 |
|
 |
| ปีที่ 13 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548 |
 |
|
กีฬา / ธรรมศักดิ์ มีแสงเงิน
ลูกหนังแอฟริกา ปฏิวัติตัวเองหรือภาพลวงตา
เดือนตุลาคม 2005 ถือเป็นเดือนแห่งการปฏิวัติลูกหนัง แอฟริกัน วันหนึ่งก็ว่าได้ เมื่อฟุตบอลโลก 2006 รอบคัดเลือกของพวกเขาจบสิ้น ปรากฏว่ามีถึง 4 ชาติ จากตัวแทนทั้งหมด 5 ชาติ ที่จะได้ไป เยอรมนี โดยเป็นชาติที่ไม่เคยผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกมาก่อน นับตั้งแต่ฟุตบอลโลกหนแรก ได้แก่ โตโก, กานา, ไอวอรี โคสต์ และ อังโกลา บวกกับหน้าเก่าอย่าง ตูนิเซีย อีกหนึ่ง
คืนวันดังกล่าว ถนนสายหลักในแต่ละเมืองของทั้ง 4 ชาติ อาทิ โลเม, อัคครา, อบิยัน และ ลูอันดา ผู้คนได้ออกมาฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง อารมณ์ของพวกเขาช่างต่างกันลิบลับกับ แคเมอรูน, ไนจีเรีย, เซเนกัล, โมร็อกโก กลุ่มขั้วอำนาจเก่า ที่คงนึกว่าโลกโหดร้ายต่อพวกเขาอย่างยิ่ง แต่ในวงการลูกหนังแล้ว สิ่งดังกล่าวที่เป็นพลังขับเคลื่อนในทวีปแอฟริกาอย่างชัดเจน
ลองมาดูว่าอะไรเกิดขึ้นกับฟุตบอลโลกของแอฟริกาในแต่ละกลุ่ม
กลุ่ม 1 การดวลกันระหว่าง โตโก กับ เซเนกัล เมื่อแรกพบดูเหมือน โตโก ไม่น่าจะสร้างความเจ็บปวดให้กับ เซเนกัล ได้แม้แต่น้อย ทว่าสุดท้าย โตโก กลับได้บินไปปักธงที่เยอรมนี แม้พวกเขา0Tมีนักเตะที่โด่งดัง แต่ก็ไม่ถึงกับเป็น 'ซูเปอร์สตาร์' ได้เพียงคนเดียว คือ เอมมานูเอล อเดบายอร์ หัวหอก โมนาโก แห่ง ดิวิชั่น 1 ฝรั่งเศส เท่านั้น ผิดกับเซเนกัล ที่มีผู้เล่นเรียกได้ว่าเป็นชั้นนำมากมาย อาทิ อองรี กามารา และ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ คู่หัวหอก จาก วีแกน แอธเลติก กับ โบลตัน วันเดอเรอร์ส ใน พรีเมียร์ชิพ อังกฤษ
สเตฟาน กี โค้ช ชาวฝรั่งเศส ของเซเนกัล แม้จะยอมรับว่าจุดพลิกผันของกลุ่มเขา คือวันที่ 'สิงโตแห่งเตรันกา' ออกไปพ่ายโตโก 1-3 ทำให้ทุกอย่างสายเกินแก้ แต่ก็กล่าวโทษลูกทีมเช่นกันว่า นักเตะเซเนกัล ก็มีส่วนทำให้พวกเขาไม่ได้ไปฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย 2 หนติดต่อกัน เพราะส่วนใหญ่ต่างทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้สโมสรมากกว่าทีมชาติ
เนื่องจากครอบครัวมีพื้นเพค่อนข้างลำบาก นักเตะกลุ่มดังกล่าวจึงต้องเรียนรู้ที่จะเอาตัวรอดในอาชีพนักฟุตบอล ทำให้มาตรฐานของแต่ละเกมของเซเนกัลไม่เท่ากัน ความสามัคคีน้อย กว่าจะรู้ตัว กว่าจะมาเอาจริง ก็ใน 3 เกมสุดท้าย มันช้าเกินไป และยังบ่งชี้อีกด้วยว่า โตโกก็จะเจอสภาพแบบเดียวกันนี้ในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกหนต่อไป เมื่อนักเตะในทีมของพวกเขากลายเป็นคนดัง เพราะความเป็นอยู่ของโตโก ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเซเนกัล นัก
กลุ่ม 2 กานา ที่ถือว่านักเตะของพวกเขากำลังไปได้ดีกับการค้าแข้งใน ยุโรป โดยเฉพาะ มิกกาแอล เอสเซียง กองกลาง เชลซี แชมป์ลีกลูกหนังสูงสุดเมืองผู้ดี นอกจากนั้นสื่อในทวีปต่างพากันยกย่องว่า นักเตะที่ดีที่สุดชุดหนึ่งของกานา ได้ ราโตเมียร์ ดูโควิช โค้ชเลือด เซิร์บ เป็นโค้ชที่ดีที่สุดของพวกเขาคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ จึงถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่กานาจะได้ไปฟุตบอลโลก
ขณะที่ แอฟริกาใต้ มหาอำนาจเดิม กลับตกต่ำลงไปถึงอันดับ 4 ของกลุ่ม และประสบปัญหาเดียวกับเซเนกัล ในกลุ่ม 1 คือ นักเตะในชาติหลายคน เลือกสโมสรมาก่อนชาติ เพื่อสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าของครอบครัว ถึงกับถูกสื่อบ้านเกิดโจมตีว่า 'บาฟานา บาฟานา' ไปไม่รอดเพราะนักรบขายหัวใจไปก่อนลงสนาม พวกเขาตกรอบก่อนที่จะลงคัดเลือกด้วยซ้ำ
กลุ่ม 3 ดูเหมือนจะดุเดือดที่สุด และสถานการณ์พลิกไปพลิกมาตลอด ระหว่าง แคเมอรูน กับไอวอรี โคสต์ ก่อนเกมสุดท้าย ไอวอรี โคสต์ ที่มี ดิดิเยร์ ดร็อกบา หัวหอก เชลซี และ โคโล ตูเร เซนเตอร์แบ็ค อาร์เซนอล แชมป์กับรองแชมป์พรีเมียร์ชิพ เป็นตัวนำที่ดูเหมือนจะตกรอบคัดเลือกไปแล้ว ในทางปกฺบัติ เพราะพวกเขาพ่าย 'หมอผี' 2-3 คาบ้านตัวเอง ทว่า สิ่งที่ทำให้แคเมอรูน ตกรอบก็เพราะแพ้ภัยตัวเอง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่สะสมมานานแสดงออกในเกมสุดท้าย ในแคเมอรูนพวกเขามี 'ซูเปอร์สตาร์' เกือบทุกตำแหน่ง แต่ก็แบ่งแยกเป็นก๊วนใคร ก๊วนมัน แถมยังกล่าวโทษกันเองมาตลอดในแต่ละนัดก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะ ซามูแอล เอโต แห่ง บาร์เซโลนา แชมป์สแปนิช ลา ลีกา ที่เคยถูกเพื่อนร่วมทีมโจมตีอย่างรุนแรง และคว่ำบาตรไม่ให้ร่วมทีมมาแล้ว ได้ระเบิดทุกอย่างหลังตกรอบคัดเลือก และต่อว่า ปิแอร์ โวเม กองหลังกัปตันทีม อย่างรุนแรง ที่มาแย่งยิงลูกจุดโทษ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ในเกมเสมอ อียิปต์ 1-1
เพราะหน้าที่เพชฌฆาตเป็นของ เอโต ทว่า ในทีมเกิดแตกแยกกันเอง ทั้งที่ลูกจุดโทษดังกล่าว หากเป็นประตู พวกเขาจะมีแต้มมากกว่าไอวอรี โคสต์ และได้เข้ารอบสุดท้ายทันที โดยสื่อแคเมอรูน ได้วิพากษ์นักเตะของพวกเขาอย่างรุนแรง ว่าเห็นทีมชาติเป็นบันได ต้องการโชว์ผลงานเด่นในชุดหมอผี เพื่อให้เข้าตาสโมสรลูกหนังชั้นนำเท่านั้น
กลุ่ม 4 อังโกลา ที่เป็นความภูมิใจที่สุดของสื่อแอฟริกา ก็ว่าได้ เมื่อผ่านด่านอันตรายถึง 3 ชาติ ได้แก่ ไนจีเรีย, ซิมบับเว และ แอลจีเรีย ทั้งที่พวกเขามีปัญหาการเมืองภายในประเทศ และไม่มีนักเตะคนใดที่เรียกได้ว่า 'เป็นที่รู้จัก' มาก่อน โดยพวกเขาถูกวิเคราะห์จาก คริสเตียน ชุควู โค้ชไนจีเรีย ว่า แม้ อังโกลา จะพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองขึ้นมามากก็จริง แต่คู่ต่อสู้ร่วมกลุ่มส่วนใหญ่ ฆ่าตัวตายเองเพราะปัญหาภายในทีม
โดยเฉพาะ ไนจีเรีย ที่มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารและโค้ช และปัญหาการคอร์รัปชัน ทำให้นักเตะที่ดีที่สุดขณะนี้ หลายคนไม่ถูกเรียก แต่ต้องพึ่งตัวหลักเก่าๆ เพราะต้องการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในแต่ละเกม เห็นได้ชัดว่า อังโกลา ได้แชมป์กลุ่ม เพราะการนับผลเฮด ทู เฮด เจอกันเองกับไนจีเรีย เนื่องจากทั้งสองทีม มีแต้มเท่ากัน ในสายตาของ 'ซูเปอร์อีเกิล' ความสำเร็จของอังโกลา จึงเป็นภาพลวง แถมยังหยันด้วยว่า อังโกลา จะแพ้ 3 นัดรวดในรอบแรก
กลุ่ม 5 ดูเหมือนจะบ่งบอกตั้งแต่แรกแล้วว่า หากไม่ใช่ ตูนิเซีย ก็คงเป็น โมร็อกโก 2 หน้าเก่า ที่จะได้ไปเยอรมนี เพราะ กินี, เคนยา, บอสวานา และ มาลาวี ทีมร่วมกลุ่ม มีปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองภายในประเทศ จนยากที่จะทุ่มเทให้กับกีฬาได้ดีไปกว่านี้ แต่สิ่งที่หน้าจับตามองของกลุ่มนี้ ก็คือบทพิสูจน์ว่า หากชาติใดได้โค้ชที่ดี นั่นย่อมหมายถึงความสำเร็จ เพราะฝีเท้าในแต่ละชาติของแอฟริกา ไม่หนีห่างจากกันมากนัก และนั่นทำให้ตูนิเซีย ที่มี โรเชร์ เลอแมร์ อดีตโค้ชทีมชาติฝรั่งเศส ชุดแชมป์ 'ยูโร 2000' ได้ไปเยอรมนี แม้โมร็อกโก จะไม่แพ้ทีมใดในรอบคัดเลือกก็ตาม
ทั้งหมดคือภาพรวมจากทั้ง 5 กลุ่ม ว่าทำไมถึงมีหน้าใหม่ถึง 4 ชาติ จาก 5 ตัวแทนชาติแอฟริกา ในฟุตบอลโลก 2006 หากทั้ง 4 ชาติ ล้มเหลว แสดงว่าข้อสันนิษฐานของไนจีเรีย ถูกต้องว่าทั้งหมดเป็นแค่ภาพลวงตา แต่หากทั้ง 4 ชาติ ทำได้ดีเหมือนในรอบคัดเลือก ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีของประเทศในโลกที่ 3 กลุ่มด้อยพัฒนา ที่สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างเป็นรูปธรรม
****************************
อีกสถิติของ 'ไทเกอร์'
คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณว่า นักกอล์ฟที่ชื่อ 'เจ้าเสือ' ไทเกอร์ วู้ดส์ เก่งกาจขนาดไหน
หลายคนบอกว่าสถิติต่างๆ ที่เขาทำไว้ในวงการกอล์ฟ มันเป็นสิ่งที่ต้องเรียกว่า 'ปรากฏการณ์' ชัดๆ
ไล่ตั้งแต่การคว้าแชมป์ยูเอสอเมเจอร์ 3 สมัยซ้อน ก่อนเทิร์นโปร, การเป็นนักกอล์ฟที่อายุน้อยที่สุดในเดอะมาสเตอร์, การคว้าแชมป์เมเจอร์ 4 รายการติดต่อกัน, แม้จะเป็นคนละปี, การเป็นเจ้าของสถิติเป็นมือ 1 ของโลกติดต่อกันมากสัปดาห์ที่สุด และการเป็นมือ 1 ของโลกด้วยการนับจำนวนสัปดาห์มากที่สุด ฯลฯ
เรียกว่าถ้าที่ไหนในโลกแห่งการหวดก้านเหล็กมีสถิติ มักจะมีชื่อของไทเกอร์ วู้ดส์ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
หลังจากที่ฟอร์มการเล่นตกต่ำไปพักใหญ่ จนต้องเสียตำแหน่งมือ 1 ของโลกให้แก่ วีเจย์ ซิงห์ ยอดโปรชาวฟิจิในปีนี้ 'เจ้าเสือน้อย' ในอดีต ที่แปลงร่างเป็น 'พญาเสือ' อย่างสมบูรณ์แบบ ก็กลับเข้าสู่ฟอร์มเก่งอีกครั้ง จนกระชากมือ 1 ของโลกกลับคืนมาได้สำเร็จ
แถมยังทำคะแนนทิ้งห่างซิงห์มากที่สุดในรอบ 2 ปีอีกต่างหาก
ในปีนี้ ไทเกอร์ ลงเล่นไปแล้ว 19 รายการ คว้าแชมป์ 6 รายการ รวมถึงการคว้าแชมป์มาสเตอร์ส และดิ โอเพ่น ซึ่งทำให้เขาสะสมสถิติการคว้าแชมป์เมเจอร์เพิ่มเป็น 10 หน เหลืออีกแค่ 8 หน ก็จะเทียบเท่าสถิติตลอดกาลที่ แจ็ค นิคลอส ทำเอาไว้ และไม่ติดอันดับท็อปเทนเพียงแค่ 2 รายการเท่านั้น
ล่าสุด สดๆ ร้อนๆ การคว้าแชมป์รายการอเมริกัน เอ็กซเพรส เวิลด์ กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ ทำให้เขาเพิ่มสถิติชนะเลิศรายการนี้เป็นครั้งที่ 10 จาก 21 รายการที่ลงแข่งขัน นับตั้งแต่กอล์ฟรายการนี้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 1999
เงินรางวัลที่ได้รับจากการคว้าแชมป์รายการนี้ 1.3 ล้านดอลลาร์ ทำให้ไทเกอร์สะสมตัวเลขของการเล่นในศึกเวิลด์แชมเปี้ยนชิพไปแล้วทั้งหมดถึง 12,977,000 ดอลลาร์สหรัฐ
มากกว่านักกอล์ฟระดับดาดๆ ถึง 35 คน ที่ทำได้รวมกันในการเล่นพีจีเอทัวร์ ทั้งชีวิตเสียอีก
ยิ่งไปกว่านั้น จากเงินรางวัลดังกล่าว ทำให้ไทเกอร์ สะสมเงินรางวัลเฉพาะปีนี้ไปแล้วถึง 9.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
จ่อการเป็น 'มิสเตอร์สิบล้าน' คนที่ 2 ต่อจาก วีเจย์ ซิงห์ ที่ทำได้เมื่อปีก่อน และมีโอกาสสูงที่จะทำสถิติเป็นนักกอล์ฟที่ทำเงินรางวัลสูงสุดในโลกในการเล่นฤดูกาลเดียว ที่ซิงห์เคยทำไว้ที่ 10.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เท่ากับว่า ไทเกอร์ ต้องการเงินรางวัลอีกเพียงแค่ล้านเดียวเท่านั้น
หรือเท่ากับว่า หากไทเกอร์ลงเล่นทัวร์ใหญ่ๆ อย่าง ดิสนีย์ หรือทัวร์แชมเปี้ยนชิพ แล้วเกิดคว้าแชมป์ขึ้นมา ก็จะกลายเป็นเจ้าของสถิตินี้คนใหม่ทันที
ถึงวินาทีนี้ ใครจะกล้าคิดว่าพญาเสือผู้นี้ จะทำไม่ได้!!!
**************************************
มหามิตร 'โอซีเอ'?
นับตั้งแต่การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 1984 ที่ลอสแองเจลิส สหรัฐ ได้นำระบบสิทธิประโยชน์มาใช้ มหกรรมกีฬาต่างๆ ของโลก ก็พลิกโฉมหน้าของตัวเองโดยสิ้นเชิง
โอลิมปิกเกมส์ ที่ใครๆ ก็เกี่ยงไม่อยากเป็นเจ้าภาพ เพราะกลัวเจ๊ง กลายเป็นสิ่งที่ทุกชาติในโลกถวิลหา เพราะจัดยังไงก็มีเงินเข้ากระเป๋าเป็นหมื่นล้าน
เจ้าของรายการ คือ โอลิมปิกสากล (ไอโอซี) ก็ยิ้มกริ่ม เพราะฟันเงินค่าต๋งจากส่วนแบ่งสิทธิประโยชน์ และค่าลิขสิทธิ์โทรทัศน์ชนิดกินไปถึงชาติหน้าก็ไม่หมด
ฟุตบอลโลก ที่เดิมก็ขายดีเป็นทุนอยู่แล้ว กลายเป็นขุมทองของฟีฟ่า แยกร่างแตกหน่อออกเป็นการแข่งขันรายการต่างๆ ไม่ว่า ฟุตบอลหญิง, ฟุตซอล, ฟุตบอลชายหาด ฯลฯ
ลดระดับลงมาถึงระดับทวีป เอเชี่ยนเกมส์ ก็ขายดีใช่ย่อย จนเจ้าของการแข่งขันคือ สภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ) คิดที่จะแตกหน่อจัดการแข่งขันรายการอื่นเพิ่มขึ้นมา คือ เอเชี่ยนอินดอร์เกมส์
ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นเอเชี่ยนเกมส์ชนิดหนึ่ง ที่นำกีฬาที่เล่นกันในร่ม หรือ 'อินดอร์' มาแข่งขัน
ทว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ใครจะกลายเป็น 'หนูทดลอง' ขันอาสาเป็นเจ้าภาพหนแรก
คำตอบคือ ไทยแลนด์ แดนออฟสไมล์ ที่ซี้ย่ำปึ้กกับโอซีเอมาหลายปีดีดัก
ด้วยข้อตกลงที่อธิบายง่ายๆ แบบรายการ 'คุยข่าว' ที่ฮิตติดตลาด กลายเป็นแฟชั่นใหม่ของการนำเสนอข่าวรายวันอยู่ในขณะนี้ก็คือ ยู (ไทยแลนด์) จัดสถานที่แข่งขันให้ดีๆ เชิญชาติต่างๆ มาแข่งขัน ส่วนรายได้ที่จะเอามาจัดแข่ง ซึ่งตามทฤษฎีคือหาจากสปอนเซอร์ รวมไปถึงลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดนั้น ยูก็ตั้งฝ่ายสิทธิประโยชน์ขึ้นมา ส่วนไอ (โอซีเอ) ก็จะส่งเอเยนซีมาประสานงานให้ โดยมีส่วนแบ่งกันประมาณตัวเลขที่ 50-50
แต่เหตุการณ์มันพลิกตาลปัตร เพราะจนถึงวันนี้ เหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่วัน การแข่งขันจะเริ่มขึ้น (12-19 พ.ย.) ปรากฏว่า เอเชี่ยนอินดอร์เกมส์กลับกลายเป็นสินค้าที่ขายไม่ออก ไม่มีใครเข้ามาเป็นสปอนเซอร์ให้กับการแข่งขัน
ไม่รู้เหมือนกันว่าถึงเวลานี้เอเยนซีของโอซีเอหายหัวไปไหน แต่ที่แน่ๆ คือ เดอะ โชว์ มัส โก ออน การจัดแข่งขันต้องดำเนินต่อไป ทำให้ต้องร้อนถึงฝ่ายจัดการแข่งขันที่ต้องไปแบมือขอรัฐบาลนำเงินจากรัฐวิสาหกิจมาจัดแข่งขัน
ไฮไลท์มันอยู่ตรงนี้แหละครับ เพราะโอซีเอแกยืนยันท่าเดียวว่า เมื่อมีรายได้เข้ามา คือการมีผู้มาสนับสนุนติดป้ายโฆษณา ก็ต้องแบ่งหัวคิว หักค่าต๋งเข้าโอซีเอ สถานเดียว
ตรงนี้ต้องขอชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ตีกันไว้ล่วงหน้าว่า หากโอซีเอยืนกรานจะหักหัวคิวอีก ไทยอาจถอนตัวไม่จัดให้หมดเรื่องหมดราว ก่อนส่งตัวแทนไปเจรจา ซึ่งคีย์แมนกีฬาของไทย ก็อาศัยความซี้ย่ำปึ้กกับ ชีค อาเหม็ด อัล ซาบาห์ ประธานโอซีเอ เอาตัวรอด จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งไปสบายๆ
แต่โอซีเอก็ไม่วายกระซิบบอกว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขอให้ติดป้ายโฆษณาการแข่งขันรายการต่างๆ ของโอซีเอ อย่าง กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 15 ที่กาตาร์ในปีหน้า หรือเอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ ครั้งต่อไปที่ไต้หวันแทน
และ จุ๊...จุ๊... ข้อตกลงต่างๆ อย่ากระโตกกระตากไป เดี๋ยวชาติอื่นจะเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
อย่างว่า เงินมันไม่เข้าใครออกใคร และก็แปลกแต่จริงเหมือนกันว่า ขึ้นชื่อว่าไทยแลนด์จัดกีฬาใหญ่ๆ ทีไร มักมีปัญหาทุกที
อย่างเอเชี่ยนเกมส์ครั้งก่อน ก็หวิดโดนถอนสิทธิ แต่สุดท้ายก็จบลงอย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม
บอกตามตรงว่า อยากเห็นเกมเล็กๆ ที่ขายไม่ออกอย่าง เอเชี่ยนอินดอร์เกมส์ เป็นแบบนั้นบ้างจัง
|
|
|
| |
|
|
|