 |
|
 |
| ปีที่ 13 ฉบับที่ 762 วันที่ วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2548 |
 |
|
ประกอบปก
ไทยเสี่ยงแผ่นดินไหวแต่ไม่รุนแรง
แม้แรงเขย่าขวัญสั่นประสาทคนไทยอยู่ในเวลานี้ จะมาจากเหตุแผ่นดินไหวในแคว้นแคชเมียร์ ศูนย์กลางอยู่ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน จนคร่าชีวิตผู้คนทั้งในอินเดีย และปากีสถาน กว่า 4 หมื่นคน
แต่ก็ยังมีข่าวดีสำหรับคนไทย อย่างน้อยที่สุด แม้ไม่อาจหลีกเลี่ยงแผ่นดินไหวได้อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ถือว่าจากหนักกลายเป็นเบา
ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สมศักดิ์ โพธิสัตย์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยอยู่ในพื้นที่แนวตะเข็บของเปลือกโลกที่เกิดแผ่นดินไหว ซึ่งมีโอกาสที่จะขยับตัวได้ แต่ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าจะเกิดแผ่นดินไหวเมื่อไร และจากการสำรวจทำแผนที่บริเวณเสี่ยงภัยแผ่นดินไหวในปี 2548 ของกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามี 4 จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยมากที่สุด คือ กาญจนบุรี ตาก แม่ฮ่องสอน และเชียงราย โดยมีความเสี่ยงที่ 7-8 เมอร์คัลลี่ เพราะเป็นพื้นที่ใกล้รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูง ที่สำคัญ ผลกระทบอาจทำให้อาคารที่มั่นคงตามปกติเสียหายได้
ส่วนจังหวัดรองลงมา ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคใต้ อาทิ สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา น่าน ลำปาง รวมทั้งกรุงเทพมหานคร โดยจะมีความเสี่ยงที่ 5-7 เมอร์คัลลี่ ซึ่งจะทำให้อาคารที่สร้างอย่างมั่นคงตามปกติเสียหายเล็กน้อย ส่วนที่ปลอดภัยมากที่สุด คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นอกจากนี้ สมศักดิ์ ยังเห็นว่า ขณะนี้ยังไม่มีชาติไหนในโลก ที่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ว่า จะเกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อไร แต่หลังจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อ 26 ธันวาคม 2547 เนื่องจากแผ่นดินไหวในทะเลจนทำให้แผ่นเปลือกโลกมุดตัวลงไปนั้น ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนและเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กและขนาดใหญ่ทางตอนใต้ของแผ่นเปลือกโลกที่มีระดับความแรงตั้งแต่ 5-6 ริกเตอร์ ประมาณ 600 ครั้ง และขนาดเล็กๆ อีก 2,000 กว่าครั้ง
รวมทั้งกรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.6 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่บริเวณกรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานและอินเดียนั้น เป็นแผ่นดินไหวที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 26 ธันวาคม 2547 เนื่องจากเกิดจากรอยเลื่อนบนแผ่นเปลือกโลกเดียวกัน และถือเป็นการปรับตัวของเปลือกโลกที่เคยได้รับการเขย่ามาแล้วรอบหนึ่ง
สำหรับประเทศไทย สมศักดิ์ ชี้ให้เห็นว่า ตั้งอยู่คนละแผ่นเปลือกโลก และไม่อยู่บนรอยเลื่อนที่จะ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากแผ่นดินไหวใหญ่ แต่ก็อยู่ในแนวตะเข็บของเปลือกโลกที่เกิดแผ่นดินไหว ซึ่งที่นักวิชาการเป็นห่วงคือประเทศพม่า ที่มีรอยเลื่อนสะแกง พาดผ่านทางด้านตะวันตกจากเหนือจรดใต้ของประเทศ ซึ่งหากเกิดแผ่นดินไหวอาจจะรู้สึกได้ในแถบจังหวัดภาคเหนือตอนบน ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ จะไม่เกิดแผ่นดินไหวขึ้นได้ เพราะไม่มีแนวรอยเลื่อนใกล้เคียงพาดผ่านเลย
ขณะที่ ยงยุทธ ติยะไพรัช รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ปลอดประสพ สุรัสวดี ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ และผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ สมศักดิ์ โพธิสัตย์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และผู้บริหารจากกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (กฟผ.) ก็ได้ร่วมประชุมหาข้อสรุปความเป็นไปได้ของการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย และการรับมือแผ่นดินไหว หลังจากมีกระแสข่าวสร้างความตระหนกตกใจให้กับประชาชน
จากนั้นยงยุทธ กล่าวถึงเขื่อน 2 แห่งใน จ.กาญจนบุรี ว่าหากเกิดแผ่นดินไหว จนทำให้เขื่อนแตก จะเกิดเป็นรอยร้าว และมีทรายพังลงมาก่อนที่น้ำจะค่อยๆ ซึม ไม่ใช่พังลงมา แต่จะใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง ดังนั้น จึงมีเวลาพอที่จะอพยพคนออกจากพื้นที่ได้ทัน
"การสร้างข่าวว่าเขื่อนจะแตก แล้วจะมีคนตายทันที เป็นแค่ข่าวลือ เพราะขณะนี้ทาง กฟผ.จะมีการตรวจสอบเขื่อนทุก 2 ปี แต่ในระยะหลังตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สึนามิ และมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลายฝ่ายให้ความสนใจกับเขื่อนศรีนครินทร์มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาทได้สั่งเฝ้าระวังจังหวัดในเขตภาคตะวันตกและภาคกลางบางส่วน ขอให้ประชาชนสบายใจได้ว่า ได้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว" ยงยุทธ กล่าว
ยงยุทธ ยังยืนยันด้วยว่า จากข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยจะไม่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่เกิน 5.0 ริกเตอร์ อย่างแน่นอน เนื่องจากรอยเลื่อนใหญ่ของเปลือกโลกไม่ได้ผ่านประเทศไทย แต่มีเพียงรอยเลื่อนเล็กๆ เท่านั้น
ด้าน ปลอดประสพ กล่าวย้ำอีกว่า ประเทศไทยไม่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ แต่จะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว 1-3 ริกเตอร์ขึ้นได้ ซึ่งก็เหมือนกับสายลมที่พัดใส่หน้าเราทุกวัน อย่าตกใจ แม้ว่าจะมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ที่อยู่ใกล้รอยเลื่อนสะแกง และมีโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหว แต่หากเกิดจริง แรงจากประเทศพม่าจะกระทบมาถึงไทยในอัตราส่วนที่ลดลงทุกๆ 100 กิโลเมตร ซึ่งหากถึงประเทศไทย ก็จะเป็นแรงที่อ่อนมาก
อย่างไรก็ตาม การเกิดแผ่นดินไหว อาคารสูงไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับอาคารขนาดเล็ก บ้านเรือนขนาดเล็ก และอาคารที่ต่อเติมแบบผิดหลักการ เนื่องจากมีโครงสร้างไม่แข็งแรง ซึ่งแม้จะมีแผ่นดินไหวขนาดเล็กก็ตาม ขณะนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้ออกกฎกระทรวงเรื่องการก่อสร้างอาคารเพื่อรองรับการเกิดแผ่นดินไหวแล้ว
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่น่าเก็บรับเอาไว้เป็นเครื่องเตือนใจอย่างยิ่งก็คือ คำกล่าวที่ว่า "ในโลกนี้ยังไม่มีประเทศใดในโลกพยากรณ์แผ่นดินไหวล่วงหน้าได้" เพราะนี่คือความไม่ประมาท และไม่เป็นหนทางไปสู่ความตายนั่นเอง
|
|
|
| |
|
|
|