 |
|
 |
| ปีที่ 13 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 04 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 |
 |
|
บก. บอกข่าว
'ทักษิณ' ใกล้แพ้ภัยตัวเอง!?
เปรยๆ ไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ว่าไม่อยากจะเอ่ยถึงศึกเลือกตั้งซ่อม ส.ส. 4 เขต 4 พื้นที่สักเท่าไหร่? เพราะก็รู้ๆ กันอยู่ว่าในแวดวงการเมืองนั้น 'ไม่มีมิตรแท้-ศัตรูถาวร' และอีกอย่างผลเลือกตั้งซ่อมก็ไม่สามารถจะชี้วัดกระแสการเมืองโดยรวมได้ แต่เมื่อผลเลือกตั้งออกมาว่าไทยรักไทยแพ้พ่ายแบบเสียฟอร์ม กล่าวคือ รักษาที่นั่งเดิมไว้ได้เพียง 1 ใน 3 เขต ขณะที่อีก 3 เขตสูญเสียที่นั่งให้ฝ่ายค้านทั้งหมด... สัปดาห์นี้เลยจะขอโหนกระแสเรื่องนี้ด้วยคนนะครับ
ไม่มีอะไรหรือติดใจอะไร? เป็นพิเศษหรอกครับ เพียงแต่สะดุดใจกับคำพูดบางคำของนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่เพียงแต่จะระบายออกมาเป็นกระสายหลังทราบผลการเลือกตั้งซ่อมอย่างเป็นทางการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอารมณ์เบื้องลึกของนายกฯ ซีอีโอด้วย
"จังหวัดนครสวรรค์ได้มอบความไว้วางใจให้กับรัฐบาล โดยเลือก ส.ส.รัฐบาลทั้งจังหวัด แน่นอนอันนี้ต้องตรงไปตรงมา ต้องได้สิทธิดูแลเป็นพิเศษ ผมตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จังหวัดไหนมอบความไว้วางใจให้เรา ต้องดูแลเป็นพิเศษ แม้เราต้องดูแลคนทั้งประเทศด้วย แต่เวลาจำกัด ต้องเอาเวลาไปจังหวัดที่เราได้รับความไว้วางใจมากเป็นพิเศษ จังหวัดที่ไว้วางใจเราน้อยต้องเอาไว้ทีหลัง ไม่ใช่ไม่ไป คิวต้องเรียงอย่างนี้ ผมเป็นคนพูดตรงไปตรงมาเปิดเผย"
ก็คงจะเป็นเพราะปากอย่างนี้ล่ะกระมัง ที่ส่งผลให้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นตามมาอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่บอกว่าผลการเลือกตั้งคราวนี้เป็นภาพสะท้อนการเมือง 'ขาลง' ของไทยรักไทยและรัฐบาล หรือกระทั่งบอกว่าประชาชนในพื้นที่ 'ขานรับ' ยุทธศาสตร์ 125 เสียง เลยแห่ลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายค้าน เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐมนตรีทุจริต
ทั้งที่เหตุผลจริงๆ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้ เนื่องจากทั้ง 4 เขตเลือกตั้ง ยังถือเป็นพื้นที่ชนบทห่างไกล และประชาชนส่วนใหญ่อยู่ไกลจาก 'ข้อมูล-ข่าวสาร' ต่างๆ พอสมควร ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจกระแสการเมืองโดยรวม จึงเลือกที่ตัวบุคคลกันมากกว่าพรรค แต่ก็อย่างว่าล่ะครับ เมื่อนายกฯ ทักษิณระเบิดอารมณ์ 'เบื้องลึก' ออกมา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ก็ต้องพุ่งไปที่ท่านเป็นธรรมดา
ซึ่งถ้ายังจำกันได้เมื่อไม่นานนี้ นายกฯ ทักษิณก็เคยสะท้อนอารมณ์เบื้องลึกออกมาในแบบเดียวกันนี้ หลังจากรัฐบาลประกาศนโยบาย 'หมู่บ้าน 3 สี' หรือการจัดแบ่งโซนสีหมู่บ้านในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจะตัดงบฯ พัฒนาท้องถิ่นโครงการ 'เอสเอ็มแอล' ในหมู่บ้านสีแดง ลำดับถัดจากนั้นก็มีนักวิชาการ เอ็นจีโอและกลุ่มองค์กรเอกชนต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านกันใหญ่โต
คราวนั้น นายกฯ ซีอีโอ 'ตบะแตก' ด่าเช็ดคนคัดค้านแบบไม่ไว้หน้าเลยทีเดียว ระบุว่าตั้งวงด่าๆ เพื่อจะได้ลงข่าว เมื่อได้ลงแล้วก็เท่ แต่ผลสุดท้ายไม่มีสาระอะไร อยากให้ท่านทำอะไร? ก็ให้บอกมา "...บอกมาเลยว่าจะทำอย่างไรกับไอ้คนที่มันฆ่าคนทุกวันแล้วเอาใจไปนั่งอยู่กับครอบครัวคนที่ถูกฆ่า และคนที่หกโมงเย็นต้องนั่งหดหัวอยู่กับบ้าน ไม่กล้าไปไหน จะให้ทำอย่างไร? ช่วยบอกบ้าง หรือว่างๆ ก็ลองไปอยู่ทางใต้สักเดือนแล้วจะประกันชีวิตให้ เพื่อจะได้ภาพรวมต่างๆ"
พร้อมทั้งยํ้าว่า "ผมรู้...ไอ้พวกนี้ไม่เลือกเบอร์ 9 ทั้งนั้น ไม่มีปัญหาหรอก เพียงแต่ฟังผม ไม่ใช่ไม่ฟัง ไม่ใช่คนไม่เลือกผมแล้วไม่ฟัง แต่ฟังสร้างสรรค์หน่อย ให้แนวคิดหน่อย ติอย่างเดียวไม่ได้ อย่างอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน แ-ม่-งออกมาติอยู่นั่นแหละ ติแล้วไม่มีแนวคิด อยากถามว่าชีวิตเขาทำอย่างไรเป็นบ้าง มันต้องติแล้วเสนอแนวคิด ไม่ใช่ว่าแนวคิดไม่มี แล้วก็ติอยู่นั่น..."
เชื่อมั้ยครับว่านายกฯ ทักษิณปากแข็ง ชูความเป็นผู้นำที่เด็ดขาดอยู่ได้ไม่นานนัก แต่เมื่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขยายวง 'บานปลาย' เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสถานการณ์ความรุนแรงต่างๆ ในพื้นที่ไม่มีทีท่าจะคลี่คลายเบาบางลง ท่านก็ยกธงขาว ยกเลิกนโยบาย 'หมู่บ้าน 3 สี' ไปเงียบๆ
คราวนี้ผมไม่รู้ว่านายกฯ ทักษิณ จะหาทางลงให้ตัวเองอย่างไร? แต่เท่าที่ไปสดับรับฟังมาจากหลายๆ วงที่ออกโรงวิพากษ์วิจารณ์นั้น ส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่านายกฯ ซีอีโอไม่น่าใช้คำพูดแบบนั้น หรือประกาศแบ่งแยก จังหวัดไหนเลือกไทยรักไทย จะยกเป็นพลเมืองชั้นหนึ่ง ที่รัฐบาลจะดูแลเป็นพิเศษ ส่วนจังหวัดไม่เลือกให้รอกินนํ้าใต้ศอก เพราะงบประมาณที่ใช้ก็เป็นเงินที่มาจากภาษีของพี่น้องประชาชนทุกคน ขณะที่บางคนบอกว่า "...คำพูดนายกฯ ทักษิณ จะทำให้คนมองเรื่องการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทน หรือผลประโยชน์แลกผลประโยชน์"
ส่วนตัวผมเองนั้น แม้ไม่อยากจะให้ 'คอมเมนท์' อะไร? เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่พอมีคนซักถามเรื่องนี้เมื่อไหร่? ผมก็มักไม่อ้อมค้อมที่จะตอบว่าคำพูดนายกฯ ซีอีโอข้างต้น ทำให้เห็นตัวตนของท่านว่าเป็นคนคับแคบ ขาดภาวะความเป็นผู้นำสูง- -รวมทั้งบอกด้วยว่าผลการเลือกตั้งซ่อมที่ไทยรักไทยแพ้พ่ายเสียฟอร์มนั้น เป็นสนิมที่เกิดแต่เนื้อใน ไม่ใช่แค่แพ้พรรค 'คู่แข่ง' หากแต่ยังเป็นการแพ้ภัยตัวเอง เนื่องจาก 'แม่ทัพ-นายกอง' ที่ส่งขึ้นไปบัญชาศึก ต่างก็ไม่ต้องการจะแสดงบทบาทในสนามรบกันอย่างเต็มที่ด้วย
|
|
|
| |
|
|
|