 |
|
 |
| ปีที่ 13 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548 |
 |
|
ข่าววิเคราะห์/บางนา บางปะกง
'กบชต.-มาเลย์' สองเงื่อนไขใหม่ดับไฟใต้
เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน ก็จะครบรอบ 1 ปี 'ตากใบวิปโยค' แต่สงครามประชาชนที่ชายแดนใต้ ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน
แม้ฝ่ายรัฐเองจะมีการปรับโครงสร้างหน่วยงานที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการตั้ง 'คณะกรรมการบริหารจัดการในพื้นที่ตามนโยบายและยุทธศาสตร์เสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้' หรือ 'กบชต.' โดยให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธาน
แต่สื่อมวลชน นักวิชาการ และคนในพื้นที่กำลังจับตามองว่า 'กบชต.' จะสร้างเอกภาพในการแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่ เพราะนับแต่เหตุการณ์ปล้นปืนที่เจาะไอร้อง เดือนมกราคม 2547 รัฐบาลทักษิณมีการปรับโครงสร้างกันหลายครั้งหลายหน จนจำชื่อคณะกรรมการไม่ได้แล้ว
ดูเหมือนว่า การปรับโครงสร้างรอบนี้ให้แม่ทัพบกเข้ามาบริหารงานเต็มตัว พร้อมกับให้รวมคณะทำงานฝ่ายอำนวยการของ กอ.สสส.จชต.กับกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้าเข้าด้วยกัน เพื่อกระชับการควบคุมสั่งการในพื้นที่ให้อยู่ในอำนาจของแม่ทัพภาคที่ 4 เพียงคนเดียว
ผศ.ปิยะ กิจถาวร นักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเคยทำงานใน ศอ.บต. ปัจจุบันเป็นหนึ่งในคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) ให้ความเห็นว่า "การตั้ง กบชต.ขึ้นมา วัตถุประสงค์น่าจะเน้นเรื่องยุทธการเพื่อแก้ปัญหาความไม่สงบเป็นพิเศษเท่านั้น ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะประสพผลแค่ไหน"
อย่างไรก็ตาม เขายังมองว่าการตั้ง กบชต. ซึ่งมี พล.อ.สนธิ เป็นประธาน น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีพอสมควร
"ที่ท่าน ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ว่าจะต้องแยกปลาแยกน้ำออกจากกันนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าท่านเข้าใจว่าจะต้องทำงานมวลชนควบคู่กันไปด้วย"
นอกจากกรณีการตั้ง 'กบชต.' ขึ้นมาแล้ว ปัญหาใน 3 จังหวัดที่ตกเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ตลอด 2 สัปดาห์ ก็คือ เรื่องคนไทย 131 คนที่หลบหนีเข้าประเทศมาเลเซีย
ซึ่งตอนแรกทั้งหมดถูกควบคุมตัวอยู่ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง รัฐกลันตัน และต่อมาถูกย้ายไปควบคุมตัวที่รัฐตรังกานู
จากกรณีดังกล่าวส่อเค้าว่าจะบานปลายกลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติ เมื่อคนไทย 131 คนเรียกร้องต่อ UNHCR ขอลี้ภัยทางการเมือง ซึ่งได้รับการปฏิเสธในเบื้องต้นจากตัวแทน UNHCR ที่มาเลย์
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย เริ่มสะดุดจากกรณีคนไทยมุสลิมอพยพ เมื่อนายกฯ ทักษิณ ประกาศผ่านสื่อว่าจะไม่ขอเจรจากับทางการมาเลย์ในเรื่องดังกล่าว
หลังจากนั้นไม่นาน อานันท์ ปันยารชุน ประธาน กอส. ได้เล่าให้นักข่าวฟังว่า ตัวเขาเองเดินทางไปมาเลย์ ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับอับดุลลาห์ อาหมัด บัลดาวี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน และอดีตนายกฯ มหาธีร์ โดยผู้นำมาเลย์แสดงจุดยืนว่าไม่ได้สนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน พร้อมที่จะเปิดการเจรจากับผู้นำรัฐบาลไทย
แต่ความปรารถนาดีของประธาน กอส. ก็ไม่ได้รับการขานรับจากนายกฯ ทักษิณ แถมบรรดาลิ่วล้อยังออกโรงโจมตีประธาน กอส. ว่าทำงานล้ำเส้น
ผศ.วรวิทย์ บารู กรรมการ กอส.กล่าวว่า จากการเดินทางเข้าไปกับคณะของประธาน กอส. ก็ยืนยันว่าทางผู้นำมาเลย์พร้อมจะช่วยไทยยุติปัญหาความไม่สงบ และไม่เข้าไปก้าวก่ายหรือสนับสนุนกลุ่มใดๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในไทย เนื่องจากท่าทีดังกล่าวถือเป็นหลักการของชาติที่ผู้นำทางการเมืองในทุกยุคสมัยของมาเลเซีย ที่ไม่สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อการแบ่งแยกดินแดนในประเทศไทย
สำหรับพรรคปาส ซึ่งอาจจะมีคนของเขาเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ก็ไม่เอาด้วย และความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างทุกวันนี้ คงไม่ใช่วิสัยที่เขาจะรับได้ นอกเสียจากรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งหมายถึงพรรคปาสที่ครองเสียงอยู่ในรัฐกลันตันจะยึดมั่นในหลักการดังกล่าวแล้วรัฐบาลกลางเองที่ยึดกุมโดยพรรคอัมโนเองก็ต้องยึดหลักการดังกล่าวด้วย
ส่วนท่าทีของรัฐบาลไทย ยังไม่มีสัญญาณใดว่าพร้อมจะเปิดการเจรจากับผู้นำมาเลย์ ขณะเดียวกัน ก็ยื่นข้อเสนอให้ส่งคนไทย 1 คน ที่ถูกออกหมายจับให้มาดำเนินคดีในประเทศไทย หากมาเลย์มีความจริงที่จะแก้ปัญหาร่วมกัน ก็ต้องจัดการตามที่ทางการไทยร้องขอในเรื่องดังกล่าว
ถ้ามองจากความเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังมวลชนของสองประเทศ ที่มีการประท้วงบริเวณหน้าสถานทูตไทยในกรุงกัวลาลัมเปอร์ และสถานทูตมาเลเซียในกรุงเทพฯ ก็น่าจะทำให้การเปิดการเจรจากันของสองฝ่าย คงไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้แน่นอน
|
|
|
| |
|
|
|