 |
|
 |
| ปีที่ 13 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548 |
 |
|
รายงานพิเศษ/นิติราษฎร์ บุญโย
เพื่อนสนิท 'จี๊ด' หรือ 'จ๋อย' 'เก้ง - สิน'..มีคำตอบ!
ยิ้มร่า ท่าทางเชื่อมั่น สไตล์ 'เก้ง' จิระ มะลิกุล หนึ่งในสองโปรดิวเซอร์ 'เพื่อนสนิท' ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของค่าย GTH ที่ลงโรงไปแล้วเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา สะท้อนอะไรได้ดีพอสมควร
ท่ามกลางความคาดหมายจากคอหนังว่าจะไม่มีอาการ 'แป้ก' เหมือนกับหนังค่ายเดียวกัน หลังจาก 'มหา'ลัยเหมืองแร่' และ 'วัยอลวน 4' รายได้ไม่เข้าเป้ามาแล้ว ทั้งที่ก่อนโน้น 'ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ' โกยไปกว่า 100 ล้านบาท และ 'สายล่อฟ้า' ก็ใช่ย่อย ได้กว่า 40 ล้านบาท
ยิ่ง 'เพื่อนสนิท' ได้ 'เอส' คมกฤษ ตรีวิมล หนึ่งในทีมผู้กำกับฯ 'แฟนฉัน' ที่พิสูจน์ฝีมือโดนใจคอหนังมาแล้วด้วย ยิ่งน่าติดตาม
เหนืออื่นใด วันก่อน 'เนชั่นสุดสัปดาห์' ไปเยือนรัง GTH ย่านสุขุมวิท 31 เพื่อวัดกระแสตอบรับจากคอหนังผ่าน 'เก้ง' จิระ และ 'สิน' ยงยุทธ ทองกองทุน สองโปรดิวเซอร์หลัก จึงทำให้รู้ว่าความเป็นมากว่าจะเป็น 'เพื่อนสนิท' นั้น ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน
0 0 0
'เพื่อนสนิท' เกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้อ่านหนังสือ 'กล่องไปรษณีย์สีแดง' ผลงาน อภิชาติ เพชรลีลา ของ 'เอส' คมกฤษ แล้วนำมาเสนอต่อ 'เก้ง' จิระ ซึ่งเขาเอ่ยปากว่าชอบหนังสือเล่มนี้มาตั้งนานแล้ว
หนังสือเล่มนี้เคยได้รับรางวัลชมเชย 'นายอินทร์ อะวอร์ด' สาขาหนังสือสารคดีมาแล้ว เป็นหนังสือประเภทสารคดีแบบนวนิยาย
ตอนแรกผู้กำกับฯ 'มหา'ลัยเหมืองแร่' ก็ไม่เชื่อว่าจะทำเป็นหนังได้ หากทำตามหนังสือเป๊ะๆ ทำให้เอสหายไปนาน จนกระทั่งเขากลับมาอีกครั้ง พร้อมนำเอาบทภาพยนตร์เรื่องนี้มาให้ดู ปรากฏว่าเกิดเป็นบทที่น่าสนใจมาก และนั่นจึงกลายเป็นที่มาของโปรเจคหนัง 'กล่องใส่หนี้สีแดง'
ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น 'เพื่อนสนิท' ตามคำแนะนำของ วิสูตร พูลวรลักษณ์ แห่ง ไท เอนเตอร์เทนเม้นท์ หุ้นส่วนสำคัญของ GTH อันเป็นเวิร์ดดิ้งที่ติดกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองว่า 'คุณเคยแอบรักเพื่อนไหม?'
"มันเป็นหนังที่พูด คำถามอยู่เรื่องเดียวเลย ทั้งเรื่องเนี่ย คือจะถามคนดูว่า เคยแอบรักเพื่อนหรือเปล่า คือตอนที่เราอ่านบท เราก็เห็นประเด็นนี้โดนใจเลย แล้วพอมาทำเป็นหนังจนหนังออกฉายรอบสื่อมวลชน ประเด็นนี้ได้ถูกชูขึ้นชัดมาก เชื่อมั่นว่าคนดูไอ้ที่ซึ้งๆ ตอนดูแล้วมาถามตัวเอง เฮ้ย..จริงๆ แล้วเราเคยแอบรักเพื่อนเหมือนกันว่ะ แต่อาจยอมรับหรือไม่ยอมรับอะไรอย่างนี้นะ ผมว่ามันกลายเป็นหนังที่จี๊ดมาก..."
'จิระ' เล่าต่อไปอีกว่า มีโปสการ์ดที่ให้คนดูหนังร่วมสนุก ตั้งอยู่ที่โรงหนังมากว่าครึ่งเดือนแล้ว โดยให้เขียนความรู้สึกว่าตอนไหนที่คิดเกินเพื่อน ปรากฏว่าคนส่งมาถล่มทลาย เพราะพิมพ์ครั้งแรกแสนใบ เพียงแค่ 2 วันหมด ซึ่งการร่วมสนุกหน้าโรงหนังสามารถประชาสัมพันธ์ได้ระดับหนึ่ง แต่วิธีการเขียนโปสการ์ดนั้น ได้ผลตอบรับเกินคาด เพราะมีทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับการศึกษา ที่ร่วมส่งมาบอกเล่ากับทางทีมงานจำนวนมาก
ซึ่งผู้ที่ส่งมาอาจมีบัตรภาพยนตร์เรื่องนี้ให้เป็นสิ่งตอบแทน โดยบัตรดังกล่าวสามารถแลกซื้อตั๋วได้ 2 ใบ แต่ราคาใบเดียว ที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ฯ เท่านั้น
ในมุมมองของจิระ เขากล่าวถึงผู้กำกับฯ อย่าง 'เอส' คมกฤษ ในฐานะที่เคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาภาพยนตร์ สมัยที่เอสและสหายทีมกำกับฯ แฟนฉัน ยังเกาะริมรั้วจามจุรี พ.ศ.โน้นว่า เอสเป็นคนกรุ้มกริ่ม ซึ่ง 6 คนนี้ มี 6 คาแรคเตอร์ โดยเอสมีคาแรคเตอร์ค่อนข้างชัดเจน เป็นคนกรุ้มกริ่ม แล้วจะเป็นคนที่สนอกสนใจในรายละเอียดเรื่องความรู้สึกของความรักอย่างสูง
"ผมคิดว่าอืมม์..งานเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาสมควรจะทำ เขาคงจะทำได้ดีมากแน่ แล้วบทที่เขียนมาจากคุณนิธิศ (ณพิชญสุทิน) ด้วย เป็นคนแบบเดียวกัน เป็นคนที่มีรายละเอียดเรื่องความรัก เรื่องรักเพื่อน เพื่อนรัก จนทำให้รู้ว่า ประสบการณ์เหล่านี้มันอยู่รอบๆ ตัวเรา..."
ส่วนเนื้อเรื่องหนังเพื่อนสนิท ที่มี 'ไข่ย้อย' หนุ่มเมืองกรุง ผู้แสนจะขี้อายจากโรงเรียนชายล้วน เอนทรานซ์ติดมหาวิทยาลัยที่ จ.เชียงใหม่ เขาได้รู้จักเพื่อนร่วมคณะด้านศิลปะ ที่เป็นสาวเหนือสุดเฮ้วชื่อ 'ดากานดา' ซึ่งต่อมากลายเป็นเพื่อนสนิทกัน ด้วยเสน่ห์ที่เป็นตัวของตัวเองของเธอ ทำให้ไข่ย้อยแอบหลงรักดากานดา แบบ 'เพื่อนรัก รักเพื่อน' โดยเพื่อนสาวไม่รู้ตัว
ผู้กำกับฯ จิระ ก็มีประสบการณ์ทำนองนี้ เหมือนคนหนุ่มสาวจำนวนมากในประเทศนี้
"คบกันมาตั้งแต่ ป.5 ก็รู้สึกเฉยๆ พอมาวันหนึ่งจะชวนเราไปจตุจักร มันพาเราเดินวนไปวนมา แล้วเดินอ้อม มันไม่รู้เหรอ ว่าเราโง่นักเหรอ ว่าเราไม่เคยมาจตุจักรเหรอ แต่ว่าก็มีความสุขดีนะ อยากให้มันพาเราเดินอ้อมไปเรื่อยๆ บางคนก็บอกว่าขอให้ได้อยู่ใกล้ๆ กัน รู้จักกันมาตั้งแต่ประถมปลาย แล้วพอถึงจบมัธยมปลาย มีงานเลี้ยงจบ ปรากฏว่ามันเมาอ้วกเลยนะ กอดโถส้วมเลย แต่ขณะที่อ้วกเนี่ย มันเรียกชื่อเราตลอดเลย เอ๊ะ..ทำไมเรารู้สึกอย่างนี้ แล้วมันเป็นทุกคนเลยว่ะ"
เมื่อถามถึงหนังเรื่อง 'มหา'ลัยเหมืองแร่' ที่มีคนดูน้อย แม้จะสะกิดสะเกาแผลเก่า แต่ผู้กำกับฯ 'เหมืองล่ม' ก็พร้อมจะอธิบาย
"การทำหนังแล้วคนดูน้อย ก็ถือว่าเราพลาดด้านการสื่อสารของเรานะ เราอาจจะทำหนักมือไปหน่อย คือบางทีเราคิดว่าเหมือนเราทำของขาย มันไม่ได้หมายความว่าไอ้สูตรทำราดหน้าทรงเครื่อง คำว่าทรงเครื่องเราจะใส่ทุกอย่างแล้วคนดูจะชอบเสมอไป คนดูมีรสนิยมน่ะ ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าคนดูจะชอบ ไม่ชอบอะไร ผมตอบได้เลยว่าทุกคนที่ทำหนังทุกโปรเจค เขารู้สึกว่าทุกโปรเจคของเขาเป็นหนังที่ดี แล้วจะมีคนดูทั้งสิ้น คือผมไม่คิดว่าใครจะอนุมัติโปรเจคที่หนังออกมาไม่ดี ที่ไม่มีคนดูนะ..
"หนังเหมืองแร่ อาจจะเริ่มมาจากมันเป็นวรรณกรรมของประเทศที่ได้รางวัล ผมมีความรู้สึกว่าผมอยากจะทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ถ้าผมวิเคราะห์ตอนนี้ ผมคงวิเคราะห์ตัวเองว่ามันยังง่ายไม่พอ ก็เป็นบทเรียน..เพราะฉะนั้น ในส่วนของหนังกับความเป็นรายได้ มันแยกกัน และโดยสัญญาของบริษัทเรา ไม่อยากทำหนังเพื่อที่จะไม่มีคนดูใช่ไหม หนังทุกเรื่องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้คนดูหนังเราให้ได้ มันรู้สึกว่าเป็นหน้าที่"
ส่วนคำถามที่ว่า 'รสนิยม' ของคนดูเปลี่ยนไปหรือไม่ ผู้กำกับฯ ร้อยล้านวิเคราะห์ต่อไปอีกว่า คนดูยังเหมือนเดิม เขาอยากเลือกดูหนังตามรสนิยมเขา ไม่เห็นว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลง ทุกยุคทุกสมัยเหมือนกันหมด เพียงแต่ว่าที่เราเห็นอย่างเด่นชัดนั้น ในวันนี้กับเมื่อ 15 ปีที่แล้ว คือโรงหนังได้มาอยู่ในห้างสรรพสินค้าเลยไปจำกัดวัยของคนดู
"ถ้าคิดหยาบๆ ตอนนี้ถ้าจะทำหนังอะไร ที่รับประกันความไม่เจ๊งชัวร์ๆ นั้น ต้องมุ่งไปที่กลุ่มวัยรุ่น เพราะคนที่เลย 25-30 ปีไปแล้ว ยากที่จะดึงเขาออกมาดูหนัง ยิ่งคนที่มีลูก มีครอบครัวแล้ว จะห่างไปเรื่อยๆ ส่วนมากเขาก็จะนอนดูยูบีซี หรือไม่ก็ดู DVD เสียมากกว่า"
แต่ถ้าถามถึงรสนิยมของวัยรุ่น เมื่อ 5 ปีที่แล้วกับวันนี้ ก็ยังเหมือนกัน ยังเป็นรสนิยมวัยรุ่นที่มีเรื่องของแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ของเขา
"บางทีตอนที่เราอายุเท่าเขา เรายังสามารถเข้าไปดูเรื่องที่มันไร้สาระที่สุดได้เลย เหมือนหนังจีนช่วงหนึ่งที่แทบจะไม่มีอะไรเลย ตลกอย่างเดียว คือโปสเตอร์จะเห็นคนตัวเล็กๆ หัวโตๆ วนอยู่นั่นล่ะ นี่เป็นชีวิตการดูหนังของวัยรุ่น"
ดังนั้น 'เพื่อนสนิท' จึงท้าทายอย่างยิ่งยวดในการเจาะฐานตลาดหนังวัยรุ่นของ GTH หลังจากเคยทำท่าว่าจะครองตลาดแบบลุ่มๆ ดอนๆ มาก่อนหน้านั้น ซึ่งบทพิสูจน์หนังเรื่องนี้จะสามารถสะท้อนฝีมือผู้กำกับฯ ทีมแฟนฉันคนที่เหลือที่มีหนังในค่ายนี้ จ่อคิวลงโรงตามมาอีกด้วย
และแน่นอน...นายทุนตัว 'G' (GMM GRAMMY) อย่าง 'อากู๋' ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม และตัว 'T' (TAI ENTERTAINMENT) ของ วิสูตร พูลวรลักษณ์ จะยังเหนียวแน่นหรือไม่? หนังเรื่องนี้เป็นลางบอกเหตุ 'อยู่หรือไป' ได้เป็นอย่างดี ต้องเอาใจช่วยตัว 'H' (HUB HO HIN FILMS) ทำผลงานโดนใจมหาชนด้วยเถิด!
(ล้อมกรอบ)
ประเด็น
"เป็นเหมือน 2 เรื่อง ก็ถือว่าเหนื่อยใจ"
เนื้อเรื่อง
หนังดีๆ แต่วางแผนการตลาดพลาด! ก็นับว่าเป็น 'โชคอับ' ดับโดยไม่ต้องรอให้หนังลาโรงเลยทีเดียว ฉะนั้น แล้ว หนัง 'เพื่อนสนิท' ในมุมมอง ของ 'สิน' ยงยุทธ ทองกองทุน ผู้กำกับฯ 'สตรีเหล็ก' และเป็นหัวหอกสำคัญด้านการตลาดของบริษัท GTH จำกัด นับว่าน่าสนใจ
สินเล่าให้ฟังว่า ทุนที่แบกอยู่ในขณะนี้ คือค่าสร้างหนังและทุนโฆษณา เพราะหนังที่ทำอยู่ สามารถทำให้โปรดักชั่นประณีตได้ระดับหนึ่ง พอสมน้ำสมเนื้อ ขณะที่ปัจจุบันเงิน 20 ล้านบาท จะทำหนังได้ระดับหนึ่งเท่านั้น ขั้นต่ำต้องมี 40 ล้านบาท ที่บอกว่ารายได้อย่างต่ำต้อง 50 ล้าน ก็ถือว่าจริง นั่นคือทำให้บริษัทอยู่ได้
ฉะนั้น จึงต้องพยายามทำให้ได้ขนาดนั้น ที่ผ่านมา 2 เรื่อง (มหา'ลัยเหมืองแร่-วัยอลวน4) มันไม่ได้ตามเป้า ความกดดันมันจึงมาอยู่ที่เรื่องนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าทั้งสองเรื่องเราไม่ได้แล้วจบเห่ มันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของทุนที่เราตั้งใจมาตั้งแต่ต้น อีกอย่างไม่มีใครบอกได้ว่าทำหนัง 10 เรื่อง เรื่องนี้จะได้เท่านั้น เรื่องนี้จะได้เท่านี้
ส่วนกลุ่มเป้าหมาย เขากล่าวถึงแบบกว้างๆ ที่เป็นกลุ่มคนดูหนังโรแมนติกเรื่องนี้ ว่า
"คนที่เคยแอบรักเพื่อน คือคนที่มีสิทธิที่จะคิดอะไรแบบนี้นะครับ มันทุกเพศทุกวัยจริงๆ นะ ต้องกลับไปถามที่ตัวเองว่าความรู้สึกเกินเพื่อนตอนประถมฯ เคยไหม โอเค ถ้าเรียนชายล้วนอาจจะไม่มีนะ อาจจะลำบากหน่อย แต่ว่าอย่างเรียนสหวิทยามาอย่างนี้ มันเหมือนพอถามใครสักคน คือถ้าไม่โกหก ทุนคนมีความรู้สึกพิเศษอย่างคนที่สนิท...
"ถ้าถามว่าในเบื้องต้นว่ากลุ่มเป้าหมายที่จะมาดู ผมเชื่อว่ามีโอกาสได้ทุกกลุ่ม แต่ตอนนี้โดยเนื้อหาของเรื่อง ซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนเล่าความรู้สึก มันเกิดขึ้นกับกลุ่มวัยรุ่น กลุ่มมหา'ลัย มันก็เลยโอเคในเชิงภาพลักษณ์ หน้าตาของหนังเรื่องนี้ ขึ้นอยู่กับวัยรุ่น ขึ้นอยู่กับพวกนักศึกษา นักเรียนมัธยมปลาย แต่จริงๆ เรื่องอย่างเนี่ย มันอยู่ในทุกกลุ่มทุกเพศทุกวัยเลย"
ผู้กำกับฯ 'สตรีเหล็ก' เล่าถึงความมั่นใจของหนังเรื่องนี้ว่า ทำให้มีรอบสื่อมวลชนเร็วกว่าเดิม แต่ยกเว้นบางเรื่องที่มันมีเงื่อนไข ที่หนังไม่เสร็จจริงๆ ซึ่งต้องดูแผนเอาหนังเข้าฉายด้วย ต้องมองจังหวะ, โอกาส, คู่แข่ง, เลือกวัน และต้องดูว่าโปรดักชั่นว่าเสร็จหรือเปล่า ซึ่งถ้าบางทีโปรดักชั่นเสร็จแล้วและมั่นใจ เช่น หนังแฟนฉัน เสร็จนานแล้ว แต่ต้องการ 3 เดือนในการปูทางทำแคมปัสทัวร์ประชาสัมพันธ์
ส่วนหนังเรื่องนี้เพิ่งเสร็จ แต่ก็เสร็จก่อนล่วงหน้า 2 อาทิตย์ จึงมั่นใจถึงขนาดว่ารอบสื่อมวลชนเร็วขึ้น แถมรอบพิเศษอีกด้วย
"หนังบางประเภท เราต้องยอมรับความจริงอย่างหนึ่ง ว่าหลายๆ ครั้ง ในสถานการณ์ปัจจุบัน คนดู จะเลือกดูหนังจากหน้าตาของหนัง ก่อนที่จะรู้จักเนื้อหาของหนังจริงๆ เพราะฉะนั้น หนังอย่างเพื่อนสนิท เราก็ยอมรับว่า หน้าตามันอาจจะไม่เชื้อเชิญนัก แต่เรารู้สึกว่าตัวเนื้อหาของมัน อย่างคุณเคยแอบรักเพื่อนไหม มันแข็งแรง ตัวนี่มันจะไม่ไปจากตัวโปสเตอร์ มันจะไปต่อได้ด้วยการไปดูมันเสียก่อน แล้วมัน เวิร์ด ออฟ เมาท์ ต่อไป ที่มาของตรงนี่นะ"
เมื่อถามถึงนายทุนอย่าง 'อากู๋' และ 'เสี่ยวิสูตร' ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักนั้น สิน ได้แจกแจงให้ฟังว่า
"เรามารวมกัน โดยที่พี่บูลย์ (ไพบูลย์) เชื่อมั่นพวกเราอยู่แล้ว พวกในที่นี้ ไม่ใช่แค่ตัว H แต่รวมคุณวิสูตร ด้วย ซึ่งพี่บูลย์เสมือนพี่ใหญ่คอยแบ็คอัพ การตัดสินใจ การดำเนินงานทางธุรกิจ หรือโปรเจคต่าง ๆ ก็จากฝั่งเรา แต่เราก็จะไปเล่าให้แกฟังว่า เราจะไปทำอย่างนี้ๆ พี่ว่าอย่างไร คือแกจะให้ข้อมูล ให้ความเห็น แต่ส่วนใหญ่ แกจะค่อนข้างไว้ใจเราในเบื้องต้น ซึ่งอย่างพี่เก้งบอก ทุกครั้งเราก้าวไปด้วยความมั่นใจ เหมือนประสบการณ์ที่บอกๆ เรามา หมายความว่า บางครั้งในความมั่นใจของเรา เราก็ต้องมองรอบๆ ตัวเราหน่อย"
ขณะเดียวกัน เขาได้วิเคราะห์พฤติกรรมคนดูหนังด้วยว่า คนดูที่กลุ่มใหญ่ที่สุด คือกลุ่มวัยรุ่น ที่เปลี่ยนแปลงตามแฟชั่นในแต่ละปี ในแต่ละช่วงฤดูกาล หรือที่เรียกว่า แฟชั่นพาไป เพื่อนพาไป หรือกระแสสังคมพาไป
แต่ความจริง คนทำหนังจะเปลี่ยนไป เช่น อายุร่างกายที่เปลี่ยนไป อายุสมองที่เพิ่มขึ้น อารมณ์ที่เพิ่มขึ้น อายุความคิด อายุความอดทนที่มันเปลี่ยนไป บางทีเราไม่รู้ตัว ว่ามันอยู่ในตัวงานของเรา
แต่ทั้งนี้ จีทีเอช ก็ยังยืนว่า ไม่มีความพร้อมในหนังแนวบู๊ โดยได้อธิบายว่า มันเป็นเรื่องของความชอบจริงๆ "แต่ภาพรวมของบริษัท สมมติวันหนึ่ง มีคนบอกว่า เขาอยากทำเรื่องนี้ และรู้สึกว่าเขาทำได้ดี ก็ไม่ใช่ว่า GTH จะไม่ทำเรื่องเหล่านี้เลย แต่มันจะไม่ได้ออกมาจากตัวผมสองคนโดยตรง แต่ในเชิงบริษัทใหญ่มันต้องมีหนังหลายๆ แบบ แต่ต้องดูว่าอะไรเกินตัวไปหรือเปล่า ใช่ในสิ่งที่เราเข้าใจมัน หรือไม่ ต้องดูด้วย"
ขณะที่ปัญหาเรื่องโปรโมชั่นของโรงหนัง บีบให้ลดค่าตั๋วจากราคาปกติ ซึ่งเขาบอกว่า เข้าใจเรื่องโปรโมชั่น การกระตุ้นการขาย การจัดกิจกรรมพิเศษ ลดแลกแจกแถม เป็นที่เข้าใจได้ แต่ในเชิงปัญหาที่เจอล่าสุด
บางทีการลดแลกแจกแถม มันถูกคิดมาจากฝ่ายเดียว ในฐานะที่เราเป็นคนผู้ผลิตสินค้า สมมติว่าเราจะเข้าไปวางในห้างนั้น แล้วเขามีลดแลกแจกแถม จะกระตุ้นยอดขาย มีเงื่อนไขเยอะแยะ ก็ไม่ว่า แต่การลดราคาตั๋วนั้น ทำให้ราคาต้นทุนมันต่ำเกินไป จนไม่มีมั่นใจว่า จะคุมกับการขาดทุนต่อหน่วยของ GTH ไหม เพราะฉะนั้น การจะลดอะไรบางอย่าง ที่ไม่สร้างความมั่นใจให้ จะทำให้มีปัญหา แต่ถ้าลดแลกแจกแถมที่เห็นภาพชัดเจน มันก็ไม่มีปัญหา เราเข้าใจ เพราะทุกอย่างมันมีการกระตุ้นทางการตลาด
"เหมือนกับว่าห้างต่อห้าง เขาแข่งกัน แย่งคนดูกันนะ เขาดัมพ์ทุกอย่าง จนบังคับให้เราลดราคา ซึ่งมันไม่ตรงกับต้นทุน อย่างนี้เราก็ตาย เอ๊ะ..ต่อไปอาจต้องเปิดแผงขายเองรอดกว่าหรือเปล่า อะไรอย่างนี้.."
สุดท้าย วางแผนการตลาดมาดี ถูกทางอย่างนี้แล้ว ยังอาการ 'แป้ก' อีก จะทำอย่างไร สินตอบว่า
"ถ้าฟีดแบ็คขนาดนี้ ยังเป็นเหมือนสองเรื่อง ก็ถือว่าเหนื่อยใจเหมือนกัน แต่ว่าเราไม่ได้โทษคนดู แต่เราต้องดูว่าน้องเขาทำหนังมาดีแล้ว กลไกอื่นๆ ในบริษัทมันผิดหรือเปล่า..องค์ประกอบมันเยอะ ถ้าเราแบบว่าไม่ใช่คนที่หลงตัวเองมากเกินไป เราจะค่อยๆ มองมันออก แล้วเอาสิ่งเหล่านั้นมาปรับกลยุทธ์ไป" ยงยุทธ อธิบายอย่างเข้าถึงสัจธรรมของการทำหนัง
|
|
|
| |
|
|
|