 |
|
 |
| ปีที่ 13 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548 |
 |
|
รายงานพิเศษ/กตัญญู ประยุกต์ศิลป์
สมัชชาประชาชนก้าวเล็กๆ ที่เป็นก้าวสำคัญที่สุด!
"ขณะนี้พรรคต้องการที่จะขยับไปอีกก้าวหนึ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการเมืองที่มันเปลี่ยน โดยเฉพาะตัวเราเองก็ถูกมองว่าเป็นพรรคที่เข้มแข็งในสภา แต่การเชื่อมโยงกับมวลชนเรายังมีช่องว่างอยู่"
เป็นคำพูดของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้งที่แนวคิดสมัชชาประชาธิปัตย์ยังอยู่ในขั้นเตรียมการ จนหลายคนอดคิดไม่ได้ว่า จริงหรือ? ที่คนไทยจะได้เห็นการเมืองรูปแบบใหม่ที่เน้น 'การมีส่วนร่วม' ของประชาชนอย่างแท้จริง เหนือกว่าการเมืองรูปแบบที่เห็นและเป็นอยู่ ซึ่งเรียกว่า 'ประชานิยม' ภายใต้การนำของพรรคพี่เบิ้มอย่างไทยรักไทย และการเมืองรูปแบบโบราณ ที่เน้นวาทะโวหาร เพียงเพื่อให้ชนะคู่แข่งอย่างที่เป็นมาของพรรคประชาธิปัตย์เอง
และแล้วคำตอบว่า จริง! ก็ดังก้องมาจากพลพรรคประชาธิปัตย์ทันที เพราะเวลานี้พวกเขาได้เดินหน้าในสิ่งที่พูดแล้ว คือ การเชื่อมโยงพรรคการเมืองเข้าหาประชาชน ดังที่เลขาธิการพรรค สุเทพ เทือกสุบรรณ หนึ่งในตัวตั้งตัวตี เคยบอกว่าวิธีการนี้ เรียกว่า Appreciative Iquiry แปลว่า กระบวนการสืบค้นพลังชื่นชม เป็นการระดมความคิดทางบวกและสร้างสรรค์ มาหลอมรวมกัน
ที่สุดก็มาสู่การเปิดการประชุม 'สมัชชาประชาชน พรรคประชาธิปัตย์' สมัยที่ 1 ครั้งที่ 1
0 0 0
แนวคิดแสนโรแมนติกนี้ มาในรูปแบบของการรวมตัวของประชาชนทุกภาคส่วน ที่คัดสรร เชิญชวน กระทั่งทาบทาม และสมัครด้วยตนเอง เรียกว่า มากันหมดตั้งแต่ นักวิชาการ ชนชั้นกลาง ข้าราชการ เอ็นจีโอ ชาวบ้าน พ่อค้า-แม่ขาย นิสิต นักศึกษา เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี และที่น่าสนใจคือ ตั้งเช้าจนเย็นย่ำของทั้งสองวันนั้น ต่างก็มีผู้เข้าร่วมประชุม ถึง 3,168 คน ผู้ร่วมสังเกตการณ์อีก 828 คน ไม่รวมสื่อมวลชนอีกกว่า 90 คน
"วันนี้ถือว่าเราได้เชื่อมโยงพรรคการเมืองเข้ากับประชาชนอีกระดับหนึ่ง ท่าน ผม และพรรคประชาธิปัตย์ กำลังเริ่มต้นนำพาการเมืองไทยก้าวพ้นระบบผู้แทนไปสู่การเมืองยุคใหม่ ที่เน้นการมีส่วนร่วม เราต้องการยุติภาวะต่างคนต่างเดินของการเมือง ของพรรคการเมือง และการเมืองภาคประชาชน ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายนั้นล้วนแล้วแต่มีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองทั้งสิ้น"
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวเปิดงานด้วยท่าทีมุ่งมั่น พร้อมนำเสนอจุดยืนของพรรคที่เน้นคุณค่าของการมีส่วนร่วมของประชาชน
"ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการชุมนุมทางการเมืองขนาดใหญ่ แต่ไม่ใช่การชุมนุมเพื่อประท้วงต่อต้านสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เป็นการแสดงออกของคน 3,000 คน ที่ต้องการแสดงตนเป็นพลเมือง แสดงความรัก ความหวงแหนประเทศ ตอบรับคำเชิญของพรรคประชาธิปัตย์ให้มาร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศไทย"
การแสดงตนเป็นพลเมืองที่รักบ้านเมืองในวันนั้น นอกจากการเริ่มอุ่นเครื่องกันด้วยบทกวีงามๆ จากกวีซีไรต์ผู้โด่งดังอย่าง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์แล้ว รูปแบบของงานครั้งนี้ มิใช่การเรียกประชาชนมานั่งฟังปราศรัย ที่เรียกเสียงเฮทุกครั้งที่มีการกล่าวถึงรัฐบาลแบบแสบๆ คันๆ ตามสไตล์ที่แล้วมา หากแต่เป็นการระดมสมอง โดยการแบ่งกลุ่มย่อย กลุ่มละ 8 คน ในหลากหลายบทบาทและสาขาอาชีพ รวมแล้วได้ถึง 400 กลุ่ม
ในการระดมสมองนั้น ได้มีการจัดแบ่งแนวคิดรวบยอดของงานที่จะต้องช่วยกันขบคิด เป็น 7 หัวข้อ คือ
1.การศึกษายุคโลกาภิวัตน์สู่สังคมคุณภาพ 2.ฝ่าวิกฤติสังคม ฟื้นจริยธรรม 3.ขจัดความยากจนจะก้าวพ้นได้อย่างไร 4.พัฒนาเศรษฐกิจไทยสู่ทิศทางใหม่ในอนาคต 5.ปัญหาชายแดนใต้ และความมั่นคง 6.ปฏิรูปการเมืองไทย แก้ไขรัฐธรรมนูญ และกระจายอำนาจ และ 7.หยุดคอร์รัปชัน-สร้างสังคมธรรมาภิบาล
กระทั่งได้มีการรายงานผลการระดมความคิดเห็นต่อที่ประชุมใหญ่ เช่นในหัวข้อขจัดความยากจน ได้มีการเสนอให้ใช้ระบบประกันรายได้ขั้นต่ำของแต่ละบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนหัวข้อพัฒนาเศรษฐกิจไทยสู่ทิศทางใหม่ในอนาคต มีการเสนอระบบเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำหลักสันติประชาธรรมกับหลักการสังคมมุสลิม มาประยุกต์ใช้ด้วยกัน
การปฏิรูปการเมืองไทย แก้ไขรัฐธรรมนูญ และกระจายอำนาจ มีการเสนอให้ปลดล็อกการเข้าชื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ แก้ปัญหาการครอบงำสื่อ ยกเลิกระบบผู้ว่าฯ ซีอีโอ ส่วนหัวข้อหยุดคอร์รัปชัน-สร้างสังคมธรรมาภิบาลนั้น เสนอว่าให้รัฐสนับสนุนให้เกิด ป.ป.ช.ภาคประชาชน ให้องคมนตรีเข้ามามีส่วนร่วมในการสรรหาคนในองค์กรอิสระตรวจสอบทุจริต
และที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด คือ ปัญหาคอร์รัปชัน และปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะข้อหลังนี้ ที่หัวหน้ามาร์คย้ำว่า ไม่มีข้อไหนเลยที่ประชาชนแสดงความคิดเห็นไปในแนวทางที่เห็นด้วยกับการใช้ความเด็ดขาดรุนแรง ดูได้จากสรุปผล 5 ข้อในการแก้ไขปัญหานี้
1.รัฐบาลจะต้องไม่มองข้ามปัญหาในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งในแนวทางการสร้างสมานฉันท์ 2.รัฐต้องยึดแนวทางของคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) และใช้หลักนิติธรรม ขณะที่จะต้องหาทางยกเลิก พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินด้วย
3.รัฐควรสร้างความเชื่อมั่นด้านการให้สิทธิต่อประชาชน และส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม 4.ให้ข้อมูลข่าวสารทุกอย่างต่อประชาชน และต้องสนับสนุนเสรีภาพของประชาชน และสื่อทุกแขนง 5.ควรส่งเสริมให้มีโรงเรียนสอนศาสนาทุกศาสนาใน 3 จังหวัดภาคใต้
0 0 0
หลังการประชุมผ่านพ้นไปแล้ว หากถามทางฟากฝั่งผู้จัดงาน แน่นอนคำตอบคือ 'ประสบความสำเร็จ' เพราะงานนี้ทำให้เห็นถึงความเอาใจใส่และกระตือรือร้นของภาคประชาชนต่อความเป็นไปของสังคมไทย และภาวะของปัญหานานัปการที่เกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังเป็นการย้ำจุดยืนใหม่ที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศมาตลอดหลังเปลี่ยนตัวผู้นำ คือ การปรับภาพลักษณ์เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ ทั้งรีแบรนด์ดิ้ง โหมโรง ผลัดใบ เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่มิใช่เพียงแค่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น หากแต่หมายถึงการเมืองที่เป็นของภาคประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีสมัชชาประชาชนเป็นตัวอย่างของการเริ่มต้น
หลายคนอาจฟันธงว่า งานนี้เพียงผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่อีกหลายคนยังมีความหวังที่ว่า บทสรุปของการระดมสมองกันเพื่อแก้ปัญหา อาจไม่สำคัญเท่ากับประชาธิปัตย์จะทำอะไรต่อไปหลังจากนี้ และจะทำได้หรือไม่?
"ผมเชื่อว่า อาจจะมีบางคนที่แย้งว่าสิ่งที่พวกเรากำลังจะทำ เกิดขึ้นได้เพียงแต่ในอุดมคติ เป็นได้เพียงแค่ในความฝัน แต่ผมอยากจะบอกว่าถ้าเราไม่กล้าฝัน ก็ไม่มีใครกล้าทำ และอย่าตั้งคำถามว่า จะทำได้หรือไม่ แต่ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมถึงจะทำสิ่งนี้ไม่ได้ และถ้าบอกว่า สองวันนี้เป็นเพียงกระบวนการเล็กๆ ก้าวเล็กๆ ผมก็ขอเรียนกับทุกท่านในที่นี้ว่า ก้าวเล็กๆ ที่เป็นก้าวแรก อาจเป็นก้าวสำคัญที่สุด"
ดังนั้น ก้าวแรกหลังจากนี้ที่พวกเขาประกาศ ก็คือ พรรคประชาธิปัตย์จะนำแนวทางแก้ปัญหาที่ประชาชนนำเสนอในวันนั้น ชนิดที่เรียกว่ากระดาษทุกแผ่นล้วนมีความหมาย มาวิเคราะห์สังเคราะห์กันอีกครั้ง ด้วยนักวิชาการที่ต้องเป็น 'อิสระ' เพื่อนำมาปรับใช้ และนำเสนอให้รัฐบาลดำเนินการต่อไป
กระทั่งเกิดเป็นกระบวนการต่อเนื่อง จนมีการประชุมสมัยต่อไป ครั้งต่อไป เรื่อยๆ ทุกปี ทั้งสมัชชาภูมิภาคที่ไปตามจังหวัดต่างๆ ทุกภาคทั่วไทย และสมัชชากลุ่มอาชีพที่เจาะกลุ่มมากขึ้น
ที่สุดแล้ว หากทำได้จริงดังว่า และมีรูปธรรมของการแก้ไขปัญหาออกมา หลัง 4 ปีนี้ คนไทยคงได้มีตัวเลือกที่น่าสนใจมากขึ้น
(ล้อมกรอบ)
ประเด็น
"อภิสิทธิ์ต้องมีภาวะผู้นำสูงมากกว่านี้"
เนื้อเรื่อง
การจัดการประชุมสมัชชาประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวันที่ 8-9 ตุลาคม 2548 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้รู้หลายท่านยอมรับว่าเป็นแนวคิดแนวทางที่ดี แต่กระนั้นก็ตาม ต่างได้ทิ้งโจทย์ใหญ่ให้ประชาธิปัตย์ต้องขบคิดพอสมควร
ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ นักกฎหมายมหาชน ที่ได้มาร่วมสังเกตการณ์ และเข้าร่วมอภิปรายในหัวข้อ 'นักวิชาการพบสื่อ' ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมในวันงาน ได้กล่าวว่า
"จากการเข้าร่วมสังเกตการณ์เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ประสบความสำเร็จพอสมควร ขณะนี้มีสัญญาณว่าการเมืองจะเกิดวิกฤติที่เห็นชัดเจนคือเดือนเมษายนปีหน้า ที่จะมีการเลือกวุฒิสภาชุดใหม่ เชื่อว่าจะเกิดวิกฤติได้ เพราะถ้าเลือก ส.ว.ในสภาพที่สังคมยังอ่อนแอ และมีการผูกขาดอำนาจรัฐ ส.ว.ชุดใหม่จะไม่ใช่วุฒิสภาตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และจะหมดบทบาทไปในที่สุด ขณะที่องค์กรอิสระเกือบทุกองค์กรก็สร้างความผิดหวังให้กับประชาชน จึงคิดว่ายิ่งปฏิรูปการเมืองครั้งที่สองเร็วเท่าไร ก็ยิ่งดีเท่านั้น"
นอกจากนี้ ยังมี สุจิต บุญบงการ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ความเห็นว่าอยากที่จะให้พรรคการเมืองทุกพรรคดำเนินการลักษณะเชื่อมโยงแบบเดียวกันนี้ต่อไป
กระทั่ง สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมาพรรคนี้อยู่คู่กับพรรคอนุรักษนิยมเสมอ แต่กำลังจะเปลี่ยนเป็นพลังพัฒนานิยม เป็นพรรคการเมืองแนวก้าวหน้า เขาจึงหวังว่าพรรคประชาธิปัตย์จะนำผลสรุปที่อ้างอิงจากคน 3,000 เดินหน้าปฏิรูปการเมืองครั้งที่สอง เพราะถือเป็นมติของที่ประชุมว่าต้องการให้เกิดการปฏิรูปการเมืองครั้งที่สอง โดยเฉพาะอำนาจการตรวจสอบรัฐ และการจัดการกับการทับซ้อนผลประโยชน์ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรใช้ข้อสรุปไปกำหนดนโยบายเพียงเพื่อหาเสียงเท่านั้น แต่ต้องทำเพื่อปฏิรูปการเมืองด้วย
โดยขณะนี้คนไทยอยู่ในยุคประชานิยมผลิดอกออกตุ่ม ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ตุ่ม คือ 1.หนี้สินล้นพ้นตัว 2.ทำลายการพึ่งตนเองอย่างสิ้นเชิง 3.แรงบันดาลใจการทำงานไม่มี คอยรับส่วนบุญอย่างเดียว ในโครงการเมกะโปรเจกต์ที่คนๆ เดียวใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ถือเป็นอันตรายใหม่ของชาติ
"ผมคิดว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะการเลือกตั้งครั้งต่อไป นายอภิสิทธิ์ ต้องมีภาวะการเป็นผู้นำสูงมากกว่านี้ และต้องมีคำพูดที่ท้าทายมากกว่านี้ เพราะขณะนี้ต้องถือว่านายอภิสิทธิ์ยังไม่มีอัตราเร่งเพียงพอเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คนที่ผ่านมา"
จริงอยู่ อาจเลี่ยงไม่ได้ว่าการประชุมครั้งนี้มีอารมณ์ของการรวมพลคน 'ขาประจำ' แฝงอยู่ แต่อย่าลืมว่า ผลตอบรับจากการจัดการประชุมครั้งนี้ ส่วนใหญ่ออกมาในทิศทางที่เป็นบวกมากกว่าเป็นลบ
แต่..หากมรรคผลสูงสุด คือการก้าวไปสู่การปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 สู่ชัยชนะของประชาธิปัตย์ในการก้าวเป็นรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 8-9 ตุาคมนั้น ประชาธิปัตย์ต้องยอมรับว่ายังไม่ใช่ปลายทางอย่าง 'สมบูรณแบบ'
เพราะต้องไม่ลืมว่า การต่อสู้กับพรรคใหญ่ที่มีฐานรากจากประชานิยมนั้นยากยิ่ง โดยเฉพาะกับสังคมที่ 'ปากท้อง' ต้องมาก่อนอื่นใด
|
|
|
| |
|
|
|