 |
|
 |
| ปีที่ 13 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 |
 |
|
เรื่องจากปก/ทีมข่าวการเมือง
ชัยชนะ 'เสธ.หนั่น' ไฟฝัน 'ชาละวัน' บรรเจิด!
ชัยชนะของ 'เสธ.หนั่น' พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ถ้าจะว่าไปแล้ว หนีไม่พ้น คงต้องย้อนกลับไปทบทวนคำสบประมาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่กล่าวระหว่างเกมแข่งขันเลือกตั้งซ่อมเขต 3 พิจิตร ที่ว่า
"เสธ.หนั่น จบชีวิตทางการเมืองแล้ว!"
'จบชีวิตทางการเมือง' ถ้ามองผ่าน สุทิน คลังแสง รองโฆษกพรรคไทยรักไทย นำมาขยายความในเชิงเห็นด้วย และตอกย้ำ ก็คือ หลังจาก พล.ต.สนั่น ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความผิด กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ก็เคยประกาศจะวางมือทางการเมืองมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่กลับลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งพรรคมหาชนอยู่อีก ทั้งยังประกาศอีกครั้งเมื่อการเลือกตั้งที่ผ่านมา (6 กุมภาพันธ์ 2548) ว่า หากได้ ส.ส.แค่ 1 คน จะกลับไปเลี้ยงหลานที่บ้าน ก็ยังผิดสัญญาอีก...
ความจริง 'เสธ.หนั่น' ไม่ได้ผิดสัญญา เพราะผลปรากฏว่า พรรคมหาชนได้ ส.ส.เข้ามา 2 คน จึงรอดตัวไปอย่างหวุดหวิด
แต่ในความหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจหมายถึงอำนาจและบารมีที่เคยโดดเด่นทางการเมืองมาก่อนในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์อย่างยาวนาน จนเป็นที่ค้อมหัวให้ของนักการเมืองทั้งน้อยใหญ่ เป็นมือประสานสิบทิศที่ได้ชื่อว่า 'ฉมัง' ที่สุดคนหนึ่งมาแล้ว เป็นรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่หลายกระทรวง รวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควบรองนายกรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย (ชวน 2) ก่อนที่จะมาโดน 'เว้นวรรค' ทางการเมือง
แล้วนับแต่นั้นมา สง่าราศี อำนาจบารมีที่เคยเขื่องโข ก็ดูเหมือนหดหายตามไปด้วย
แม้แต่ออกจากพรรคประชาธิปัตย์ มาตั้งพรรคมหาชน เพื่อสู้ศึกเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร กล่าวคือ ได้รับเลือกตั้งเข้ามาเพียง 2 ที่นั่ง ทั้งที่ตั้งเป้าเอาไว้สูงถึง 100 ที่นั่ง แถม 'ลูกยอด' ศิริวัฒน์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ที่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้งเขต 3 พิจิตร ก็ยังสอบตก พ่ายแพ้ให้แก่ 'นาวิน บุญเสรฐ' ลูกชาย พ.ต.ท.อดุลย์ บุญเสรฐ คู่ปรับตลอดกาลของอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์
ไม่เพียงเท่านั้น ส.ส.2 คนของพรรคมหาชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ก็ดันไม่ฟังมติพรรค ปันใจให้กับฝ่ายรัฐบาล ทั้งที่ตัวเองอยู่ฝ่ายค้าน แม้ 'เสธ.หนั่น' ในฐานะหัวหน้าพรรคจะออกมาห้ามปรามก็ไม่ฟัง
แน่นอน สิ่งเหล่านี้มิได้ปิดบังซ่อนเร้นการรับรู้ของมหาชนคนไทยเลยแม้แต่น้อย ยิ่งชาวพิจิตร ยิ่งน่าจะติดตามความเคลื่อนไหวของอดีต ส.ส.คนนี้อย่างไม่ว่างเว้นสายตาอีกด้วย เพียงแต่จะมีใครสักกี่คน ที่หยิบยกขึ้นมาสบประมาทตราหน้าอย่างหน้าตาเฉยเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ
การสบประมาทเช่นนี้ จะทำให้เห็นเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ความยโสโอหังของผู้มีอำนาจเหนือกว่าทางการเมือง และการเหยียบย่ำซ้ำเติมอีกฝ่ายอย่างไม่ปรานีปราศรัย
อีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ จากแง่มุมวิเคราะห์ของประธานเครือข่ายกลุ่มแสงตะวัน จ.พิจิตร ในฐานะคนกลางทางการเมือง กล่าวว่า ชัยชนะของ 'ลูกยอด' ศิริวัฒน์ เกิดจากสองส่วนด้วยกัน
ส่วนแรก คือ การใช้ยุทธศาสตร์ ขอ '125 เสียง' เพื่อให้ฝ่ายค้านสามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีประเด็นทุจริตได้ ซึ่งเรื่องนี้พรรคไทยรักไทย ประมาทชาวบ้าน จ.พิจิตร ว่าไม่สนใจ และไม่รู้จักว่ายุทธศาสตร์นี้คืออะไร แต่ผลปรากฏว่า ชาวบ้านรู้เรื่องการเมืองเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดของพรรคไทยรักไทย ที่ไม่ได้แก้เกมฝ่ายค้านในประเด็นนี้
ส่วนที่สอง นับว่าเป็นผลมาจาก 'ลูกอ้อน' ของ เสธ.หนั่น ที่ประกาศจะย้ายสำมะโนครัวออกจาก จ.พิจิตร หากแพ้เลือกตั้งอีกครั้ง หรือจะฆ่าตัวตาย และหรือแม้แต่การร้องห่มร้องไห้ออกทีวี ให้ชาวบ้านเกิดความสงสาร และเทคะแนนให้อย่างท่วมท้น
ยิ่งช่วงโค้งสุดท้าย เสธ.หนั่น มาโดนรุมโจมตีจากนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ไปช่วยหาเสียงอีก ยิ่งทำให้คนพิจิตรสงสารชนิดจับจิตจับใจขึ้นมาทันที
ชัยชนะที่ 'เสธ.หนั่น' และ 'ลูกยอด' ศิริวัฒน์ ได้มา นอกจากจะทำให้เห็นความเป็นจริงของสังคมชาวบ้านแล้ว ยังเป็นบทเรียนราคาแพงของ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย
ทางด้าน 'เสธ.หนั่น' หลังชัยชนะครั้งนี้ สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปก็คือ จังหวะก้าวที่จะนำ 'พรรคมหาชน' เดินหน้าไปสู่จุดหมายที่วาดฝันเอาไว้ก่อนหน้านี้ได้อย่างไร
แม้ว่า แทบจะถูก 'ดับฝัน' ไปแล้วจากการเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ตาม
อย่าลืม เวลานี้เท่ากับ 'เสธ.หนั่น' มีที่ยืนทางการเมืองแล้ว และลุกขึ้นได้จากที่ล้มลุกคลุกคลานมานาน
ทั้งอย่าลืม สโลแกนของพรรคมหาชน ก็คือ 'พรรคทางเลือกที่สาม' ที่แม้จะไม่ชัดนักว่าเป็นทางเลือกที่สามแบบไหน แตกต่างจากทางเลือกที่หนึ่งและที่สองตามอุดมการณ์ของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตหัวหน้าพรรค หรือไม่
หรือว่า ทางเลือกที่สาม ที่มีไว้สำหรับ ส.ส.บางกลุ่มในพรรคที่หนึ่งและพรรคที่สอง เป็นที่พึ่งพิงยามยาก หากเกิดวิกฤตการณ์ขัดแย้งภายในอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้น อย่างที่นักวิเคราะห์หลายคนเคยวิเคราะห์เอาไว้ก่อนหน้านี้
ยิ่งเมื่อมาดูสายสัมพันธ์ของ 'ชาละวันการเมือง' ที่เคยตกเป็นข่าวกับกลุ่มสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และแม้แต่กลุ่ม 'ป๋าเหนาะ' เสนาะ เทียนทอง ที่ดูเหมือนสายสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่สู้ดีนักในพักหลัง
หรือฝ่ายประชาธิปัตย์ ก็มีกลุ่มของ ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรค เด็กในคาถา 'เสธ.หนั่น' และกลุ่มสนามบินน้ำเก่า ที่อาจลำบากใจขึ้นมาวันหนึ่งวันใดในการอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงนักการเมืองรุ่นเก่าที่มีสายสัมพันธ์โดยตรงอยู่แล้ว
เหล่านี้ ไม่มีทางปฏิเสธความหวังดีของ 'เสธ.หนั่น' ได้ หากเกิดวิกฤติภายในพรรคที่หนึ่ง หรือที่สองขึ้นมา
นอกจากนี้ ที่เห็นได้ชัดว่า แกนนำพรรคมหาชนบางคน วาดฝันอันใดเอาไว้ ก็คือ เกมบีบ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ลาออกจากหัวหน้าพรรค แล้วเรียกร้องให้ 'พล.ต.สนั่น' ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทน
นัยว่าต้องการอาศัยบารมีของนักการเมืองผู้นิยมดื่มไวน์ ในการหาทุน และหาคอนเนคชั่นทางการเมือง เพื่อฟื้นฟูพรรคมหาชนขึ้นมาใหม่
อย่างนี้แล้ว รับรองถึง 'ขาลง' พ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อไร อาจได้เห็น 'ขาขึ้น' เสธ.หนั่น คนนี้บ้าง
แม้ว่าวันนี้จะยังเป็น 'ฝันเฟื่อง' อยู่ก็ตาม..จับตาดูให้จงดี!!
|
|
|
| |
|
|
|