทุกส่วนเผยแพร่ความคิดนี้ออกไป ก็จะเกิดแนวร่วมขึ้น ซึ่งวิธีการนี้มีข้อดี คือ

1) ทำได้ทันทีโดยไม่เปลืองตัว 2) ไม่เห็นตัวตนว่าใครเป็นคนทำ 3) เกิดแนวร่วมลับๆ ขึ้น และว่า

กลุ่มคนที่มาฟังสนธิพูดอยู่ทุกวันศุกร์นั้น ถือว่ามีจิตใจให้แล้ว แต่เรื่องแบบนี้ก็ต้องการนักยุทธศาสตร์ทำงานด้วย

"คุณสนธิเป็นนักคิด เขาทำหน้าที่เผยแพร่ความคิด ถามว่าทำยังไงให้นำความคิดไปปฏิบัติ มันต้องการนักยุทธศาสตร์นักยุทธวิธี เขาเรียกว่านัดจัดตั้ง มันยังขาดตรงนี้...จากประสบการณ์ของผม เราจำเป็นต้องมีออร์แกไนเซอร์วางกลยุทธ์ ว่าจังหวะนี้ต้องทำอย่างนี้ จังหวะนั้นต้องทำอย่างนั้น...ถ้าเราเป็นนักยุทธศาสตร์ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาสามารถดึงคนมาได้ แต่การขับเคลื่อนคนนั้น ต้องมีคนอย่างเสกสรรค์ ประเสริฐกุล หรือธีรยุทธ บุญมี"

ถามว่า พูดในเชิงนี้แสดงว่าคลื่นสัญญาณ (การเมือง) ยังไม่แรงเท่าใดนัก คำตอบคือ 'ไม่ใช่'

สัญญาณที่มีอยู่ในขณะนี้เพียงพอแล้ว สิ่งที่ขาดคือนักปฏิบัติการทางสังคม ที่มีเซนส์ทางการเมืองสูง รู้จักใช้ปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจ เข้ามาทำงานเสริมในส่วนนี้

"คนมาฟัง 5-6 พันคนถือว่าพอนะ เอาง่ายๆ ถ้าคุณสามารถวางแผนกำหนดให้พันคน มีความเคลื่อนไหวขึ้นมา คนพันคนไปขับเคลื่อน คนเป็นหมื่นเป็นแสนจะเกิดขึ้นทันที...คนชั้นกลางที่เป็นนักปฏิบัติการทางสังคมมีไม่มากหรอก ยุคไหนๆ ก็เป็นอย่างนี้ สิ่งที่เราขาดคือนักปฏิบัติการทางสังคมที่เอาจริงเอาจัง เรามีเอ็นจีโอ เอ็นจีโอทำงานเฉพาะจุด และมองภาพรวมไม่ออก..."

"ถ้าเราคิดถึงกฎของมาสโลว์ เราจะพบว่าความต้องการของคนชั้นกลางกับคนจนไม่เหมือนกัน คนจนนั้นนับ 1 คือความจำเป็นพื้นฐาน เขาจึงซื้อใจคนจนได้ง่าย ทุ่มเงินเข้าไปก้อนหนึ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่คนชั้นกลางผ่านจุดนั้นมาแล้ว สิ่งที่เขาต้องการคือความมั่นคง เช่น ลูกเต้าอยู่กับบ้าน มีงานมั่นคง ไม่ถูกปลดจากงาน ขั้นที่ 2 ความสมานฉันท์ เรามีเพื่อนฝูง ปรับทุกข์สุขได้ คุณจะพบว่าตอนนี้ต่างคนต่างอยู่

"ดังนั้น ถ้าเราทำให้คนชั้นกลางเกิดที่พบปะสัมมนา พูดคุย ทำไมคุณสนธิถึงจัดตรงนี้ขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการระดับ 3 ต้องการคนที่มีความรู้สึกคล้ายๆ กัน ถ้าคนต้องการถึงระดับ 3 แล้ว บอกว่าเงินซื้อไม่ได้ การที่เราบอกว่าการมีคนไปต่อทำให้คนมีความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไม่โดดเดี่ยว อยู่ในสังคมที่เราสามารถหันหน้าไปพูดจากับใครก็ได้ นั่นเป็นเงื่อนไขทางจิตวิทยาที่เราจะดึงออกมา

"คนส่วนใหญ่อาจแค่ต้องการคนรู้จักพบปะพูดคุย แต่ในจำนวนคนกลุ่มนั้นอาจมีที่ต้องการมากกว่า ต้องการเพื่อนน้ำมิตรที่กอดคอกันสู้ จริงๆ บางครั้งการต่อสู้ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ แต่คนเวลามาทุกวัน ฟังคุณสนธิบ่อยๆ รู้จักมักคุ้นกัน เกิดมีความรู้สึกว่าถึงวันศุกร์อยากคุยกัน ซึ่งอย่างน้อยๆ 1 ใน 5 จะมีคนพวกนี้ๆ จะเป็นนักเคลื่อนไหวทางสังคม คุณดึงคนพวกนี้ออกมา

"ปัญหาคือเราไม่มีการเลือกเฟ้นเขาออกมา ซึ่งการเลือกเฟ้นนี้เป็นหน้าที่คนอีกกลุ่ม ไม่ใช่คุณสนธิ"

0 0 0

ถามว่าฝ่ายค้านไม่ขยายผล หรือไม่เห็นสัญญาณดังว่า? รศ.ดร.ณรงค์ตอบว่า นั่นเป็นเพราะฝ่ายค้านไม่ใช่นักเคลื่อนไหวทางสังคม เป็นนักการเมืองอาชีพทั้งนั้น คนที่เห็นคือคนในพรรคไทยรักไทยต่างหาก พวกคอมมิวนิสต์เก่า เขาก็ไปดึงคนพวกนี้ออกมา เสนอผลประโยชน์ให้ ซึ่งกำลังทำกันอยู่ในขณะนี้

"เขามีนักจัดตั้งอยู่ในพรรคไทยรักไทยเยอะแยะ ปัญหาของผมคือ ผมไม่ใช่นักทฤษฎี แต่รู้ทฤษฎี สิ่งที่เขาพยายามทำตอนนี้คือบอกว่า 'ทุนก้าวหน้ากว่าศักดินา' เพราะฉะนั้น หนุนนายทุนดีกว่า ทำกันขนาดนั้นนะ ใครจะล้มระบบศักดินาควรจะหนุนทุน แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น ผมมองถึงพลวัตของสรรพสิ่งต่างๆ ว่าไม่เคยอยู่กับที่ สิ่งที่ยุคหนึ่งสมัยหนึ่งบอกเลวกว่า ถ้าปรับตัวได้อาจจะดีกว่าของใหม่ก็ได้

"ทุนก้าวหน้ากว่าศักดินา เป็นทฤษฎีของพวกฝ่ายซ้าย พวกนี้จะท่องว่าทุนนิยมก้าวหน้ากว่าศักดินา พวกเหมาอิสต์ซึ่งมันอยู่ในนั้นเยอะ (หมายถึงในพรรคไทยรักไทย) แต่สำหรับผมๆ บอกว่า ทฤษฎีมาร์กซิสต์สร้างขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับทุน

"อีกอย่างเราเป็นนักวิจัย เราเชื่อว่าทุกอย่างมีพลวัตของมันเอง อย่างคุณก็รู้ว่าถ้าดำรงตัวอยู่ก็ด้อยกว่าเขา ก็ต้องปรับตัวให้ดีกว่า ฉะนั้น บางทีคนเก่าปรับตัวแล้วดีกว่าคนใหม่ก็ได้ เหมือนปัจจุบัน คนในระบบเก่าเขาก็รู้ ก็ปรับตัว อาจเป็นที่รักของประชาชนมากกว่า ทำอะไรที่เสียสละมากกว่าด้วย

"ฉะนั้น คนจากระบบศักดินาบางคน ดีกว่าคนจากทุนนิยม ความหมายเป็นอย่างนั้น ผมดูจากความเป็นจริงในปัจจุบัน ไม่ใช่ทฤษฎี"

ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับ 'ขาลง' ตามที่ใครชอบพูดถึงกันหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือถ้าย้อนหลังกลับไป 1-2 ปี กระแสนี้จะปลุกไม่ขึ้น ขยายความได้ว่า

"ภาษาของการเคลื่อนไหวแปลว่า ณ ปัจจุบัน ภววิสัยเอื้ออำนวยต่อให้ใช้อัตวิสัยได้ อัตวิสัยหมายถึงความพยายามของคน ความพยายามของเราจะเป็นจริงได้ต่อเมื่อมันสอดคล้องกับภววิสัย แสดงว่าสถานการณ์ตอนนั้นเหมาะที่จะเกิด ซึ่งตอนนี้ภววิสัยสูงพอ แต่ขาดอัตวิสัยบางส่วน"

ส่วนที่ว่าแนวโน้มแฟนคลับ 'เมืองไทยรายสัปดาห์' จะเพิ่มขึ้นหรือไม่ รศ.ดร.ณรงค์ ตอบว่า

"ตามทฤษฎีลูกข่างบอกว่า ลูกข่างจะยืนอยู่ได้ต่อเมื่อหมุนตลอดเวลา แสดงว่าต้องใส่กิจกรรมให้คนเหล่านี้อยู่เรื่อยๆ ถึงจะอยู่ได้ กิจกรรมอย่าซ้ำซาก และเพิ่มเติมตลอดเวลา..

"การบริหารยุทธศาสตร์เศรษฐกิจง่ายกว่ายุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวเยอะ เพราะยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ถ้าเดินถูกก็มีกำไรตอบแทนมหาศาล แต่ยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวเดินถูกก็ไม่ได้อะไร แรงจูงใจคนทำงานจึงไม่มี ถึงบอกว่าคนที่สามารถบริหารยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวได้ มันก็บริหารประเทศชาติได้สบายมาก"

กับคำพูดที่มักได้ยินอยู่บ่อยๆ คือ 'ไม่เห็นตัวเลือกใหม่ที่ดีกว่า' นี่ก็มีข้อโต้แย้งอีกเช่นกัน

"นั่นเป็นวิธีการที่พรรคไทยรักไทยใส่เข้าไป คำถามคือ ทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย เราเคยมองคนแทนไว้หรือ ไม่มีหรอก มันเกิดขึ้นตลอดเวลา ถามว่าตอนที่เคลื่อนไหว 14 ตุลา มองเห็นไหมว่าใครจะมาเป็นนายกฯ แทนจอมพลถนอม (กิตติขจร) ไม่มี พฤษภาคมคุณเคลื่อนไหว เคยมองว่าจะเอาใครมาแทน ไม่มี แล้วทำไมคุณต้องมองด้วยล่ะ...

"งานเคลื่อนไหวโดยทั่วไปพื้นฐานเรียกว่ารีแอคชั่น มูฟเมนท์ คุณไม่พอใจรองเท้าที่สวมก็ถอดออก ทั้งที่ไม่รู้ว่ารองเท้าคู่ใหม่จะดีกว่าเก่าหรือเปล่า แต่ตอนนี้เราไม่ชอบรองเท้าคู่เก่าก็ถอดก่อน...

"ถ้าเราเชื่อว่าวีรบุรุษย่อมเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ ประวัติศาสตร์ไทยเป็นอย่างนั้นตลอดใช่ไหม และทำไมถึงไปกลัว ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ จอมพลสฤษดิ์ (ธนะรัชต์) จะขึ้นมาแทนจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้...คำถามที่ว่าจะเอาใครขึ้นมาแทน เป็นคำถามที่อีเดียทมาก"

ว่าแต่วันนี้คุณพอใจรองเท้าคู่ที่สวมอยู่หรือเปล่า?

 
 
 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com