เนชั่นสุดสัปดาห์

ในฉบับ
บ.ก. บอกกล่าว O
สุทธิชัย หยุ่น O
ในรอบสัปดาห์ O
ถอดรหัสข่าว O
เรื่องจากปก2 O
เรื่องจากปก3 O

ในกระแส
ข่าววิเคราะห์ O
รายงานพิเศษ O
สัมภาษณ์พิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (1) O
รายงานพิเศษ (2) O
รายงานพิเศษ (3) O
รายงานพิเศษ (4) O
สัมภาษณ์พิเศษ O

ทัศนะวิจารณ์

ต่างประเทศ
ข่าวต่างประเทศ (1) O
ข่าวต่างประเทศ (2) O
บุคคลโลก O
แกะกล่อง O

วรรณกรรม

ปกิณกะ-บันเทิง
ราศีแห่งดาว O
สัปดาห์นี้มีอะไร O

กีฬา
กีฬา O

homepage




ปีที่   13   ฉบับที่  762  วันที่  วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548 

สัมภาษณ์พิเศษ/นภาพร แจ่มทับทิม

'ครูเป็ด' มนต์ชีพ ลอกคราบนักล่าฝัน "เป็นนักร้องต้องรื้อใหม่"

พอสิ้นสุดเสียงคอมเมนเตเตอร์คนสุดท้าย ผลคะแนนโหวตจากบรรดาแฟนคลับของเหล่านักล่าฝันทั้ง 5 ในคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายที่เพิ่งผ่านไป ที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ก็ส่งแรงกระหน่ำเชียร์ทาง SMS เป็นผลให้ 'อ๊อฟ' ศุภณัฐ เฉลิมชัยเจริญกิจ คว้าแชมป์จากเวที อะคาเดมี่ แฟนเทเซีย ซีซั่น 2 ไปอย่างไม่พลิกความคาดหมาย

ตามด้วยรางวัลเกียรติยศอันดับที่ 2 ได้แก่ V6-พัด พัดชา เอนกอายุวัฒน์ อันดับที่ 3 ได้แก่ V8-บอย พิษณุ นิ่มสกุล อันดับที่ 4 ได้แก่ V9-พาส พาสนา ทองบุญเรือง อันดับที่ 5 ได้แก่ V2-เปรี้ยว อนุสรา วันทองทักษ์ ตามลำดับคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต

จากการพูดคุยก่อนคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย 'ครูเป็ด' มนต์ชีพ ศิวะสินางกูล ได้ทำนายถึงตำแหน่งผู้ชนะของปฏิบัติการครั้งนี้ในฐานะผู้ชมคนหนึ่งว่า...

"คนที่ได้ เขาน่าจะมีกลุ่มแฟนที่กว้าง หรือคนที่ได้น่าจะเป็นคนที่มีแฟนที่กว้างที่สุด คือความสามารถดี แต่อาจจะไม่ดีที่สุด เขามีเสน่ห์ หรืออะไรที่ได้ใจคนกลุ่มมาก ตรงนั้นเลยเป็นเหตุผลที่ผมใช้เดาเอา เป็นเรื่องกลุ่มคน"

เพราะเวทีนี้อาจไม่ใช่ความสำเร็จของคนที่เก่งที่สุด แต่สิ่งสำคัญย่อมขึ้นอยู่กับการสานฝัน โลดแล่นของเขาเหล่านั้นบนเวทีแห่งชีวิตจริง

สีสันการปรุงแต่งอย่างครบเครื่องความบันเทิงในบ้านของคนมีฝัน ที่ได้บ่มเพาะปฏิบัติการสานฝันพวกเขาเพื่อก้าวสู่เวทีทั้ง 12 สัปดาห์ ผสานทั้งการร้อง-การเต้น-การแสดง เป็นส่วนผสมที่พร้อมฉายแววการเป็นเอนเตอร์เทนเนอร์ไต่ฝันบนเส้นทางบันเทิง สู่การเป็นมืออาชีพ และแน่นอนว่าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

อีกด้านหนึ่งของภาพบนหน้าจอ และที่อยู่ติดขอบเวที เราได้คุ้นหน้าคุ้นตากับบุคคลที่อยู่แวดล้อมดวงดาวเหล่านี้ ที่ร่วมสร้างประสบการณ์สานความเป็นมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นครูที่สอนในบ้าน หรือคอมเมนเตเตอร์ (Commentator) ที่ส่งเสียงตามหลังการแสดงของแต่ละวี (Vote) นับเป็นเสียงสะท้อนที่สำคัญต่อพัฒนาการของเหล่านักล่าฝัน ซึ่งหลายครั้งผู้วิจารณ์ก็ทำหน้าที่ได้อย่าง 'โดนใจ' หรือ 'โดนเสียงโฮ่' จากเสียงที่แสดงถึงความชื่นชม ให้กำลังใจ หรือเสียดแทงบาดหู

หนึ่งในผู้ที่กลายเป็นโลโก็ของรายการ ที่ช่วยสร้างความเข้มข้นในบทบาทของคอมเมนเตเตอร์หลักอย่าง ครูเป็ด ที่ในวันนี้หลายคนอาจเรียกตามพิธีกรบนเวทีว่า 'เจ้าแห่งคอมเมนท์' ก็เป็นได้

หลายต่อหลายคนรู้จักผู้ชายคนนี้กับการเป็นนักร้อง คนเขียนเพลง โปรดิวเซอร์ ผู้คัดเลือกนักร้องให้กับค่ายแกรมมี่ ที่คลุกคลีอยู่บนเส้นทางของคนดนตรีทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง

ปัจจุบัน งานหลักคือ ผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรีมีฟ้า สาขาสุขุมวิท และอารี ที่เขาได้เข้ามาบริหารจัดการที่นี่มากว่า 3 ปี โดยมีลูกศิษย์ในขณะนี้ไม่น้อยกว่า 700 คน ไม่นับสาขาอื่นที่เป็นแฟรนไชส์ธุรกิจในเครือแกรมมี่

เร็วๆ นี้สำหรับผลงานพอคเก็ตบุ๊ค บอกเล่าประสบการณ์บนเส้นทางดนตรีของคนล่าฝัน และขาดไม่ได้สำหรับเรื่องราวข้อคอมเมนท์ของเวทีอะคาเดมี่ฯ ด้วย ที่คงได้เห็นวางแผงในปลายเดือนตุลาคมนี้ และการคอลัมนิสต์วิจารณ์เพลงในหนังสือพิมพ์บันเทิง

'ครูเป็ด' ที่เนชั่นสุดสัปดาห์ ได้นัดพบสัมภาษณ์ที่โรงเรียนดนตรีมีฟ้า ซอยสุขุมวิท 39 แห่งนี้ ไม่ได้มีมาดขรึม น่าเกรงขามเหมือนที่เราได้รับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเขาจากขอบเวที แต่ดูเป็นครูใจดี และคงเป็นแมวมองที่แอบค้นหาดาวดวงใหม่ๆ เพื่อป้อนสู่ประตูแกรมมี่ด้วยเช่นกัน

0 การเข้าไปเป็นคอมเมนเตเตอร์ให้กับเวทีนี้ เริ่มต้นอย่างไรคะ

เป็นเรื่องของการจับพลัดจับผลูเข้าไป เพราะเมื่อปีที่แล้ว ทางยูบีซีโทรมาหาผม เขาบอกว่าช่วยหาคอมเมนเตเตอร์ ตอนแรกเขาใช้คำว่ากรรมการ วงเล็บคอมเมนเตเตอร์ ผมก็เป็นกรรมการน่ะ เรารู้จักกัน เพราะเคยเป็นหลายมาที่ คือให้คะแนนไป เป็นคอมเมนเตเตอร์ไม่ให้คะแนน แล้วยังไงล่ะ? จะทำอะไร.. ไม่รู้ เขาก็บอกว่าช่วยหาคอมเมนเตเตอร์ให้ 3 คน ครั้งที่แล้วมีทั้งหมด 9 สัปดาห์ และให้เราช่วยหาคอมเมนเตเตอร์หลักคนหนึ่งที่ต้องไปทุกสัปดาห์ ที่เหลือก็ลองให้เวียนกันไป ให้ผมเสนอไป แต่ด้วยความที่ไม่รู้ว่าคอมเมนเตเตอร์มันคืออะไร คือใคร ทำอะไร เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่มี เราก็ไม่คุ้นกัน คือเป็นกรรมการคุ้น คือการไปให้คะแนนว่าคนนี้มาก คนนี้น้อย แต่คอมเมนเตเตอร์เราไม่รู้จัก เราก็เลยไม่รู้ว่าจะไปหาใคร พอเราไม่รู้ว่าหาใคร เราก็เลยบอกว่าเดี๋ยวผมเป็นให้ก็แล้วกัน

0 ก็เลยได้เข้ามาเป็นตัวหลักในเวทีนี้

ก็บอกว่าเดี๋ยวผมเป็นตัวยืนให้ เดี๋ยวผมลองเป็นให้สักครั้ง สองครั้ง ถ้ามันไม่ได้เรื่องก็หาใหม่แล้วกัน

0 ถ้าจะเปรียบเทียบภาพรวมของนักล่าฝันในครั้งแรกกับครั้งที่สอง มองว่าอย่างไร

แตกต่างกันเลย คือเอาตัวน้องๆ ที่เข้าสู่บ้านนี้ก่อน โดยส่วนตัวผมคิดว่า ปีที่แล้วคนเข้ามามีความน่าสนใจกว่า เพราะว่าปีที่แล้วแต่ละคนมีความแตกต่างอย่างชัดเจน โอเคเรื่องเก่งไม่เก่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่บุคลิกลักษณะของน้องๆ เมื่อครั้งที่แล้วแต่ละคนทำให้เรารู้ ทำให้เราจำได้ว่าพวกเขาเป็นสีที่เจำได้ว่ามันมีแดงมีเขียว น้ำเงิน มีเหลือง มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน เรื่องความแตกต่างเป็นเรื่องที่ทำให้คนจำได้ และมีความน่าสนใจว่า นี่คือวิทย์ คนนี้คือจีน ซีแนม คืออ๊อฟ แต่ละคนมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่แตกต่างอย่างชัดเจน

แต่ปีนี้ความแตกต่างตรงนี้มันน้อย แน่นอนว่าไม่มีใครเหมือนใครร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก แต่ว่าเราจะเห็นได้ว่าแต่ละคนใน AF 2 มาจากสังคมที่มีความใกล้เคียงกัน ก็เลยไม่มีสตอรี่ แต่คนที่มาจากต่างสังคมกัน เวลาเข้ามาแล้วจะมีสตอรี่ คนที่มาจากสังคมเดียวกัน เข้ามาก็จะมาเออออห่อหมกกันไปได้ นั่นคือข้อหนึ่ง

ข้อที่ 2 ก็คือเวลาที่จะพูดคุยให้คนจดจำนักล่าฝันแต่ละคนเนี่ย มันไม่มีแง่มุมอะไรที่แหลมคม คนเก่งก็เก่ง แต่ว่าไม่ได้ถือว่าเก่งมาก ไอ้คนไม่เก่ง แต่ก็ไม่ถือว่าเลวร้าย แต่ปีที่แล้วมันทุกทิศทาง ปีนี้ก็เลยยังไม่แหลมคมเท่าปีที่แล้ว

0 การวิจารณ์เราจะตั้งอยู่บนหลักสำคัญอะไร

ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าการคอมเมนท์ มันเป็นอะไรที่ทำยากนะ คือไม่ได้บอกว่าผมเก่ง แต่อยากจะออกตัวหน่อยว่าบางทีเราก็ทำได้ไม่สมบูรณ์หรอก

เนื่องจากข้อ 1.คุณมีเวลาเพียงแค่ 3-4 นาทีที่จะฟังดูตรงนั้น 2.คุณก็มีเวลาแค่แวบเดียวที่จะบอกอะไรกับพวกเขา ซึ่งถ้าสมมตินั่งมองหน้าแล้วบอกกันสองคนง่ายมาก แต่อันนี้ให้เวลาแค่นาทีกว่าๆ ให้เราบอก แล้วเราไม่ได้พูดกันสองคน แต่ว่ามีคนทั่วประเทศคอยนั่งฟังอยู่ แล้วตรงนี้ก็มีทั้งคนที่เป็นแฟนคลับน้องคนนั้น คนที่ไม่ชอบน้องคนนั้นก็มีอยู่ด้วย ฉะนั้นการที่เราจะพูดแล้วคนเชื่อในเวลาอันสั้น จากที่เราเห็นในเวลา 3-4 นาที มันก็เป็นเรื่องที่หนักหนาอยู่เหมือนกัน

เพราะฉะนั้นหลักในการคิด คือผมตัดเรื่องคนดูออกก่อน แฟนคลับหรือไม่แฟนคลับ เราไม่รู้ แต่ว่าเราทำหน้าที่เราให้เกิดประโยชน์กับคนร้องมากที่สุด เพื่อที่เขาจะได้เก็บไปเป็นข้อแนะนำที่ดี การคอมเมนท์อาจจะไม่ถูกใจแฟนคลับ ผมไม่รู้ ผมไม่สน แต่ว่าผมมีข้อแนะนำที่ดีๆ กับคนร้อง อันนี้เป็นหลัก อันที่ 2 คือ เนื่องจากเวลามีอยู่จำกัด บางทีเขาน่าจะมีสิ่งที่ควรปรับปรุงอยู่สัก 3 อย่าง ผมอาจจะพูดแค่อย่างเดียว ก็ต้องเลือกอย่างที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเวลาเราไม่พอ เราไม่สามารถที่จะนั่งชมเขาได้ว่าดีอย่างโน่นดีอย่างนี้ อันไหนไม่ดี ข้อ 1-2-3 ที่ควรปรับปรุง เราพูดไม่ได้หมด

0 เราเน้นในเรื่องคอมเมนท์เรื่องไหนเป็นพิเศษหรือเปล่า

เรื่องที่เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเขามากที่สุด

เราเอาตัวเขาเป็นหลัก ต้องวิเคราะห์ให้ดี สมมติว่าเขาร้องไม่ดี เขาร้องไม่ดีเพราะเขาเข้าใจแต่เขาทำไม่ได้ หรือเขาไม่เข้าใจ เขาจึงทำไม่ได้ ไม่เหมือนกันนะ ถ้าเขาเข้าใจแต่ทำไม่ได้ โอเค เราก็จะไม่พูดเรื่องความเข้าใจของเขา เราก็จะบอกวิธีการฝึกว่าเขาควรจะฝึกอย่างนี้.. ตรงนี้ ควรเริ่มจุดนี้ ควรระวังตรงนี้ แต่ถ้าเราวิเคราะห์แล้วว่าเขาไม่เข้าใจ เราก็ต้องทำให้เขาเข้าใจก่อน เพราะเราไม่มีเวลาไปอยู่กับเขาได้ตลอด เรามีเวลาอยู่กับเขาได้แค่ตรงนี้ ผมได้มีเวลาคุยกับนักล่าฝันในแต่ละสัปดาห์นาทีกว่าๆ เท่านั้นเอง ไม่ได้เจอกันอีกเลย มันจึงเป็นช่วงเวลาที่เราต้องให้ยาให้ถูก คือมันมีหลายลำดับขั้นนะ เข้าใจแต่ทำไม่ได้ ก็ต้องบอกแบบนี้ ไม่เข้าใจก็เลยทำไม่ได้ ก็ต้องบอกอีกแบบหนึ่ง หรือบางทีมันเป็นเรื่องของความเชื่อที่เคยเชื่อมาแบบผิดๆ ก็ต้องแก้อีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมจะดูตรงนั้นเป็นหลัก

0 จะเห็นว่าเรื่องการร้องเป็นเรื่องที่พูดบ่อย

จะบอกอย่างนั้นก็ได้ คือเราจะบอกเรื่องอื่นเขาได้มากยังไง เพราะบางอย่างไม่ได้เป็นผลงานของเขาคนเดียว อย่างเช่นบล็อกกิ้ง เขาบล็อกกิ้ง เขาบล็อกมาให้เต้นอย่างนี้ มันไม่ได้เป็นเรื่องของตัวเขา แต่เป็นเรื่องที่ตกลงกับเทรนเนอร์ไว้แล้วว่าจะเต้นอย่างนี้ ซึ่งเป็นผลผลิตรวม แต่เรื่องร้องอย่างนี้ มันเป็นเรื่องของเขาโดยตรง หรือเรื่องเสื้อผ้าจะไปคอมเมนท์เขาได้อย่างไร มันก็เลยหนักไปที่ร้อง เพราะเป็นเรื่องความสามารถเขาโดยตรง เรื่องเต้นก็จะมีเหมือนกัน อย่างที่เป็นฟรีสไตล์ที่ไม่ได้บล็อกมา ผมก็จะวิจารณ์ในเรื่องสีหน้า ท่าทาง

0 เวลาอาจจะฝึกฝนไม่พอ หรือพื้นฐานแต่ละคนอาจจะมีทักษะไม่เท่ากัน

ใช่ พื้นฐานแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน แต่เวลาในบ้านไม่พอนั้น มันไม่พออยู่แล้ว

0 ที่เราคอมเมนท์ไปนั้น คิดว่ามีผลต่อคะแนนโหวตหรือเปล่า

อาจจะมีบ้าง แต่ผมว่าไม่มากหรอก เพราะผมรู้สึกว่า เวลาคนเขารักใครแล้ว เขาก็ไม่ค่อยเปลี่ยนหรอก คือโหวต ถ้าไม่แย่จนเกินไป ให้อภัยได้ก็ยังโหวตอยู่

0 ในฐานะที่เราเป็นครูสอนดนตรี เป็นนักร้องมาด้วย ทำให้เป็นส่วนผสมที่กลมกลืน ทำให้จับทางของพวกเขาได้ตรงจุดหรือเปล่า

ตรงนั้นก็ไม่แน่ใจ ผมคิดว่าส่วนผสมที่สำคัญที่เวลาคอมเมนท์ไป คือความหวังดี อันนี้เป็นส่วนผสมที่สำคัญที่สุด

คือหลักที่ผมจะทำ ก็คือผมจะไม่กระแทกแดกกัน คือกระทบกระเทียบ แต่จะสังเกตได้ว่าผมจะพูดตรง คือถ้าเขาจะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ผมคอมเมนท์ไป เขาก็เสียใจแค่นั้น แต่ผมจะไม่เคยหรือทำให้พวกเขามีความรู้สึกเลยว่าจะทำให้เขาเสียใจ เพราะคำพูดส่อเสียด คำพูดแดกดันหรือคำพูดเปรียบเปรย หรือคำพูดที่ไปทำร้ายจิตใจเขา คือผมจะไม่ทำอย่างนั้นเลย ก็เราตั้งอยู่บนความหวังดี

0 การวิจารณ์ในลักษณะนี้ มีฟีดแบ็คต่อตัวครูอย่างไรบ้าง

ก็มีทั้งดี และไม่ดี คือว่าหลังๆ มานี่ก็มีคนบอก ผมก็เลยสังเกตว่า เวลาผมพูดคนเขาจะฟังกัน คือจ้อกแจ้กจอแจกันแค่ไหน เวลาผมพูด เขาก็จะฟังกัน ก็มีข้อดี คือเวลาเราพูดแล้วมีคนฟังเรา และก็เป็นภาระของเราเหมือนกัน อย่างตัวอย่างล่าสุดที่พัดชาร้องเพลง เขาร้องได้ดี คนก็ร้องเฮ ปรบมือ แต่ถ้าคะแนนเต็มร้อย ผมให้ 99 คนโห่ แต่ผมก็บอกว่า น้องเขาเผลอไปหายใจใส่ไมค์ ตอนช่วงที่มันไม่มีดนตรี ทั้งฮอลล์เงียบกริบเลยนะ อันนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่จะทำให้เขาไม่ได้คะแนนเต็ม คนก็โอเคเห็นด้วย แต่ว่าตอนแรกที่ร้อยให้ 99 คนโห่นะ เพราะเขาคิดว่าในใจเขาน่าจะได้ 100

0 หลายคนพูดว่าปีที่แล้ว ครูเป็ดจะวิจารณ์แรงกว่านี้

ไม่หรอก ไม่ได้ตั้งใจที่จะแรงหรือจะไม่แรง แต่อย่างที่บอกไป น้องปีที่ 1 เขามีจุดแหลมคมที่ชัดเจน จุดแหลมคมมันก็มีออกมาแบบว่าดี เก่ง ไม่ดีเลยก็มี แต่เขามีส่วนที่ทำให้ตัวเขาเองโดดเด่น มันมีส่วนที่เราจะบอกเขาได้อย่างชัดเจน สมมติเราบอกให้ไปทำรถ แต่เขาไปทำเรือมา เราพูดได้ชัดเจนเลยว่าทำไมไม่มีล้อ คือมันพูดได้ตรงไง แต่ปีนี้ความแหลมคมทั้งในส่วนที่ดีและไม่ดี มันแหลมคมสู้ปีที่แล้วไม่ได้ คือการคอมเมนท์ไปตรงจุด คือถ้าพูดแบบชาวบ้าน มันด่าก็ด่าไม่เต็มปาก เพราะมันไม่ใช่ว่าเลวร้ายมาก ชมก็ชมไม่ได้เต็มปาก เพราะว่าพวกเขาก็ไม่ได้เก่งมาก

0 ครั้งนี้พวกเขามีมาตรฐานโดยเฉลี่ยทั้งหมดแค่ไหน

มาตรฐานใกล้เคียงกันมากกว่า ถือว่าค่าเฉลี่ยของน้องทั้ง 12 อยู่ในค่าเฉลี่ยที่เท่ากัน ไม่ต่างกันมาก แต่ปีที่แล้วมันมีต่างกันมาก คนที่ไม่ดีก็มีเรื่องราวที่ทำให้คนชื่นชอบได้

0 จากที่เราได้เห็นพัฒนาการของพวกเขาในบ้านอะคาเดมี่ แต่เมื่อพวกเขาก้าวสู่การเป็นศิลปินแล้วไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จเท่าที่ควร คิดว่าเป็นเพราะ..

เรื่องนี้ผมคิดว่ามันเป็นหนังคนละม้วนเลย ต้องคิดอย่างนี้ สำหรับคนทั่วไปจะมองข้ามความจริงหรือมองอย่างไม่รู้ความจริงว่า การฝึกฝนในบ้านมันไม่ได้เป็นตัวบอกเลยว่าคุณอยู่ในบ้านคุณดัง คุณออกไปนอกบ้านแล้วคุณจะดัง เพราะอะไร

เพราะว่าคุณอยู่ในบ้านนี้ เป็นบ้านที่มีเรื่องราวห่อหุ้มอยู่ ในบ้านอะคาเดมี่แฟนเทเซีย ทุกวันจะต้องมีครูสลับสับเปลี่ยนมาสอน ทุกวันเสาร์คุณต้องไปขึ้นคอนเสิร์ต ขึ้นคอนเสิร์ตก็มีคนมาถือป้ายเชียร์ มีอาต้อย มีผมมาคอมเมนท์ ทุกเรื่องราวเป็นสิ่งที่ห่อหุ้มพวกเขาอยู่ พอเรื่องราวพวกนี้จบเปรี้ยง คุณเหลือตัวคนเดียวแล้วนะ แล้วสิ่งอื่นภายนอกก็จะมีคนอื่นมาห่อหุ้มคุณแทน

การเข้าเป็นศิลปินของพวกเขา ก็จะมีคนที่จะมาห่อหุ้มพวกเขาใหม่ คือคนที่แต่งเพลง คนแต่งเนื้อ คนที่จะมาทำโปรโมทให้ นั่นอีกชุดหนึ่งเลยนะ เพราะว่าคนๆ เดียวกัน ความสามารถเดียวกัน แต่เมื่อคุณออกจากบ้านนั้นแล้ว เรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้ตามมาห่อหุ้มคุณด้วย ไม่ได้มากับคุณ ไม่มีใครยกเวทีมา ไม่มีบ้านอะคาเดมี่ตามมาตลอด

0 ทั้งที่พวกเขาก็มีความสามารถและความโดดเด่นอยู่พอสมควร

อย่าลืมว่าความโดดเด่นของพวกเขามี แต่พวกเขาก็เหมือนนักแสดง ถ้าได้บทไม่ดี ยังไงก็ไม่ดัง เพราะฉะนั้นเรื่องราวของพวกเขา จึงเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบหลายๆ อย่างที่จะทำให้คุณดังหรือเปล่า จึงอย่าไปคาดหวังเลยว่าอยู่ในบ้านแล้วดัง ออกมาจากบ้านแล้วจะดัง หรืออยู่ในบ้านไม่ดัง ออกมาแล้วต้องไม่ดัง อาจจะดังก็ได้ แล้วแต่อะไรที่จะมาแต่งตัวใหม่ให้คุณ อะไรจะมาเป็นสิ่งแวดล้อม เอาเพลงอะไรมาให้คุณร้อง เอาหนัง เอาโฆษณาให้คุณเล่น พาคุณไปประชาสัมพันธ์ได้อย่างไร ออกรายการไหนบ้าง

0 เวทีนี้ก็เป็นแค่บันไดขั้นหนึ่ง

ใช่ เป็นเพียงแค่บันไดหนึ่ง แล้วมันจบ จบแบบขาดเลยนะ

0 มีเสียงวิจารณ์ว่าสมาชิก AF ปีที่ 2 อาจจะไม่ประสบความสำเร็จบนเวทีบันเทิง เหมือนกับ AF ปีที่ 1 คิดเห็นอย่างไร

ก็ไม่แน่ คืออย่างนี้ ผมอยากให้มองว่าตัวอีเวนท์ตัวนี้มันเป็นแค่แรงส่งที่ทำให้น้องคนนี้เป็นที่รู้จัก แค่นั้นนะครับ แต่ไม่ได้ตัวรับประกันว่าน้องเขาจะต้องดัง คือเป็นแรงส่งขึ้นไป ถ้าคุณไม่มีอะไรดี คุณก็จะตกลงเอง คือเป็นแรงส่งขึ้นไป แล้วอยู่ที่ว่าสมมติค่ายเทปจะรับช่วงไปอย่างไร ประคองให้เขาอยู่ได้ หรือให้บินสูงได้อย่างไร ถ้าเล่นหนังมีบทอะไรมาส่งเขาไหม มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกครับว่าเมื่อส่งขึ้นไปแล้ว ปีที่แล้วส่งไปแล้วไม่ค่อยอยู่เลย มันร่วงๆ ยังไงไม่รู้ ปีนี้จะร่วงอีกก็บอกไม่ได้

0 การออกอัลบั้มที่ไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะเป็นเพราะตลาดเพลงบ้านเราหรือเปล่า

ผมว่าเป็นเรื่องไทม์มิ่งมากกว่า คือยูบีซี ผมเดาว่าพอถือของที่มีความรู้สึกว่ามีค่ามากอยู่ก็คิดว่ายังไงดีล่ะ ทั้งๆ ที่ค่ายเทปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแกรมมี่หรืออาร์.เอส. ก็รุมจีบกันอยู่ พอคิดไปคิดมาว่าอยู่สักประมาณหนึ่ง ก็เลยลืมมองความจริงไปว่า กระแสนี้มันไม่อยู่ต่อหรอก ถ้าไม่มีอะไรหุ้มต่อ AF มันส่งไปแล้ว มันไม่อยู่ต่อนานหรอก มันไม่ใช่ลูกโป่ง ที่จะได้อยู่ต่อ ส่งไปแล้วสักพักหนึ่ง มันก็เป็นธรรมชาติ มันต้องเริ่มลง พอกระแสมันเริ่มลง ก็มาจับมือกับค่ายเทป ค่ายหนึ่งก็คือแกรมมี่ แกรมมี่ก็เลยรีบทำ เพราะกลัวกระแสจะตกอีก ผมว่าเขามีเวลาทำน้อย

0 ทั้งที่พวกเขาก็พอมีแฟนคลับอยู่กลุ่มหนึ่ง

ก็มีอยู่กลุ่มหนึ่ง แต่ว่ามีคนชื่นชมวิทย์สัก 100 คน ไม่ได้แปลว่า 100 คนนี้จะซื้อเทปนะ อาจจะไม่ซื้อก็ได้ ผมเลยคิดว่าคราวที่แล้วที่มันไม่ลงตัว ผมว่าบางอย่างมันคาดการณ์กันไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องใหม่ ยูบีซีก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าดังขนาดนี้ ตกลงกระแสจะตก ก็เริ่มตกแล้ว หลังจากที่คิดกันอยู่เป็นเดือน พอแกรมมี่เอาไปทำ แกรมมี่ก็รีบๆๆ ทำให้เสร็จ เพราะกลัวกระแสจะตกไปกว่านี้ งานก็เลยออกมา แต่ถ้ามีเวลา แกรมมี่น่าจะทำได้ดีกว่านี้

0 ฉะนั้นมันต้องมีเวลาในการสร้างน้องๆ AF อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าออกจากบ้านแล้วดังเปรี้ยงเลย

ใช่แล้ว เผอิญมีเวลาน้อยอีกต่างหาก คืออย่างที่ผมบอกว่า น้องคนนี้อยู่ในบ้าน เขาดัง มีคนรู้จักแน่นอน จุ้มจิ้ม ปอ แต่พอเอาพวกเขาไปทำเทป มันต้องคิดใหม่เลยนะ เราไม่สามารถเอาภาพจาก AF มา ถ้าเอามาก็เอามาได้น้อยมาก มันเหมือนต้องไปคิดกันใหม่

ผมยกตัวอย่างเลย ที่เหลืออีก 5 คน ตั้งแต่ เปรี้ยว อ๊อฟ พัด พาส บอย สมมติว่าถ้าเอามาทำเทปทั้งหมดต้องคิดกันใหม่เลยนะ มันไม่สามารถบอกได้ว่าพัดร้องเพลงดีมาก มันไม่ได้ ต้องมาคิด มาฟังกันใหม่ว่า พัดร้องดีเทลเป็นยังไงบ้าง การแต่งตัว มันมีเรื่องที่ต้องคิดเยอะ ก็เหมือนกับการทำศิลปินใหม่คนหนึ่ง เพียงแต่เขาเป็นที่คนมีรู้จักแล้ว เป็นเบเนฟิท แต่ไม่ได้มีเบเนฟิทเลยว่าจะทำเทปง่ายขึ้นเผลอๆ อาจจะยากขึ้นด้วยซ้ำไป

0 การแสดงบนเวทีที่ถูกเซตในครั้งนี้ ค่อนข้างสมบูรณ์มาก มีคนวิจารณ์ว่าเหมือนเป็นก๊อบปี้โชว์ คือคราวที่แล้วพวกเขาจะมีส่วนครีเอทเองบ้าง

ผมว่าคนก็วิจารณ์กันไปนะ แต่ในทางปฏิบัติเอง ผมก็เห็นใจ คุณมีเวลาแค่ 5-6 วันเท่านั้นเอง ก็ต้องทำกันอุตลุดเลยนะ ทั้งคนเล่นดนตรีคอรัส ฝ่ายฉากเขียนสคริปต์ ครูก็ต้องสอนร้องเพลง เพราะฉะนั้น เขาทำได้แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

ผมใช้คำว่าอย่างนี้ ทั้งการฝึก การโชว์ ก็ว่ากันเป็นโชว์ๆ ไป สัปดาห์นี้ฝึกเฉพาะโชว์นี้ ..โชว์นี้ไป ตรงนี้อย่างที่บอกว่าเวลามันน้อย ฝึกเฉพาะโชว์ แต่บางคนที่พื้นฐานไม่ดี มักจะไม่ค่อยมีการพัฒนา เพราะไม่มีเวลา

เปรียบเทียบอย่างนี้ ผมเป็นคนชอบเตะบอลก็จะพูดอย่างนี้ ตามแผน ทั้งๆ ที่บางคนยังเบสิคไม่ดีเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่น้องๆ จะได้จากบ้าน AF คือประสบการณ์ แต่เรื่องวิชาความรู้อย่างที่บอกว่ามันฝึกเป็นโชว์ๆ ไป เพราะฉะนั้นเบสิคจะไม่ค่อยได้ เพราะมีเวลาน้อย

0 ต่อไปกระแสของเรียลลิตี้ อย่างอะคาเดมี่หรือเดอะสตาร์ จะเป็นอย่างไร

คือเรียลลิตี้สัก 2 ปีที่ผ่านมา เป็นของใหม่ จะเป็นธรรมชาติเลย กราฟมันจะขึ้นสูง แล้วมันก็จะลง ในที่สุด ธรรมชาติก็จะหาจุดสมดุลของมันเองว่าปีหนึ่งมันควรมีเรียลลิตี้อะไรบ้าง เท่าไหร่ ซึ่งผมเองก็ตอบไม่ได้ แต่ถามว่ายังมีอยู่ไหม ผมก็คิดว่ายังมีอยู่ เพียงแต่ว่าเรียลลิตี้มันก็มีรายการเด่นๆ อยู่สักรายการ 2 รายการ ย่อยๆ ลงมา แต่ว่ามันก็จะไม่โตไปกว่านี้ แต่มันก็คงไม่หมดไปเลยหรอก

0 เด็กที่มาเรียนดนตรีที่นี่ เคยคุยกับเขาไหมว่าการที่เขาได้ดู AF มีส่วนทำให้พวกเขาอยากที่จะเข้ามาเรียนร้องเพลงมากขึ้นหรือเปล่า

ก็มีส่วนนะ แต่เด็กเองก็มองอย่างคนที่กำลังปีนขึ้นเขาเหมือนกัน คือเขาไม่อยากมาเรียนเพราะว่า เขามาเรียนแล้วเขาจะได้ความรู้ แต่เขามาเรียนเพราะว่าเขาอยากไปอยู่บนยอดเขาเหมือนพวกนี้ คือพูดง่ายๆ ว่าก็อยากดัง ส่วนใหญ่นะก็อยากดังมากกว่า คนอยากได้ความรู้ก็มี คือได้แรงบันดาลใจว่าอยากเป็นที่รู้จักแบบนั้น

0 นักเรียนที่เข้ามาเรียนที่นี่ส่วนใหญ่เขาอยากเป็นนักร้องกัน?

ความที่อยากเป็นนักร้องก็มีอยู่ในจำนวนคนเยอะ บางคนก็แอบๆ อยาก บางทีได้เป็นก็ดี แต่ที่ผมเน้นที่นี่ เขามาเรียนเพื่อเอาความรู้ แต่ถ้าได้เป็นนักร้อง ก็เป็นเรื่องของโชคชะตาไป ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนเป็นนักร้องได้ แต่ถ้าจะเป็นนักร้อง หากมีความสามารถ มีโชคชะตา ก็ได้เป็นเอง ไม่ต้องห่วง มันก็ได้เป็นเอง คุณไม่เจอทางนี้ แต่ก็จะได้พบไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง

0 คิดว่าตลาดเพลงตอนนี้มันมีลักษณะอย่างไร

ตลาดเพลงตอนนี้ มีอาการไก่กะไข่ ก็คือว่า คนฟังก็บอกว่ามันไม่มีเพลงให้ฟังเท่าไหร่ คนก็เริ่มเบื่อวงการเพลง สังเกตได้จากอะไร สังเกตได้จากที่คุณไปสถานบันเทิงตอนกลางคืน กว่าครึ่งเขาหันมาเปิดเพลงเก่า ถามว่าเพลงใหม่ไม่มีเหรอ มีเยอะจะตาย แต่มันไม่ค่อยมีดี คนก็บอกว่าทำไมไม่ทำเพลงใหม่ๆ เจ๋งๆ มาให้ฟังสักที คนทำเพลงก็บอกว่า ผมทำเพลงดีๆ แล้วคุณไม่ซื้อ ผมก็ต้องมาทำเพลงสูตรๆ ทำอาหารดีๆ ไม่กิน ต้องทำส้มตำถึงจะกิน มันก็เหมือนเดิมๆ

คือค่ายเพลงก็ไม่กล้าที่จะมีลูกอึด ว่าฉันทำเพลงดีชุดแรกคนไม่ซื้อ ชุด 2-3 ฉันยังทำอยู่ออกมาให้เกิดกระแสให้ได้ คือค่ายเพลงก็ไม่มีลูกอึดแบบนี้ เพราะฉะนั้นชุดแรกไม่ดี กลับไปส้มตำเหมือนเดิม ก็เลยมีแต่ส้มตำ ถูกปากแล้วก็จืดไป

อันที่ 2 สิ่งไม่ดีนะที่มีค่ายใหญ่โดมิเนทวงการเพลง ก็แปลว่าเพลงค่ายใหญ่ ก็มีคนชี้นำเพียง 3-4 คน ถ้ามองให้ดีก็คือในประเทศไทย มีคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นเองที่ชี้นำวงการเพลง

0 ตอนนี้มีค่ายสนามหลวง จะเป็นทางเลือกได้หรือเปล่า

พอสนามหลวงเข้าไปตรงนั้น ถ้าเนเจอร์ไม่มีคนมีอินดี้จริงๆ มันไม่ได้หมายว่าอินดี้แปลว่าอย่างนี้ แล้วมาแปลความหมายของอินดี้ว่าอย่างนี้ แล้วก็ทำตามความหมายที่แปล ผมว่ามันไม่ใช่

ก็เหมือนรัฐมนตรีวัฒนา ที่จะทำสนามแข่งให้วัยรุ่น แกก็ไปแปลความหมายผิด อันที่จริงคนที่ชอบซิ่งเพราะว่าต้องการแหกกฎ ต้องการท้าทาย แต่เขาไปแปลความหมายผิดไง เหมือนกับค่ายใหญ่ที่ต้องการทำอินดี้ก็เหมือนกัน

0 แล้วทำไมโปรดิวเซอร์หรือคนทำเพลงไม่ผลิตอะไรใหม่ๆ ให้เป็นงานคุณภาพและถูกใจคนฟัง

มันคิดอะไรกันไม่ออก มันไม่มีความเฟรซ ตอนนี้ตลาดเมืองขาดความเฟรซ ทั้งในแง่ค่ายเพลง คือถ้าคนจะคิดอะไรออก มันต้องมีลูกอึด มีความพยายาม หัวชนฝาที่จะทำอย่างนี้ ถ้ามีลูกอึด ก็ทำไปตามสูตร ทั้งนักร้องและโปรดิวเซอร์ เราก็ได้ฟังเพลงแบบเดิมๆ ที่เป็นไปตามสูตร ถ้าไม่พยายามทำตามลูกอึด

 
 
 

 
copyright @ 2000 Nation Group / Produced & Designed by : KT Internet Dept. All Right Reserved,
Contact us : ktwebmaster@bangkokbiznews.com