 |
|
 |
| ปีที่ 13 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 |
 |
|
รายงานพิเศษ/นิติราษฎร์ บุญโย
ลาล่า..จอมสีไห โอวว์..แหม่มปลาแดก!
ปรากฏการณ์สะเทือนวงการบันเทิง สวนยุคน้ำมันแพง-ค่าแรงถูกในรอบปีนี้ คงไม่มีเรื่องใดที่น่าพูดถึงเท่ากับกระแส โปงลางสะออนฟีเวอร์ ที่สร้างความฮือฮาในคอนเสิร์ต 'โปงลางสะออน LIVE IN BANGKOK' และยอดขายแผ่นวีซีดีบันทึกการแสดงที่ทำสถิติ 1 ล้านก๊อบปี้ภายใน 1 เดือน
และแน่นอน! ถ้ากล่าวถึงโปลางสะออน ก็จะปรากฏชื่อ 'อี๊ด' สมพงษ์ คุนาประถม ลอยขึ้นมาเป็นภาพแรก ในฐานะหัวหน้าวง ผู้มาก 'มุก' และ 'ไหวพริบ'
พร้อมทั้งเป็นคนคิดคาแรคเตอร์ 'ลูลู่' บทบาทสาวพม่าพูดไม่ชัด และ 'ลาล่า' แหม่มลูกมั่วรัวอังกฤษ ที่เรียกเสียงฮาจากผู้ชมอย่างเป็นกอบเป็นกำมาแล้ว
ซึ่งวินาทีนี้ 'อี๊ด' ย้ำว่า "ขาดพวกเธอทั้งสองคน อาจไม่ใช่โปงลางสะออน"
และเธอทั้งสองคน ก็ตอบว่า "ถ้าขาดพี่อี๊ด ก็เหมือนเกือบตายคาเวทีเลยทีเดียว"
นับจากบรรทัดนี้ไป เราจะทำความรู้กับสองสาวโปงลางสะออน ผู้ทำให้ 'เฮียฮ้อ' หัวเราะร้อยล้าน และฝันถึงโครงการใหม่ที่จะทำกำไรในปีหน้า
0 0 0
'ลาล่า' จอมสแคลชไห (สีไห) หรือ 'อุ๊' ขวัญนภา เรืองศรี สาว อ.บ้านแท่น ชัยภูมิ ที่ถูกวางคาแรคเตอร์เป็นฝรั่งพูดไทยไม่ชัด และภาษาอังกฤษที่เจ้าตัวก็บอกว่าพูดไม่เก่งเหมือนกัน
'อุ๊' เล่าว่า สมัยเด็กๆ พอเริ่มเดินได้ พ่อจะเอาขี่คอไปตามงานบุญต่างๆ เช่น งานแห่นาค และไปงานไหน พ่อก็จับเธอขี่คอไปด้วยกัน เวลาได้ยินเสียงเพลงก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นฟ้อน ลุกขึ้นรำ ซึ่งชอบมาก ถ้าขึ้นเวทีจะเต้นจะฟ้อนเต็มที่เลย และได้รู้จักโปงลางตอน ป.6 เพราะมีคณะโปงลางมาแสดงอยู่ที่อำเภอ
"อยากเป็นอย่างนั้น อยากเป็นนางไห ตอนนั้นอยากไป อยากไปมากๆ.."
ความร่าเริงและยิ้มง่ายของเธอ ได้บ่งบอกลักษณะนิสัยขี้เล่นได้ไม่น้อย ในครอบครัวที่มีพี่น้อง 3 คน เธอเองเป็นลูกโต ส่วนพ่อแม่มีอาชีพรับราชการครู มีฐานะปานกลาง
"เป็นครอบครัวปานกลาง พ่อแม่เป็นครู ก็โอเคหมดทุกอย่าง ในการดำรงชีวิตในช่วงนั้น บ่ทุกข์บ่ยาก ไม่ได้รู้การเกี่ยวข้าวเกี่ยวนา ไม่รู้เลย มีหน้าที่เรียน ก็เรียนอย่างเดียว อยากไปเก็บถั่วช่วยแม่ แม่ก็ไม่ให้ทำ เพราะมันขึ้นผื่นเป็นคันขึ้นมา แม่ก็เลยไม่ให้ทำ ก็ถูกเพื่อนๆ ล้อเหมือนกันตอนกลับบ้าน ว่า อีลูกครู" (หัวเราะ)
ด้วยความชอบโปงลางมาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังจากจบมัธยมฯ ละแวกบ้าน เธอเก็บกระเป๋าลงมาที่เมืองน้ำดำ เพื่อเรียนต่อที่วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ และที่นั่นเองเป็นที่ฝึกปรือฝีมือสีไห พร้อมได้พบกับอี๊ด รุ่นพี่เสน่ห์แรงและขี้เล่นเหมือนกัน
"สมัยนั้นพี่เขาเหมือนเป็นผู้บ่าวซำน้อยนะ พี่จะเป็นดาว ไม่ใช่ดาวน์ซินโดรมนะ เป็นดาววิทยาลัย พี่เขาเก่งมาก จะร้อง จะลำ จะเล่นดนตรี จะดูดีมาก กรี๊ดกร๊าดกันมากในวิทยาลัย ก็เลยรักในฝีมือพี่เขานั่นแหละ เป็นคนเฮฮาปาร์ตี้ และก็รักวิธีการทำงานของพี่เขา"
อุ๊เล่าถึงสมัยเรียนอยู่ ก่อนจะมาเรียนจบระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
"ตอนมาเรียนก็เรียนยาก ต้องมาดัดนิ้ว ดัดมือ ครูบังคับให้ทำอยากจะร้องไห้ มันเจ็บจะตาย เพื่อนพากันลาออก แต่ไม่สนใจ จึงตั้งใจเรียน เพราะอยากเป็นนางไห หรือเป็นอะไรที่สวยๆ แต่ก็ไม่ได้เป็นเหมือนคนอื่นสักครั้ง ไม่ได้เป็นตัวเอกเลย" (หัวเราะ)
ขณะที่ถามถึงความ 'มั่น' ที่กล้าแสดงออก เพราะบ่อยครั้ง เราจะเห็นเธอกล้ารำด้วยท่าชะเวิบชะวาบ หรือการแสดงประกอบมุก "จะเห็นได้ไง..ถอดกางเกงในไว้" เป็นต้น แต่เธอก็ตอบว่า
"ทุกวันนี้ ยังไม่เชื่อมั่น ถ้าไม่มีอ้ายอี๊ดยืนอยู่ข้างๆ อ้ายอี๊ดเคยปล่อยอุ๊ไว้กับพี่ดวงสองคน เพราะแกไปถ่ายหนัง อุ๊ก็บ่เข้าใจว่าทำไมแกถึงกล้าทิ้งเราไว้ พี่แกบอกว่า พี่จะไปถ่ายหนังก่อนเด๊อ อุ๊เองพยายามทำเสียงแข็ง อุ๊จะร้องไห้ เพราะเหลือใจว่าทำไมกล้าทิ้งเราไป ทำให้สั่นๆ บนเวที มีแค่สองคน.. อุ๊คิดว่ายังเขินที่อยู่บนเวที ยังไม่รู้อารมณ์แขกเหมือนพี่อี๊ด พี่อี๊ดแกดูแขกแป๊บเดียว แกจะรู้ว่า ต้องการอารมณ์ขนาดไหน เขิน ไม่กล้าจ้องหน้าแขก จะกวาดสายตาไปยาวๆ อุ๊จะไม่สบตาแขก อาย ยังบ่กล้า ในตอนนี้ที่เราแสดงบ้าๆ ออกไปก็อายเหมือนกัน"
ส่วนความเห็นเรื่องการเอาโปงลางมาประยุกต์นั้น เธออธิบายว่า ทำแบบนี้มันสามารถทำให้คนรู้จักโปงลางมากยิ่งขึ้น ถ้ายังเล่นฟ้อนกันแบบเดิมๆ นับวันก็จะสูญหายไป
"มันทำให้คนรู้จัก อย่างโปงลาง ถ้าเกิดเราไม่ได้หยิบจับมาใช้ มาวิวัฒนาการอย่างนี้ คนจะไม่รู้จักเท่าทุกวันนี้ ถ้าทำเหมือนสมัยก่อน คนจะไม่รู้จักโปงลางเลย ถ้ายังเล่นลายลำเดิมๆ ยังเป็นคือเก่า จะเก็บมันไว้ในกรุเหมือนเดิม แต่ถ้าเราพัฒนาขึ้นมาใหม่เนี่ย ก็เป็นเหมือนทุกวันนี้ คนจะรู้จักมากขึ้น"
สาวชัยภูมิ ยังเล่าต่อไปอีกว่า มีคนเฒ่าคนแก่ อยากเห็นการรำฟ้อนเพิ่มมากขึ้น ส่วนเด็กๆ จะชอบลูลู่-ลาล่า เพราะดูแล้วสนุก
"คนเฒ่าคนแก่จะชอบช่วงรำ ส่วนเด็กน้อยจะเป็นลูลู่ ลาล่า เพราะมันสนุก แล้วเด็ก 5-6 ขวบ จะจำมุกและท่าเต้นเอาไปเล่น มันก็เลยเข้าถึงทุกเพศทุกวัย ทำให้เรามีให้ครบ และก็อยากพัฒนาในสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรม ซึ่งอ้ายอี๊ดแกก็จะสอดแทรกแนะนำในเรื่องเกี่ยวกับดนตรีโปงลางนี่ ก็มีพิณ อธิบายเกี่ยวกับท่ารำ เราก็มีให้ดู คนแก่ชอบ เด็กก็ชอบ เขาว่า โอ้งามหลายๆ"
ก่อนจะทิ้งท้ายการสนทนา ที่บริษัท อาร์สยาม จำกัด ลาดพร้าว 15 ของหัวค่ำวันก่อน โดยสาว 'ลาล่า' ได้ย้ำถึงภาพลักษณ์ของโปงลางสะออน ที่เริ่มต้นตั้งแต่เป็นนักศึกษา
"เพราะว่าเฮาอยู่ในฐานะของนักศึกษา ซึ่งมันเป็นเรื่องจริงๆ ของตอนนั้น ยังเป็นนักเรียน นักศึกษา โดยภาพถูกวางให้เป็นเด็กน้อย มาแสดงวัฒนธรรม แล้วจะแสดงแบบใส่นุ่งน้อยห่มน้อยมันก็ไม่ได้ ทำไม่ได้มันโป๊ แต่ทำได้ด้วยการแต่งเซ็กซี่ขึ้น มีการใส่เกาะอก และแต่งตัวให้อยู่ในรถไฟ (อินเทรนด์) มากขึ้น แต่ก็ไม่ให้ดูน่าเกลียดเกินไป
"ขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดี อยากให้ติดตามโปงลางสะออนตลอดไป เป็นกำลังใจให้กัน อุ๊จะพัฒนาตัวเองให้เป็นที่รักของแฟนๆ ตลอดไป"
0 0 0
******************
ลูลู่..อดีตนางไห สาวพม่าพอกะเทิน!
'ลูลู่' บทบาทหญิงพม่าพูดไทยไม่ชัดของ 'ดวง' ดวงฤดี บุญบำรุง สาวขอนแก่น จากเมืองชุมแพ เล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของลูลู่ว่า ตัวเธอเองเป็นคนที่ทำอะไรเชื่องช้า ทำให้อี๊ดคิดว่าคงเหมาะกับบทบาทสาวพม่า จึงให้ลองแสดงดู
"ตอนแรกเป็นนางไหค่ะ พี่อี๊ดเห็นว่า ดวง เป็นคนช้าๆ เนิบๆ เหมาะกับบทสาวพม่า ก็เลยให้ลองแสดงดูว่าขำไหม พอดีแม่บ้านร้านอาหารที่แสดงอยู่ เขาก็พูดแบบนี้ เลยเลียนแบบเขา ปรากฏว่าในวงชอบ ทำแล้วสนุก เหมือนเป็นสาวพม่าจริงๆ ตอนนี้กลัวๆ อยู่เหมือนกัน เพราะว่าพี่อี๊ดยังไม่พาไปขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวค่ะ"
หลายสัปดาห์ก่อน มีข่าวว่าเธอไม่สบาย ถึงขนาดต้องเข้าโรงหมอโรงพยาบาล ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่มีงานฉลองวีซีดีล้านก๊อบปี้ ที่กระฉูดผับ ถ.เกษตร-นวมินทร์ แต่ด้วยความมีสปิริตของเธอ จึงหอบสังขารมาสร้างความสนุกสนาน โดยไม่มีร่องรอยของการเจ็บไข้แม้เพียงน้อย สมความเป็นคนอีสานอันทรหดอดทน
ชีวิตวัยเด็กของสาวดวงนั้น ไม่ต่างจากลูกอีสานทั่วไป แต่ฐานะทางบ้านก็ไม่ถึงกับยากจนข้นแค้นมากนัก พออยู่ดีกินอิ่ม หลังจากจบโรงเรียนประถมและมัธยมละแวกบ้านธาตุ ต.หนองเขียด แล้ว เธอจึงสอบเข้าเรียนต่อระดับอนุปริญญาที่วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์
ที่สถาบันการศึกษาแห่งนี้ เน้นสอนการฟ้อนรำพื้นบ้านเป็นหลัก แต่เธอก็ไม่ได้สนใจจะมุ่งเอาดีทางนี้มาตั้งแต่ต้น สมัยเด็กๆ เธอเห็นแม่ไปฟ้อนตามงานบุญ เธอจะร้องไห้ เพราะรู้สึกอาย ครั้นพอโตขึ้นมาหน่อยก็ได้เปลี่ยนทัศนะเหล่านั้นไปสิ้น เหลือไว้เพียงความสนุกสนานมากกว่า และด้วยความส่งเสริมของครูประชาบาลสมัยนั้น พร้อมเพื่อนอีกหลายคนก็เลือกเรียนด้านนี้ จึงเป็นความผูกพันและจะเอาดีในทางที่เลือกแล้วอย่างมุ่งมั่น
"ตั้งแต่เด็กน้อยเหรอค่ะ พ่อแม่ดวงก็ทำงานธรรมดา ไม่ได้ทำอะไร ก็บ่เคยสัมผัสเหมือนกันว่า ทำนาเขาทำแบบไหน เพราะว่าตั้งแต่มาเรียน ม.1 ก็มาอยู่ต่างจังหวัดเลย ไม่รู้นะ แต่ขอเงินทางบ้าน ก็ขอได้ ซึ่งครอบครัวก็ไม่ได้ร่ำรวยน่ะ ก็พออยู่พอกิน ก็อยู่ซำบายในวิถีชีวิตของเฮา เฮาเกิดมาบ่แม่นรวยเลย มีเท่าไหร่ก็ใช้พอเท่านั้น...
"ก็ไม่คิดว่าจะมาเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์ฯ แต่ครูที่สอนเป็นกะเทยค่ะ ก็ให้ไปกับเพื่อน ที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน จึงได้มาสมัครวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ ไม่คิดเลยว่าจะมาทางนี้ แต่ที่นี้ได้มาแล้ว เราต้องมีใจมุ่งมั่นที่สุด มันก็เลยได้มาเรียนกับเพื่อนต่างจังหวัด ก็เลยมีความสุข เราเรียนแบบไม่ใช้สมองอะไรเยอะ ก็มีการคลายเครียด มีร้อง มีลำ มีเรียน สลับกันไป จึงมีส่วนทำให้ใจเรารักมากขึ้น จนถึงทุกวันนี้ค่ะ"
หลังจบการศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์แล้ว เธอเดินทางมาเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (คลองหก) ปทุมธานี หลังจบการศึกษาได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนนาฏศิลป์ที่โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย จ.เพชรบูรณ์ เป็นเวลา 1 ปี แล้วมาทำงานในหน่วยงานของ กทม. พร้อมกันนั้นได้แสดงรำพื้นเมืองโปงลางตามร้านอาหารตอนกลางคืน
จึงได้มาพบกับ 'อี๊ด' ที่ทำวงโปงลางเล่นตามร้านอาหารอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
"รู้จักกันครั้งแรก เพราะไปเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ ก็เล่นหอบผ้าหอบผ่อนตามพี่เขามาจ้ะ เพราะใจรักด้านนี้มาก ชอบพี่อี๊ดตรงที่ว่าเป็นคนตั้งใจทำงาน และทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นพี่อี๊ด ซึ่งดวงชอบหมด พี่อี๊ดเป็นคนละเอียดต่องาน และพี่เขาเป็นคนใจดี"
'ดวง' หรือ 'ลูลู่' ที่คุณๆ รู้จักถึงความ 'กล้า' นั้น แตกต่างอย่างกันมาก หลังนั่งล้อมวงคุยกับเธอ ท่าทางพูดน้อย และเหนียมอาย ผิดกับ 'ลาล่า' และอี๊ดเป็นยิ่งนัก ที่พูดจาฉะฉาน เธอเล่าให้ฟังอีกว่า ยังขาดความมั่นใจอยู่บ้าง บางครั้งก็กลัวคนไม่หัวเราะเหมือนกัน แถมยังบอกว่าตนเองยังไม่ใช่เอนเตอร์เทนเนอร์ที่แฟนๆ ยกให้
"ยังไม่ถึงกับขนาดนั้น ยังบ่ได้คิดว่าเอนเตอร์เทนคนได้ขนาดนั้น ยังไม่ได้คิด (หัวเราะ) แค่คิดว่า ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ให้คนอื่นยอมรับเราได้"
ขณะที่เส้นทางมายาดูสว่างไสว น่าหลงใหล แต่เธอก็ยังบอกว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้น เป็นก้าวสำคัญที่เป็นรูปเป็นร่าง แต่เธอยังต้องพัฒนาตัวเองด้านการแสดงให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้แฟนๆ เบื่อเธอเร็วเกินไป
"ต้องพัฒนาอีกหลายๆ อย่าง อยากให้มันดีกว่านี้หลายๆ อยากให้เข้าถึงได้ดีกว่านี้ สามารถโชว์เขาได้ อยากพูดภาษาอังกฤษได้ และต้องปรับอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการแสดงออกบางอย่าง มันอาจจะเขินอยู่"
อย่างไรก็ตาม มี 'ดาวรุ่ง' ก็มี 'ดาวร่วง' เป็นหลักสัจธรรมตามกาลเวลา แต่ใครจะไปเร็วหรือช้า ก็อยู่ที่กระทำของตัวเองทั้งสิ้น ฉะนั้น ละครชีวิตของเธอที่ผ่านอุปสรรคมาพอสมควร จะประคับประคองได้ดีเพียงใดนั้น แฟนๆ มหาชนเป็นผู้เฝ้ามองอยู่!!
|
|
|
| |
|
|
|